playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

 

close website 20191108 2

buayai1

ตำบลหนองแจ้งใหญ่ แยกมาจาก 3 ตำบล คือ ต.บัวใหญ่ ต.โนนทองหลาง และ ต.หนองบัวสะอาด และได้จัดตั้งตำบลขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2536 และเดิมในตำบลนี้มีต้นไม้ยืนต้นชื่อว่า ต้นแจ้งเกิดขึ้นมากมาย ชาวบ้านจึงตั้งชื่อว่า ต.หนองแจ้งใหญ่ ประกอบด้วย 10 หมู่บ้าน หมู่ที่ 1 บ้านหนองแจ้งใหญ่ หมู่ที่ 2 บ้านหญ้าคา หมู่ที่ 3 บ้านบุเสมา หมู่ที่ 4 บ้านแจ้งเจริญ หมู่ที่ 5 บ้านเสมาทอง หมู่ที่ 6 บ้านตลุกยาง หมู่ที่ 7 บ้านอีโค หมู่ที่ 8 บ้านโนนมะเฟือง หมู่ที่ 9 บ้านดอนเค็ง หมู่ที่ 10 บ้านหนองไข่ผำ

ตำบลหนองแจ้งใหญ่จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2536 โดยแยกออกมาจากตำบลบัวใหญ่ โดยรวมกับหมู่บ้านในเขตตำบลโนนทองหลาง และตำบลหนองบัวสะอาดบางส่วนรวมจำนวน 10 หมู่บ้าน  มีพื้นที่ทั้งหมด 35.27 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 37,413 ไร่ ในเขตตำบลหนองแจ้งใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ห่างจากจังหวัดนครราชสีมาประมาณ 101 กิโลเมตร สภาพทั่วไปเป็นพื้นที่ราบลุ่ม มีลำห้วย และฝายต่างๆ หลายแห่ง และมีอ่างเก็บน้ำสำคัญ คือ อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเค็มบ้านหญ้าคา หมู่ที่ 2 พื้นที่ราบลุ่มจะเป็นทุ่งนา พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำการเกษตร ทำนา ทำสวน ทำไร่ เป็นต้น

ตำบลหนองแจ้งใหญ่มีจำนวนครัวเรือนทั้งหมด 1,441 ครัวเรือน ประชากรทั้งสิ้น 6,875 คน แยกเป็น ชาย 3,463 คน หญิง 3,412  คน มีความหนาแน่น 195 คนต่อตารางกิโลเมตร

ลักษณะที่ตั้ง ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแจ้งใหญ่ ตั้งอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอบัวใหญ่ประมาณ 3.5 กิโลเมตร โดยมีอาณาเขตติดต่อกับตำบลใกล้เคียงดังนี้

ทิศเหนือ   มีอาณาเขตติดต่อกับ ตำบลห้วยยาง

ทิศใต้   มีอาณาเขตติดต่อกับ ตำบลโนนทองหลาง

ทิศตะวันออก   มีอาณาเขตติดต่อกับ เทศบาลเมืองบัวใหญ่

ทิศตะวันตก   มีอาณาเขตติดต่อกับ ตำบลโนนทองหลางและตำบลหนองบัวสะอาด

ลักษณะภูมิประเทศและลักษณะทางภูมิอากาศ สภาพพื้นที่ของอำเภอบัวใหญ่  พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงและที่ดอน ไม่มีภูเขา พื้นที่สูงจากระดับนํ้าทะเลปานกลาง 140-250 เมตร ทางด้านทิศตะวันตกและทิศเหนือเป็นที่ราบสูง ใช้เป็นทําไร่และลาดเอียงมาทางทิศใต้ของอำเภอ ทางตอนกลางเป็นที่ลุ่มเหมาะกับการทำนา

สภาพทางภูมิอากาศเป็นแบบมรสุมมี 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน ช่วงระยะเวลาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม ฤดูฝน ช่วงระยะเวลาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม และฤดูหนาว ช่วงระยะเวลาตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์

ด้วยสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง ลักษณะภูมิอากาศเป็นแบบร้อนชื้น ผลจากการพัฒนาตามข้อมูล จำนวนครัวเรือน มีหมู่บ้านก้าวหน้า 3 หมู่บ้าน บ้านปานกลาง 7 หมู่บ้าน คนในชุมชนเกิดความรักความสามัคคีกันอย่างแน่นแฟ้น ตามคำพูดที่ว่า คนโคราชกันกังไม่ต้องเกรงใจกัน คำนี้ยังใช้ได้มาจวบจนถึงปัจจุบัน

ทุนของตำบล

วัฒนธรรมของคนบัวใหญ่ก็เหมือนๆกันของคนไทยโคราช ชื่อ ไทยโคราช ความเป็นมา จังหวัดนครราชสีมาเป็นจังหวัดที่มีกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลาย แต่ไทยโคราชเป็นกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มใหญ่ ที่มีวัฒนธรรมโคราช ได้แก่ มีเพลงพื้นบ้านที่เรียกว่า "เพลงโคราช" ใช้ดนตรีพื้นบ้าน คือ มโหรีโคราช และที่เป็น เอกลักษณ์สำคัญคือใช้ภาษาโคราชในชีวิตประจำวัน ไม่มีหลักฐานบ่งบอกว่ากลุ่มชาติพันธุ์โคราชมาจากที่ใด แต่มีหลักฐานทางโบราณคดีเกี่ยวกับชุมชนโบราณ บริเวณจังหวัดนครราชสีมาจำนวนมาก ซึ่งกลุ่มชาติพันธุ์นี้ นอกจากจะอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมาแล้วยังมีอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ ชัยภูมิ และบางส่วนของจังหวัดลพบุรี

buayai2.jpg

บางครั้งอาจเรียกกลุ่มชาติพันธุ์นี้ว่า ไทยเบิ้ง วิถีชีวิตและภาษา กลุ่มชาติพันธุ์โคราชมีวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายเหมือนชาวชนบททั่วไป คืออยู่บ้านใต้ถุนสูงแบบบ้านโคราช ซึ่งเป็นเรือนสามระดับใกล้ๆ บ้านปลูกพืชผักสวนครัวซึ่งอาจมีทั้งอาหารและยา ใช้ผ้านุ่งโจงกระเบนซึ่งเป็น ผ้าไหมเรียกว่า ไหมหางกระรอก ซึ่งเป็นผ้าทอที่เส้นพุ่งเป็นไหมควบสองเส้นทำให้ทอแล้วเกิดเป็นลูกลาย เหมือนหางกระรอก

วัฒนธรรมที่สำคัญ คือ ภาษาโคราช ซึ่งมีวงศัพท์ เสียง และสำนวนของตัวเอง เช่น จ่น แปลว่า ไม่ว่างเลย เช่น วันนี้จ่นมาก จื้น แปลว่า จืดชืด หรือ เซ็ง เช่น ส้มตำนี้จื้นแล้ว เซาะเยาะ แปลว่า ผอมโซ ไม่มีเรี่ยวแรง นอกจากนี้อาจเพี้ยนเสียงวรรณยุกต์คำในภาษาไทยกลาง ได้แก่ เพี้ยนเสียงเอกเป็นเสียงตรี เช่น กัด เป็น กั๊ด ดัด เป็น ดั๊ด เพี้ยนเสียงสามัญเป็นเสียงจัตวา เช่น ปลา เป็น ปล๋า กา เป็น ก๋า เกี่ยวกับสำนวนภาษาโคราชมีสำนวนมากมายที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น คำเรียกขวัญ ดังตัวอย่างเล็กน้อยดังนี้ "ขวัญอีนางเอยมา….กู๊…. ขอให่มาเข่าโครงอย่าได้หลาบ ขอให่มาเข่าคราบอย่าได้ถอย สิบปีอย่าไปอื่น หมื่นปีอย่าไปไกล ขอให่มาอยู่ซุมพ่อซุมแม่ ซุมพี่ซุมน่อง ให่มาอยู่เรือนใหญ่ หัวกะไดสูง.." หมายความว่า ขวัญลูกเอยจงมาเถิดขอให้มาอยู่กับร่างกายสิบปีหมื่นปีอย่าได้ไปไหน ขอให้อยู่กับพ่อ แม่พี่น้อง บนเรือนหลังใหญ่บันไดสูง การปรับปรนในสังคมปัจจุบัน ปัจจุบันกลุ่มชาติพันธุ์โคราชมีความภาคภูมิใจในความเป็นคนโคราช ร่วมกันสร้างสรรค์สังคม รักษา และสืบทอด วัฒนธรรมโคราช ให้คงอยู่

ไทยโคราช เป็นกลุ่มที่ใช้ภาษาไทยภาคกลางเพียงแต่สำเนียงเพี้ยนเหน่อเท่านั้น(มีคำภาษาไทยลาวปะปนอยู่บ้างเล็กน้อย) น้ำเสียงค่อนข้างห้วนสั้น(กร่อนเสียง) เช่น อ๋าย(อะไร) อ๋ายเหย่อ(อะไรเหรอ) ดูถัวะ(ดูเถิดว่ะ) ตะจ่น(จนกระทั่ง) ละกอ(มะละกอ) บางคำใช้ภาษาอีสานปะปน เช่น ดีกั่ว(ดีกว่า) กืก(ใบ้) กำด้น(ท้าทาย) ปอมก่า(กิ้งก่า) จักแหล่ว(ไม่รู้) เป็นต้น คำพื้นฐานทั่วไปตรงกับคำภาคกลาง

ไทยโคราชตั้งภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา(ยกเว้นบางอำเภอที่มีชาวไทยลาวมากกว่า เช่น อำเภอบัวใหญ่ อำเภอสูงเนิน) จังหวัดบุรีรัมย์ เช่น อำเภอนางรอง อำเภอละหานทราย อำเภอหนองกี่ อำเภอเมือง อำเภอลำปลายมาศ และจังหวัดชัยภูมิ เช่น อำเภอจตุรัส อำเภอบำเหน็จณรงค์ ไทยโคราชใช้ตัวอักษรไทยภาคกลางมาแต่สมัยโบราณ

นี่คือต้นทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ของชุมชนตำบลหนองแจ้งใหญ่ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง และยังคงไว้ไม่สูญหาย

ตำบลหนองแจ้งใหญ่ยังมีทุนทางด้านด้านเศรษฐกิจ ที่ชาวชุมชนมีการประกอบอาชีพ จากข้อมูลพื้นฐานพบว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ได้แก่ การทำนา ทำไร่ ทำสวน รองลงมาคือการประกอบอาชีพ รับจ้างทั่วไป

buayai3.jpg

ส่วนรายได้ จากข้อมูลพบว่าตำบลด่านช้างมีรายได้เฉลี่ยสูงที่สุดจำนวน 59,617.37 บาท ต่อคนต่อปี ประชากรโดยส่วนใหญ่ในพื้นที่นี้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยการปลูกพืชเศรษฐกิจเป็นหลัก

ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น ในพื้นที่ตำบลหนองแจ้งใหญ่มีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่หลากหลาย ได้แก่ ภูมิปัญญาท้องถิ่นทางด้านการเกษตร ได้แก่ ศูนย์เรียนรู้การขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงหมู่บ้านป่าตอง

ด้านหัตถกรรม ได้แก่ การทอผ้าไหมย้อมสีธรรมชาติ ในอำเภอบัวใหญ่ยังมีประชาชนหลายกลุ่มยังคงมีการรักษาและสืบทอดภูมิปัญญานี้สู่รุ่นหลัง จะเห็นได้ว่าสินค้าโอทอปจํานวนมากในพื้นที่ตำบลหนองแจ้งใหญ่ จะเป็นสินค้าผ้าไหมจากหมู่บ้านต่างๆ เช่น กลุ่มทอผ้าไหมลายขิด

ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรดิน เป็นดินร่วนปนทรายมีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางถึงต่ำ สภาพดินมีความเค็มดังนั้นการเพาะปลูก ถ้าปริมาณน้ำไม่เพียงพอจะทำให้ได้ผลจึงจำเป็นต้องอาศัยการชลประทานเข้าช่วยเพื่อให้สามารถมีน้ำเพียงพอในการเพาะปลูก

ทรัพยากรน้ำ แหล่งกักเก็บน้ำที่สำคัญ ได้แก่ลำห้วยกระเบื้อง ลำห้วยยางใต้ ลำห้วยยางเหนือ คลองอีสานเขียวและบ่อน้ำส่วนตัว 21 บ่อ บ่อสาธารณะ 104 บ่อ ทรัพยากรป่าไม้มีป่าชุมชนโคกเพ็ดและป่าสาธารณะประโยชน์โคกโนนดู

พัฒนาการของสภาองค์กรชุมชนตำบล  

ต่อมาเมื่อปี 2554 ตำบลหนองแจ้งใหญ่ได้มีการจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล โดยการได้รับการประสานความร่วมมือจาก ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดนครราชสีมา มาเปิดเวทีสร้างความเข้าใจกับพี่น้องในตำบลถึงความสำคัญของสภาองค์กรชุมชนตำบล โดยแรกๆ แม้จะทำความเข้าใจกับพี่น้องในชุมชนเราก็ยังไม่มีความเข้าใจกันเลย จึงได้หยุดไปขณะหนึ่ง จนได้ไปประชุมอยู่ที่จังหวัดและนำเอกสารที่เกี่ยวกับสภาองค์กรชุมชนที่นำมาแจกในวันนั้นมาศึกษาอีกครั้งและเห็นว่าสภาองค์กรชุมชนมีความสำคัญต่อชุมชน และอีกอย่างเป็นการให้ชุมชนได้ลุกขึ้นมาแก้ปัญหาความเดือดร้อนของคนในชุมชนกันจากการพูดการคุยกันของคนในชุมชน

จากนั้นจึงได้ชวนพี่น้องพูดคุยกันอีกครั้ง แต่รอบนี้ได้ชวนปราชญ์ชาวบ้าน แกนนำชาวบ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมถึง ท้องถิ่น เข้ามาร่วมรับฟัง หลายคนจึงพอเข้าใจถึงสภาองค์กรชุมชนว่าตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร ตั้งขึ้นแล้วเราจะทำต่ออย่างไร

เรามีเวทีนอกรอบกันอีกครั้งว่าหากจะลงไปสร้างความเข้าใจกับคนในหมู่บ้านเราต้องมีองค์ความรู้มากกว่านี้ จึงได้มาชวนกันออกแบบกระบวนการ แนวทาง และทำความเข้าใจกับแกนนำที่จะลงไปชวนพี่น้องทำอีกครั้ง จากนั้นก็ลงเก็บข้อมูลกลุ่ม องค์กร ในหมู่บ้าน แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาจัดระบบเพื่อความถูกต้องกันอีกครั้ง แล้วให้แกนนำกลุ่มรวบรวมส่งที่ผู้ใหญ่บ้านและให้ผู้ใหญ่บ้านรับรอง แล้วเปิดเวทีประชุมกลุ่ม องค์กร ให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนเข้ามาเป็นเพื่อคัดเลือกตัวแทนกลุ่ม องค์กร หมู่บ้านละ 4 คน เพื่อไปทำหน้าที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาของหมู่บ้านในระดับตำบล

ต่อจากนั้นกลุ่มองค์กรที่มีอยู่ในตำบลมีทั้งหมดกว่า 70 กลุ่มองค์กร ได้ถูกคัดเลือกตัวแทนจากกลุ่มองค์กร แต่ละหมู่บ้านขึ้นมา 4 คน ที่มาจาก 15 หมู่บ้าน รวมเป็น 60 คน เพื่อไปเป็นตัวแทนหมู่บ้านนั้นๆ ไปเป็นตัวแทนระดับตำบล จากนั้นจึงมีการเปิดเวทีประชุมสภาองค์กรชุมชนโดยให้คัดเลือกผู้ที่มีความอาวุโสสูงสุดขึ้นมาทำหน้าที่เป็นประธานสภาองค์กรชุมชนชั่วคราว ในการสรรหาประธานสภาองค์กรชุมชนตำบล จากนั้นก็ได้เลือกประธานสภาองค์กรชุมชนตำบล โดยคนที่ถูกคัดเลือกเป็นประธานในขณะนั้นคือ นายสมพร หมั่นกิจ  จากนั่นก็ให้นายสมพร ได้ทำหน้าที่ประธานสภาองค์กรชุมชนแล้วคัดเลือก รองประธาน เลขาสภาองค์กรชุมชน ที่ปรึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิ โดยผู้ทรงคุณวุฒิจะมีสัดส่วนอยู่ที่ 1:5 คน โดยคณะทำงานสภาองค์กรชุมชนตำบลทุ่งวังมีทั้งหมด 69 คน

buayai4.jpg

พอเราเลือกคณะทำงานสภาองค์กรชุมชนตำบลแล้วจึงได้เปิดประชุมสภาองค์กรชุมชนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยเนื้อหาหลักๆของการประชุมครั้งแรกก็เรื่องการสร้างความเข้าใจในภารกิจของสภาองค์กรชุมชนเป็นหลัก

ที่เราต้องเน้นเรื่องนี้เพราะเราต้องการให้ทุกคนได้เข้าใจจริงๆ ไม่ใช่พอถูกเลือกมาแล้วก็ไม่รู้เรื่องอะไร ที่สุดแล้วพอมีการประชุมสภาองค์กรชุมชนทุกครั้งก็ไม่สามารถไปถ่ายทอดให้กับกลุ่ม องค์กรในชุมชนเราได้ การเน้นให้ความรู้จึงเป็นเรื่องใหญ่ของตำบลของเรา

อย่างไรก็ตามการที่จะนำพาให้สภาองค์กรชุมชนไปสู่การแก้ไขปัญหาได้จริงทั้ง ชุมชน ท้องถิ่น ท้องที่ หน่วยงานภาคี ต้องจับมือกันเพื่อให้ชุมชนของเราเข้มแข็ง และสามารถที่จะไปสู่การจัดการตนเองของคนในชุมชนได้อย่างยั่งยืน จากหลักคิดที่ว่า “ชุมชน” เป็นสังคมฐานรากที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์การพัฒนาของชุมชน ที่จะให้ชุมชนเป็นแกนหลักของการพัฒนาเราต้องเริ่มจากชุมชนก่อนเสมอ ไม่อย่างนั้นแล้วก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด

สำหรับการบริหารสภาองค์กรชุมชนตำบล ผู้นำชุมชนต้องมี แกนนำธรรมชาติ ปราชญ์ชาวบ้าน แกนนำที่เป็นทางการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. หรือแม้กระทั้ง วัด โรงเรียน สถานีอนามัย ได้มีการทำงานพัฒนาด้านต่างๆ เช่น การทำแผนชุมชน การจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อม การจัดการทุนของชุมชน การจัดสวัสดิการ เป็นต้น

อีกทั้งยังต้องจัดให้มีสภาผู้นำชุมชนได้มีเวทีแลกเปลี่ยนร่วมกันคิด ร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ นำไปสู่การสร้างเป้าหมายร่วมกันของพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ซึ่งจากการทำงานในแนวทางดังกล่าว ได้ช่วยให้เกิดการจัดการตนเองร่วมกันของชุมชนท้องถิ่น โดยที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม เกิดความสัมพันธ์อันดีภายในชุมชนท้องถิ่น

buayai5.jpg

buayai6.jpg

buayai7.jpg

สภาองค์กรชุมชนตำบลตาม ม.21 โดยเฉพาะ มาตรา 21 (6)(7)(8)(9)(11)  การวิเคราะห์ศักยภาพในมิติสำคัญจุดเด่นของพื้นที่ทุนทางสังคม เป็นพื้นที่มีฐานกลุ่มองค์กรการพัฒนาในระดับพื้นที่ที่เข้มแข็ง เช่นกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต กองบุญสวัสดิการชุมชน กลุ่มเกษตรทางเลือก กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเค็ม ในพื้นที่ตำบลมีสภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือให้คนในตำบลได้เข้ามาปรึกษาหารือกันในการพัฒนามีฐานทรัพยากรธรรมชาติ เช่นอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเค็ม ป่าชุมชนโสกบก ห้วยผักหวาน ที่เป็นพื้นที่ที่ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์ในการดำรงชีพและการผลิต

buayai8.png

ในตำบลหนองแจ้งใหญ่มีพื้นที่มีความร่วมมือร่วมใจในการทำงานของผู้นำ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ตำบล มีกองทุนและกลุ่มการเงินในระดับตำบลที่สามารถเป็นหลักประกันให้คนในชุมชนและการกู้ยืมในการประกอบอาชีพ มีฐานข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน

ความสัมพันธ์ของขบวนองค์กรชุมชนสู่อภิบาลระบบเครือข่าย ความเป็นหุ้นส่วน ความไว้วางใจ ความเข้าอกเข้าใจ ประโยชน์ร่วมกัน มีฉันทมติ เป็นการจัดความสัมพันธ์ร่วมกันของชุมชน ท้องถิ่น ท้องที่ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ซึ่งองค์ประกอบธรรมาภิบาล มีความเป็นชุมชนมีความเป็นวัฒนธรรม จริยธรรม ความโปร่งใส จนเกิดความมีส่วนร่วม ความรับผิดชอบร่วมกัน ตามเป้าหมายที่วางไว้ร่วมกันของคนในตำบลเป็นวัฒนธรรมชุมชน เป็นความเกื้อกุลกันเคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน

อย่างไรก็ตามของขบวนองค์กรชุมชน จำเป็นต้องมีความเข้าใจในการพัฒนาที่ไม่มองแค่รองบประมาณ รอรับผลประโยชน์แก่ตนเองเท่านั้น  จึงมีของคิดร่วมกัน ดังนี้

ข้อแรก การมีส่วนร่วมของชุมชน และสาธารณชน มีต้องมีข้อตกลงกฎกติการ่วม มีกระบวนการตัดสินใจ มีความเท่าเทียมกัน และมีประชาธิปไตยชุมชน ข้อสอง ความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นความรับผิดชอบในบทบาทภาระหน้าที่ ต่อสาธารณชน ความโปร่งใส จริยธรรม ข้อสาม การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม เป็นการเปิดเผย ตรวจสอบได้ ความเป็นธรรม ข้อสี่ มีกลไกที่ชอบธรรมที่เป็นที่ยอมรับของคนโดยส่วนรวม

และข้อสุดท้าย การบริหารจัดการที่ดี ยึดตามหลักปรัชญา “พอเพียง” เกิดกลไกที่มีประสิทธิภาพในการดาเนินงานและเกิดประสิทธิผลที่ดี เกิดความคุ้มค่าต่อการใช้ทรัพยากร เท่าทันต่อสถานการณ์ สร้างกระบวนการเรียนรู้ชัดเจน

สำหรับ มาตรการการดำเนินงานให้เกิดความสัมพันธ์ใหม่ คือ สร้างการยอมรับ ความน่าเชื่อถือ ความไว้วางใจ และมั่นใจ ศรัทธาร่วม เป็นพลังของการพัฒนาระบบกลไกการแบ่งปันอำนาจเชิงการบริหารจัดการร่วมกัน จนเกิดการสร้างกระบวนการเรียนรู้แบบเสริมพลังและประสานความร่วมมือจากหลายภาคส่วน และมีระบบการสร้างมาตรการ และข้อตกลงร่วม สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจและการคานอำนาจ

นอกจากนี้ แนวทางการบริหารจัดการที่ดีของขบวนองค์กรชุมชนมีธรรมาภิบาลคือ กำหนดให้เป็นนโยบายและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนสาหรับส่งเสริมธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในขบวนองค์กรชุมชน ที่สามารถนำไปปฏิบัติและติดตาม (เสริมพลัง) ได้อย่างเป็นรูปธรรม ที่เป็นแนวทางติดตามแบบเสริมพลังในการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล สร้างการยอมรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของขบวนองค์กรชุมชน และนาไปสู่การสร้างระบบธรรมาภิบาลเป็นวัฒนธรรมของการดำเนินงาน

buayai9.png

ขบวนองค์กรชุมชนมีการบริหารจัดการที่ดีมีธรรมาภิบาลด้วยระบบอภิบาลเครือข่าย มีคุณลักษณะ ดังนี้

  1. การมีส่วนร่วมของชุมชน และสาธารณชน ที่สร้างกระบวนการตัดสินใจ กฎกติกา ข้อตกร่วม และความเท่าเทียม ในการบริหารจัดการบนหลักประชาธิปไตยชุมชน
  2. ความรับผิดชอบต่อสังคม ความรับผิดชอบในบทบาทภาระหน้าที่และต่อสาธารณชน
  3. ความโปร่งใส การยึดมั่นในความถูกต้อง ดีงามเปิดเผย และตรวจสอบได้
  4. ความเป็นธรรม จริยธรรม ที่ขบวนองค์กรชุมชนมีกลไกที่ชอบธรรมและเป็นที่ยอมรับของคนโดยส่วนรวมและตามภูมินิเวศวัฒนธรรมชุมชน
  5. การบริหารจัดการที่ดี ยึดตามหลักปรัชญา “พอเพียง” กลไกที่มีประสิทธิภาพในการดาเนินงานและเกิดประสิทธิผลที่ดี เท่าทันต่อสถานการณ์

ซึ่งมีแนวทางอยู่ 3 แนวทาง คือ

แนวทางที่ 1 กำหนดให้เป็นนโยบายและแผนแม่บทแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน สาหรับส่งเสริมธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในขบวนองค์กรชุมชน ที่สามารถนาไปปฏิบัติและติดตามผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

แนวทางที่ 2 เป็นแนวทางติดตามแบบเสริมพลังในการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลโดยให้กาลังใจหรือการยกย่องชมเชยแก่ขบวนองค์กรชุมชน

แนวทางที่ 3 สร้างการยอมรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของขบวนองค์กรชุมชน และนาไปสู่การสร้างระบบธรรมาภิบาลเป็นวัฒนธรรมของการทำงาน

buayai10.jpg

นอกจากการนี้การแก้ไขปัญหาของตำบลหนองแจ้งใหญ่ที่สำคัญและเป็นการข้อตกร่วมกันของคนหนองแจ้งใหญ่ที่สำคัญคือ การจัดการทรัพยากรน้ำโดยชุมชน ที่จะให้สภาองค์กรชุมชนเป็นเวทีกลางในการร่วมแก้ปัญหาของเรา จึงได้ประสานความร่วมมือท้องถิ่น ท้องที่ หน่วยงาน ภาคี และหน่วยงานภายนอก จัดเวทีการพัฒนาระบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยชุมชน “สืบชะตา ฟื้นฟู อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเค็ม สู่พื้นที่แห่งองค์ความรู้”เพื่อการวางระบบการจัดการทรัพยากรน้ำแบบยั่งยืนของอำเภอบัวใหญ่ ที่มาจากการนำข้อมูลสภาพแวดล้อมด้านทรัพยากรน้ำมาวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งและพันธกิจของอำเภอบัวใหญ่ โดยผันน้ำจากแหล่งต่างๆ ในพื้นที่มากักเก็บไว้ใช้ในการอุปโภค บริโภคและการเกษตรกรรม พร้อมทั้งก่อสร้างฝายชะลอน้ำ และปรับปรุงแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย “การจัดทำแผนแม่บท การบริหารการจัดการ การสร้างฝายชะลอน้ำ ขุดลอกลำห้วย ขุดลอกสระน้ำ ทำระบบประปาหมู่บ้าน และกรอบกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นให้อำเภอบัวใหญ่มีการบริหารทรัพยากรน้ำที่ยั่งยืน มีการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งมีการป้องกันความเสี่ยงอันเนื่องมาจากน้ำ โดยยึดชุมชนเป็นศูนย์กลาง เกิดการมีส่วนร่วมทั้งการให้ข้อมูล วางแผน และแก้ปัญหา พร้อมทั้งมีการบูรณาการข้อมูลและเกิดความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ผ่านเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “สืบชะตา ฟื้นฟู อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเค็ม สู่พื้นที่แห่งองค์ความรู้”ของชาวตำบลหนองแจ้งใหญ่ในอนาคต

รูปธรรมการดำเนินกิจกรรมเด่นของสภาองค์กรชุมชนตำบล

buayai11.jpgbuayai10.png

“สืบชะตา ฟื้นฟู อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเค็ม สู่พื้นที่แห่งองค์ความรู้”

สายธารแห่งปัญญาเพื่อการจัดการน้ำโดยชุมชนเกิดขึ้นมานานแล้ว โดยคนในชุมชนท้องถิ่นพยายามหาแนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำด้วยตัวชุมชนเอง ทั้งที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่น การมีส่วนร่วมของหน่วยงานท้องถิ่น ท้องที่ และภาคีการพัฒนา

ดังนั้นแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของตำบลหนองแจ้งใหญ่ จึงประกอบด้วยแผนพัฒนาในระดับแหล่งน้ำและระดับชุมชน โดยแผนพัฒนาแหล่งน้ำเป็นของแผนพัฒนาระดับชุมชนเป็นแผนที่เสนอมาจากความต้องการของชุมชนท้องถิ่น การแสดงการจัดทำแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดย ที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมชลประทาน ซึ่งเน้นการจัดทำแผนระดับชุมชนผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ และเมื่อได้แผนโครงการผ่านแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่เป็นความต้องการของชุมชนท้องถิ่นแล้ว จึงนำมาพิจารณารวมกับแผนพัฒนาแหล่งน้ำ

เพื่อจัดทำเป็นแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของชุมชน เพื่อการวางระบบการจัดการทรัพยากรน้ำแบบยั่งยืน ที่มาจากการนำข้อมูลสภาพแวดล้อมด้านทรัพยากรน้ำมาวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งและพันธกิจ โดยผันน้ำจากแหล่งต่างๆ ในพื้นที่มากักเก็บไว้ใช้ในการอุปโภค บริโภคและการเกษตรกรรม พร้อมทั้งก่อสร้างฝายชะลอน้ำ และปรับปรุงแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

พร้อมทั้งมีการป้องกันความเสี่ยงอันเนื่องมาจากน้ำ โดยยึดชุมชนเป็นศูนย์กลาง เกิดการมีส่วนร่วมทั้งการให้ข้อมูล วางแผน และแก้ปัญหา พร้อมทั้งมีการบูรณาการข้อมูลและเกิดความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ผ่านเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “สืบชะตา ฟื้นฟู อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเค็ม สู่พื้นที่แห่งองค์ความรู้”

สถานการณ์และปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ ตำบลหนองแจ้งใหญ่จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2536 โดยแยกออกมาจากตำบลบัวใหญ่ โดยรวมกับหมู่บ้านในเขตตำบลโนนทองหลาง และตำบลหนองบัวสะอาดบางส่วนรวมจำนวน 10 หมู่บ้าน  มีพื้นที่ทั้งหมด 35.27 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 37,413 ไร่ ในเขตตำบลหนองแจ้งใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ห่างจากจังหวัดนครราชสีมาประมาณ 101 กิโลเมตร สภาพทั่วไปเป็นพื้นที่ราบลุ่ม มีลำห้วย และฝายต่างๆ หลายแห่ง และมีอ่างเก็บน้ำสำคัญ คือ อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเค็มบ้านหญ้าคา หมู่ที่ 2 พื้นที่ราบลุ่มจะเป็นทุ่งนา พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำการเกษตร ทำนา ทำสวน ทำไร่ เป็นต้น

ตำบลหนองแจ้งใหญ่มีจำนวนครัวเรือนทั้งหมด 1,441 ครัวเรือน ประชากรทั้งสิ้น 6,875 คน แยกเป็น ชาย 3,463 คน หญิง    3,412  คน   มีความหนาแน่น  195  คนต่อตารางกิโลเมตร              

อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเค็ม จึงถูกสร้างขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2496 บนพื้นที่ประมาณ 474 ไร่ ซึ่งเป็นบริเวณมีความเหมาะสมเพราะพื้นที่รับน้ำฝนด้านทิศตะวันตกกว่า 10,000 ไร่ และไหลรวมเป็นลำห้วยตามธรรมชาติระยะความยาวกว่า 30 กิโลเมตร ผู้นำท้องที่ร่วมกับหน่วยงานราชการกรมชลประทานในสมัยนั้นได้ร่วมมือกัน โดยผู้นำท้องที่ระดมแรงงานชาวบ้านขุดดิน ทำคันอ่างกั้นน้ำที่ไหลมากับลำห้วยธรรมชาติเพราะขณะนั้นไม่มีเครื่องจักรกล ส่วนหน่วยงานชลประทานเป็นหน่วยวางแผน ทำแผนผัง เพื่อกำหนดพื้นที่ ขอบเขต และยังเป็นแหล่งงบประมาณสนับสนุน ซึ่งจากปีที่สร้างจนถึงปัจจุบัน อายุอ่างกว่า 65 ปี

ประโยชน์ของอ่างที่ผ่านมา เกิดการหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนสร้างคุณค่าและมูลค่ามากมายมหาศาล กล่าวคือเป็นแหล่งน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคของประชากรในตำบลหนองแจ้งใหญ่ ตำบลใกล้เคียง โดยเฉพาะเทศบาลเมืองบัวใหญ่ซึ่งอยู่ใต้อ่างนี้ลงไป 3 กิโลเมตร ใช้เป็นแหล่งสำรองน้ำเมื่อน้ำไม่เพียงพอเพื่อการประปาของเทศบาล นั่นหมายถึงตัวอำเภอ ตลาดบัวใหญ่ด้วย เมื่อคิดคำนวณ ตัวเลขประชากรที่ใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคไม่น้อยกว่า 50,000 คนต่อปี ใช้เป็นน้ำเพื่อการเกษตรไม่น้อยกว่า 3,100 ไร่ มูลค่าผลผลิตการเกษตรปีละประมาณ 6,300,000 บาท เป็นแหล่งน้ำสร้างเศรษฐกิจชุมชน แหล่งอาหารของชุมชน สร้างรายได้ จากธรรมชาติของพืชผัก กุ้ง หอย ปูและปลาต่างๆ มูลค่าปีละ 9,800,000 บาท

อีกทั้งยังเป็นแหล่งน้ำสำคัญต่อการเรียน การศึกษาด้านชีวะวิทยา ธรรมชาติของแหล่งน้ำ และการจัดการน้ำของชุมชน สำคัญต่อด้านสังคม วิถีชีวิตวัฒนธรรม ศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณีของชุมชน คือการทำบุญตักบาตรบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำอ่างฯ ชาวบ้านเรียกทำบุญปากกระโถน ซึ่งจะทำบุญทุกเดือน 6 ของทุกปี 

นอกจากนั้นยังใช้เป็นสถานที่ลอยกระทง แข่งเรือ แข่งกีฬาทางน้ำเช่นมวยทะเลเป็นต้น สันอ่างน้ำใช้เป็นที่ออกกำลังกาย การมีทิวทัศน์ที่สวยงาม ทำให้เกิดการท่องเที่ยวผักผ่อนหย่อนใจ สร้างสุขภาพให้แข็งแรงอีกด้านหนึ่งด้วยอ่างห้วยน้ำเค็มที่ผ่านมาเปรียบเหมือนชีวิตของคนในพื้นที่

จากความสำคัญดังกล่าวในปัจจุบัน อ่างเก็บน้ำแห่งนี้ มีความตื้นเขิน วัชพืชรกหนาคลุมผิวน้ำ บานประตูเปิดปิดน้ำผุพังน้ำรั่วไหลซึมตลอด ทางสำนักงานชลประทานที่ 8 ได้มาปรับปรุงกำจัดวัชพืช ไปบ้างราวร้อยละ 10 ของพื้นที่ อ่างในช่วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ยังเหลือพื้นที่บริเวณอีกมากกว่าร้อยละ 90 ที่จะต้องดำเนินการปรับปรุงฟื้นฟู ส่วนประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่บริเวณรอบอ่างเก็บน้ำ ได้เห็นความสำคัญและคุณค่าของอ่างจึงได้จัดตั้งกลุ่มขึ้นมาโดยมีชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มอนุรักษ์ชลประทาน อ่างห้วยน้ำเค็มบ้านหญ้าคา” เพื่อดูแลร่วมแรงร่วมใจกันกำจัดวัชพืชในส่วนที่พอทำได้ การทำเขตสงวนและรักษาพันธุ์ปลา การดูแลสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ของอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเค็มแห่งนี้  

จากสภาพปัญหาดังกล่าว คณะกรรมการบริการกิจการสภาองค์กรชุมชนตำบล ได้ร่วมกับคณะกรรมการกลุ่มอนุรักษ์ชลประทานอ่างห้วยน้ำเค็มบ้านหญ้าคา และประชาชนในเขตชุมชนผู้ใช้น้ำจำนวน 5 หมู่บ้าน และ 1 เทศบาลเมือง ตลอดจนผู้นำชุมชนในตำบลหนองแจ้งใหญ่ ในการประชุม ประชาคม เพื่อการแก้ไขปัญหาแหล่งน้ำร่วมกัน ดังนั้นหากได้รับการแก้ไขปัญหาในอนาคต อ่างห้วยน้ำเค็มบ้านหญ้าคา จะต้องเป็นแหล่งน้ำเพื่อชีวิตของชุมชน ให้เหมือนอดีตที่ผ่านมา ต้องได้รับการพัฒนาฟื้นฟูให้มีความสมบูรณ์ และคืนความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติเพื่อการสร้างวิถีชีวิต วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นสวัสดิการทางธรรมชาติที่มอบให้กับชุมชน เป็นแหล่งเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร สร้างรายได้ชุมชนให้เพิ่มมากขึ้น   เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ของชุมชนต่อไป

สำหรับ แนวคิดสำคัญ พัฒนาอ่างเก็บน้ำเป็น “อ่างความรู้ของคนบัวใหญ่” การพัฒนาพื้นที่ภายใต้หลักการสำคัญ 3 หลักการ คือ อันดับแรก พัฒนาอ่างเก็บน้ำให้เป็น “Landmark”ของคนบัวใหญ่ การพัฒนาต่อยอด “Landmark” สู่การเป็น “Knowledge Center”และอันดับสุดท้าย การนำศาสตร์พระราชามาใช้ในการพัฒนาพื้นที่

โดยมีเป้าหมาย คือ “สานต่อความเชื่อผ่านพิธีกรรมสืบชะตา เพื่อเป็นแนวทางนำสู่ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการฟื้นฟู ปรับปรุง พัฒนาอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเค็มบ้านหญ้าคา ให้เป็นแหล่งวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นอำเภอบัวใหญ่สืบต่อไปอย่างยั่งยืน”

ดังนั้น แนวทางการบริหารจัดการน้ำในระดับชุมชน จะเป็นการวางแผนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ตำบลหนองแจ้งใหญ่ ได้มีการจัดทำแผนรวมการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน เป็นต้น โดยการวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในระบบแหล่งน้ำและศึกษาสมดุลน้ำ จึงเป็นการศึกษาจากแหล่งน้ำน้ำ โดยที่ใช้ในการพิจารณาสมดุลน้ำจะเป็นรูปแบบขนาดเล็กและขนาดกลาง ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นการแสดงเป็นภาพรวมของสถานการณ์น้ำ ได้แก่ ความต้องการน้ำและการขาดแคลนของพื้นที่ลุ่มน้ำ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการวางแผนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำหลักอย่างเป็นภาพรวม

การบริหารจัดการน้ำในระดับชุมชน โดยทำการแยกพื้นที่ลุ่มน้ำย่อยที่มีอิทธิพลในพื้นที่หมู่บ้านหรือตำบลนั้น จะทำให้ชุมชนสามารถวางแผนการพัฒนาแหล่งน้ำที่ตอบสนองและแก้ไขปัญหาของชุมชนได้อย่างทั่วถึง การวางแผนด้านงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีเป้าหมายชัดเจนในการพัฒนาอย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ของแหล่งน้ำสาขาย่อย องค์ความรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชน เป็นฐานในการพิจารณาวางแผนพัฒนาทรัพยากรน้ำ

ไม่เพียงแต่การจัดการน้ำในเขตพื้นที่ของตำบลหนองแจ้งใหญ่อย่างเดียว ชุมชนยังจำเป็นต้องมีระบบการจัดการน้ำทั้งอำเภอบัวใหญ่ เพื่อให้การแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ดังนั้นแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอำเภอบัวใหญ่ เป็นการรวบรวมแผนพัฒนาทรัพยากรน้ำในระดับแหล่งน้ำของชุมชนตามภารกิจ และแผนพัฒนาทรัพยากรน้ำในระดับท้องถิ่นที่ได้จากการรวบรวมโครงการจากความต้องการของชุมชน โดยนำมาวิเคราะห์สมดุลน้ำและศักยภาพของโครงการพร้อมทั้งการจัดลำดับหรือเรียงความสำคัญของโครงการที่ผ่านการพิจารณาศักยภาพ  ซึ่งใช้เกณฑ์คือ ความเหมาะสมของที่ตั้ง ความครบถ้วนชัดเจนของข้อมูล จำนวนครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์ความสอดคล้องกับเป้าหมายของท้องถิ่นและความซ้ำซ้อนในการใช้ประโยชน์โครงการในพื้นที่

แผนโครงการในระดับลุ่มน้ำตามภารกิจ ส่วนใหญ่เป็นแผนโครงการที่ตอบสนองความต้องการของชุมชนในเขตพื้นที่ชลประทาน เป็นโครงการขนาดกลาง รวมถึงเป็นโครงการร่วมกันระหว่างชุมชน ทั้งนี้พื้นที่ที่อยู่นอกเขตพื้นที่ชลประทานที่ไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการระดับแหล่งน้ำ ยังต้องอาศัยแผนโครงการขนาดเล็กที่ใช้บรรเทาแก้ไขปัญหาระดับหมู่บ้านหรือตำบล มาใช้แก้ปัญหาทรัพยากรน้ำของชุมชน โดยโครงการที่ท้องถิ่นเสนอมาแบ่งเป็นโครงการก่อสร้างและโครงการปรับปรุง โดยแผนโครงการก่อสร้างจะแยกประเภทเป็น อ่างเก็บน้ำ ฝายน้ำล้น สระเก็บน้ำ บ่อบาดาล บ่อน้ำตื้น ประปาและอื่นๆ ส่วนโครงการปรับปรุงจะแยกเป็นประเภท ฟื้นฟู ขุดลอก ป้องกันการกัดเซาะและป้องกันน้ำท่วม

ปัญหาอุปสรรค

ชาวชุมชนตำบลหนองแจ้งใหญ่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม สภาพความเป็นอยู่คล้ายคลึงกัน ชาวชนบทที่อยู่ในท้องถิ่นเดียวกันฉันท์มีความผูกพันฉันท์พี่น้อง  สมาชิกในครอบครัวมักช่วยกันทำงานเพื่อผลิตอาหาร ชาวชุมชนทำงานเป็นฤดูกาลมีความผูกพันกับศาสนา ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณี วัดเป็นศูนย์กลางรวมจิตใจของชาวบ้านรวมทั้งใช้ประกอบกิจกรรม พิธีกรรมต่างๆ

แต่สภาพในปัจจุบันทำให้เกิดปัญหาหลักๆ อยู่ 5 ประการคือ ประการแรก ปัญหาทางสังคมซึ่งชาวบ้านต้องประสบ เช่น ปัญหาความยากจน ปัญหาเศรษฐกิจ

ประการที่สอง คือ ปัญหาทางวัฒนธรรม ปัจจุบันชาวบ้านใช้เครื่องจักรทุ่นแรงสำหรับการประกอบอาชีพ อุปกรณ์ที่ทำให้การดำรงชีวิตได้รับความสะดวกสบายขึ้น อันส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และมีความสิ้นเปลืองมากขึ้นตามไปด้วย

ประการที่สาม ปัญหาเรื่องน้ำ เมื่อถึงช่วงฤดูฝน น้ำจะท่วม ฤดูแล้ง ก็แล้งจนไม่สามารถประกอบอาชีพได้ จึงจำเป็นต้องออกไปขายแรงงานในเมือง ซึ่งทั้ง 3 ประการนี้ พื้นที่เพาะปลูก รูปแบบการเพาะปลูกที่เปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายและทิศทางเศรษฐกิจ ตลอดจนรูปแบบการลงทุน การหาตลาด ความสัมพันธ์ของรูปแบบการเพาะปลูกจึงมีความสัมพันธ์กับการตั้งถิ่นฐานโดยตรง

ประการที่สี่ การถือครองที่ดิน ชาวบ้านยังต้องมีการถือครองที่ดินเป็นที่ทำกินและหาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งปัจจุบันรูปแบบการถือครองที่ดินเปลี่ยนแปลงไป เช่น กรรมสิทธิ์ที่ดินตกเป็นของนายทุน

และประการสุดท้ายคือ ปัญหาความไม่สมดุลทางธรรมชาติ ที่นับวันจะแปรผันไปทำให้ระบบการผลิตต้องยังอาศัยธรรมชาติ ทำให้คนตำบลหนองแจ้งใหญ่ต้องเป็นหนี้สินทางเงินตรา  

แผนที่จะดำเนินการต่อไป

การวิเคราะห์ข้อมูลของตำบลจึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะทำให้คนตำบลหนองแจ้งใหญ่ได้รู้ตัวตนของตนเอง บนพื้นฐานของการใช้ข้อมูลเป็นข้อมูลเพื่อการพัฒนา โดยการใช้กระบวนการการมีส่วนร่วมของชุมชนและใช้นโยบายของรัฐมาผนึกร่วมให้เกิดการสอดคล้องกับการพัฒนาชุมชนได้อย่างลงตัว

ดังนั้นสิ่งแรกที่ชุมชนต้องวางแผนและร่วมกัน คือ การมีส่วนร่วมของชุมชน ได้แก่ การมีส่วนร่วมการตัดสินใจ การมีส่วนร่วมเสียสละในการพัฒนา รวมทั้งลงมือปฏิบัติร่วม การมีส่วนร่วมในการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน การมีส่วนร่วมในการประเมินผล

โดยมี ขั้นตอนของการเข้ามามีส่วนร่วมของชุมชน ได้แก่ การค้นหาปัญหา  สาเหตุของปัญหา  และแนวทางแก้ไข สู่การตัดสินใจกำหนดความต้องการ วางแผน การทำงานร่วมกันต่อไป

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter