playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

 

close website 20191108 2

kudwaa1

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าชุมชนไหนมีความเข้มแข็ง หรือไม่เข้มแข็งอย่างไร อะไรคือภาพสะท้อน หรือสิ่งบ่งชี้ถึงความเข้มแข็งของชุมชน วิธีการหนึ่งที่จะทำให้เราได้มองเห็นและเข้าใจ ก็คงดูได้จากรูปธรรม และความสำเร็จที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จากแต่ละชุมชน กลุ่ม องค์กรสู่ภาพรวมของตำบล สิ่งไหนที่ชาวบ้านภาคภูมิใจ อะไรที่ยังต้องปรับปรุงแก้ไข เพื่อไปให้ถึงภาพฝันในอนาคตที่ชุมชนเป็นคนร่วมกำหนด และพัฒนาให้เป็นเครื่องมือ เป็นตัวชี้วัดที่จะบ่งบอกถึงความเข้มแข็งของชุมชนด้วยคนในชุมชนกันเอง อย่างที่กำลังมีการริเริ่มที่ตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์   

kudwaa2.jpg

ตำบลกุดหว้า ตั้งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดกาฬสินธุ์ ประมาณ 85 กิโลเมตร และห่างจากอำเภอกุฉินารายณ์ ประมาณ 5 กิโลเมตร ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นชุมชนผู้ไท นับถือศาสนาพุทธ ที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชาวผู้ไทสืบทอดต่อกันมา คนตำบลกุดหว้าส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ ค้าขาย และหัตถกรรมท้องถิ่น อาทิเช่น การทอผ้า การจักรสาน ลักษณะการตั้งถิ่นฐานของประชาชนมีลักษณะการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่บ้าน มีวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง อันได้แก่ การจัดงานบุญประเพณีต่างๆ ตามฮีตคองในแต่ละเดือน   

ตำบลแห่งนี้มีพื้นที่ขนาด 4.2 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย 13 หมู่บ้าน จำนวนครัวเรือนประมาณ 3,400 หลังคาเรือน ประชากรประมาณ 12,000 คน แบ่งพื้นที่เขตการปกครองออกเป็น 2 ท้องถิ่น ประกอบด้วย เทศบาลตำบลกุดหว้า มี 6 หมู่บ้าน คือหมู่ที่ 1,2,8,9,11 และหมู่ที่ 13 และแบ่งชุมชนออกเป็น 9 ชุมชน และองค์กรบริการส่วนตำบลกุดหว้า มี 7 หมู่บ้าน คือหมู่ที่ 3,4,5,6,7,10 และหมู่ที่ 12

ในการพัฒนาของที่นี่ เป็นการพัฒนาจากฐานทุนทางด้านวัฒนธรรมประเพณีชาวผู้ไท ที่เป็นฐานทุนสำคัญ จนนำไปสู่การพัฒนาความเข้มแข็ง การรวมกลุ่มองค์กรของชุมชนในมิติต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ การทำมาหากิน การรักษาขนบธรรมจารีตประเพณี สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ที่สะท้อนผ่านกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องงานหัตถกรรมผ่านงานบุญมาลัยไม้ไผ่ การทอผ้า เสื้อเย็บจักปักมือ ประเพณีงานบุญบั้งไฟตะไลล้านที่ขึ้นชื่อ การท่องเที่ยวเชิงวิถีวัฒนธรรมชาวผู้ไทที่บ้านโคกโก่ง การมีสถาบันการเงินโดยชุมชนของกลุ่มต่างๆ กลุ่มอาชีพเสริมที่หลากหลาย การทำเกษตรด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ และอื่นๆ อีกมาก

kudwaa3.jpg

“มาลัยไม้ไผ่” การสืบสานต่อยอดภูมิปัญญา สู่ผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์   

คนตำบลกุดหว้าระบุว่ามาลัยไม้ไผ่เกี่ยวข้องกับวิถีของคนผู้ไทมานับร้อยปี ที่เกี่ยวข้องในงานประเพณีบุญข้าวประดับดิน และบุญข้าวสาก โดยชาวบ้านจะนำเอามาลัยไม้ไผ่ติดเครื่องจตุปัจจัยไปถวายพระ ซึ่งจะมีชาวบ้านมารวมกลุ่มกันจัดทำผลิตมาลัยไม้ไผ่เพื่อไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้านในตำบลได้ใช้แขวนสิ่งของต่างๆ ที่จะนำไปถวายพระ

 นายนารี ศรีกำพล ศิลปินโอทอปศิลปหัตถกรรมมาลัยไม้ไผ่ เล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2456 มีคนเมืองเวย์ (อำเภอเรณูนคร) ได้เดินทางมาค้าขายในพื้นที่ และเห็นชาวบ้านกุดหว้าใช้กิ่งไม้ไผ่ในการแขวนปัจจัยถวายพระ จึงได้ให้คำแนะนำ และพาทำมาลัยจากไม้ไผ่ เมื่อชาวบ้านเห็นต่างก็ชอบใจจึงได้พากันทำสืบเนื่องนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน 

มาลัยไม้ไผ่มีลักษณะคล้ายดอกไม้ ทำด้วยไม้ไผ่ไร่ ที่ผ่าเป็นซีกแล้วนำมาประกบเข้ากัน ซึ่งมีกุศโลบายว่าการจะทำมาลัยไม้ไผ่นั้นคนทำต้องมีสมาธิ การทำนั้นจะเริ่มจากตัดไม้ไผ่ แบ่งท่อนนำมาตากแดด ผ่า เหลา เสร็จแล้วก็หัก และผ่านับซีก แล้วจึงนำมาประกบเป็นคู่ๆ พวงหนึ่งมี 6 ซีก 3 คู่ ซึ่งเป็นแบบโบราณร้อยกว่าปีมาแล้ว ต่อมาได้มีการพัฒนามาเป็นของฝากของที่ระลึก เป็นเครื่องประดับ อย่างเช่น ปิ่นปักผม เข็มกลัดหน้าอก ที่เหมาะเป็นของฝากในงานสัมมนาต่างๆ ซึ่งมีความคงทนอยู่ได้หลายปีไม่เหี่ยวเหมือนดอกไม้จริงกลัดเสื้อ และยังได้มีการพัฒนาต่อมาเป็นต่างหู ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้มาช่วยออกแบบ โดยการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ ก็ได้คำติชมแนะนำจากคนที่มาพบเห็น แล้วนำมาปรับปรุงพัฒนาชิ้นงานต่อยอดไปเรื่อยๆ

ศิลปินโอทอปศิลปหัตถกรรมมาลัยไม้ไผ่ เล่าต่อว่า เมื่อสิ้นงานบุญก็นำมาเก็บรวมไว้ ถึงปีหน้าก็นำออกมาแจกจ่ายให้กันใหม่ ส่วนไหนที่ชำรุดเสียหายก็ผลิตใหม่ขึ้นมาทดแทน ปัจจุบันมาลัยไม้ไผ่บูมมาก มีคนสนใจมาก ยังทำรายได้ให้กับชุมชน เป็นรายได้เสริมจากการทำนา ชาวบ้านจะใช้เวลาว่างในการทำ และหากใครอารมณ์เสียหงุดหงิดก็ทำไม่ได้เพราะเวลาผ่าไม้ไผ่จะหัก เวลาเหลามีดโดนมือบ้าง

นอกจากจะมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์แล้ว กลุ่มคนที่ทำมาลัยไม้ไผ่ ยังช่วยกันถ่ายทอดความรู้ให้กับเด็กนักเรียนในพื้นที่ ช่วยกันเป็นวิทยากรให้ความรู้กับเด็กๆ เรื่อยมา ปัจจุบันมีการตั้งศูนย์เรียนรู้มาลัยไม้ไผ่ขึ้นมาแล้ว และกำลังมีการพัฒนาหลักสูตรการอบรมให้กับเด็กๆเยาวชน และผู้ที่สนใจ  ไฮไลท์ต่อไปคือเมื่อนักท่องเที่ยวเข้ามาจะพานักท่องเที่ยวทำมาลัยไม้ไผ่ ใครทำสำเร็จก็นำติดตัวกลับไป การทำมาลัยนั้นทำง่ายๆ ไม่ยุ่งยากขอแต่เพียงมีสมาธิ

“บุญบั้งไฟตะไลล้านจากงานบุญระดับตำบล สู่งานบุญระดับจังหวัด  

บุญบั้งไฟตะไลล้าน เป็นความภาคภูมิใจของคนกุดหว้า เป็นภูมิปัญญาของคนผู้ไทที่สืบทอดสานต่อกันมา แต่เดิมบุญบั้งไฟของตำบลก็จัดงานโดยจุดบั้งไฟหางเหมือนพื้นที่อื่นๆ ต่อมานายพิศดา จำพล ช่างทำบั้งไฟในหมู่บ้าน ได้คิดค้นวิธีทำบั้งไฟเพื่อให้แตกต่างจากพื้นที่อื่นจนกลายเป็นการทำบั้งไฟตะไลแสน และได้มีการจุดบั้งไฟตะไลบั้งแรกในงานบุญบั้งไฟปี 2521 และตำบลกุดหว้าก็ได้สืบสานเปลี่ยนเป็นการจัดงานบุญบั้งไฟตะไลล้านในปัจจุบัน

kudwaa4.jpg

จากบั้งไฟตะไลแสน ปัจจุบันเป็นบั้งไฟตะไลสิบล้าน นายวิมล อุทะรักษ์ หัวหน้าค่ายบั้งไฟชัยวิสิทธิ์เหิรฟ้า ตำบลกุดหว้า 1 ในกว่า 60 ค่ายที่ทำบั้งไฟในตำบลนี้ เล่าให้ฟังขณะเหลาไม้ไผ่ไว้สานต่อเป็นกรงวงกลมก่อนนำบั้งเหล็กแป๊ปขนาด 8 นิ้วครึ่ง ยาว 6 เมตรเข้าใส่ไว้ตรงกึ่งกลาง ที่อัดแน่นไปด้วยเชื้อเพลิง จากดินประสิว ที่มีผสมของถ่านจากไม้สลางคาง และกำมะถัน บดคลุกเคล้ามาอย่างดี

บั้งไฟตะไลสิบล้าน เมื่อปีที่แล้วมีการทำสถิติขึ้นสูงสุดและอยู่ในอากาศ 100 กว่าวินาที ปีนี้พี่วิมลก็คาดหว้งว่าจะทำให้ดีกว่าปีที่ผ่านมา เพราะบั้งไฟตะไลสิบล้าน เป็นหน้าเป็นตาของคนตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ไว้จุดแสดงโชว์แขกเหรื่อนักท่องเที่ยวที่จะมาเยือน ในวันที่ 18-19 พฤษภาคมที่จะถึงนี้

 หัวหน้าค่ายบั้งไฟชัยวิสิทธิ์เหิรฟ้า เล่าต่อว่า คนเฒ่าคนแก่พาทำมา เป็นการทำเพื่อบูชาพญาแถนขอฟ้าขอฝน เป็นประเพณีที่มีมาแต่เก่าก่อน รุ่นผมนี่ไม่รู้เป็นรุ่นที่เท่าไหร่แล้ว เกิดมาจำความได้ก็เห็นเขาทำกันมาแล้ว เกิดความชอบตั้งแต่เล็ก ตั้งใจไว้ว่าโตมาต้องทำให้ได้ เป็นสิ่งที่ปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กพอโตขึ้นจึงได้ลองทำดู เมื่อทำได้ก็อยากทำให้มันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ปีนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากเทศบาลตำบลกุดหว้าที่สนับสนุนให้ได้ทำบั้งไฟตะไลล้าน จากท่อ 5 นิ้ว มาเป็นท่อ 6 นิ้ว และก็มา 8 นิ้ว อยากลองทำดูว่าใหญ่ขนาดนี้แล้วมันจะขึ้นหรือไม่ เลยตั้งใจชวนเพื่อนชวนทีมงานมาร่วมกันทำ บั้งไฟสิบล้านทำมาปีนี้ก็เป็นปีที่ 6 แล้ว ซึ่งมันก็ขึ้นทุกปีอยู่

ตอนนี้กำลังเตรียมงาน เหลาไม้ไผ่กำลังทำกรง หรือวงล้อของบั้งไฟตะไลสิบล้าน ที่เรียกว่าสิบล้านเรียกตามความใหญ่ของบั้งไฟ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 เมตร สถิติเดิมทำเวลาไว้ประมาณ 100 วินาที ซึ่งกว่าจะเป็นบั้งไฟแต่ละบั้งนั้นต้องใช้เวลาและมีขั้นตอนในการทำงานที่ยากพอสมควร หัวหน้าค่ายบั้งไฟชัยวิสิทธิ์เหิรฟ้า ไล่เรียงขั้นตอนเริ่มตั้งแต่การจัดเตรียมตั้งค่าย ที่นี้เขาเรียกกลุ่มที่รวมตัวกันทำบั้งไฟเป็นค่าย เปรียบเสมือนการตั้งค่ายมวย โดยจะตั้งเต้นท์ ขนเอาเครื่องมือในการบด แท่นในการอัดดินปะสิว มาตั้ง แล้วก็ช่วยกันจัดหาไม้ที่จะนำมาเป็นส่วนผสมของดินปะสิว ซึ่งไม้ที่ดีคนผู้ไทเรียกว่าไม้สารคาง นำมาผ่าตากแห้ง แล้วนำมาทำเป็นถ่าน ซึ่งปัจจุบันก็หาได้ยากขึ้นแล้ว

นอกจากนั้นยังต้องจัดเตรียมข้าวของเครื่องใช้ที่เป็นองค์ประกอบ อย่างท่อเหล็กที่จะใช้เป็นบั้ง ซึ่งบั้งไฟสิบล้านจะใช้ท่อเหล็กขนาด 8 นิ้วครึ่ง ยาว 6 เมตร เจาะแต่งรู จัดหาไม้บกมาทำเป็นสาก เพื่ออัดดินปะสิวที่ได้บดเตรียมไว้โดยมีองค์ประกอบจากถ่าน ดินปะสิว และกำมะถัน นวดให้ละเอียดเข้ากัน แล้วอัดเข้าบั้งเป็นเชื้อเพลิง แล้วนำไปประกอบเข้ากับวงล้อไม้ไผ่ที่ได้เหลาเตรียมไว้ พร้อมติดตั้งร่มผ้าให้เสร็จสรรพเป็นอันพร้อมรอไปร่วมในวันงาน

เมื่อก่อนที่นี่ก็ทำบั้งไฟหางแบบคนอีสานทั่วไป แต่เมื่อเกิดความเสี่ยงอันตรายตกใส่บ้านเรือน จึงหันมาทำตะไลกันแทน ซึ่งมีการทำตั้งแต่บั้งไฟแสน บั้งไฟล้าน บั้งไฟสองล้าน และบั้งไฟสิบล้าน ที่เรียกกันตามขนาดของบั้งหรือท่อเหล็กที่มีขนาดใหญ่ไล่เรียงตามลำดับ และในแต่ละปีจะมีผู้คนนักท่องเที่ยวมากันทุกสาระทิศเพื่อมาร่วมงาน หัวหน้าค่ายบั้งไฟชัยวิสิทธิ์เหิรฟ้า กล่าวในตอนท้าย

kudwaa5.jpg

“บ้านโคกโก่ง หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชาวผู้ไท”

 

 กว่า 20 ปีแล้ว ที่ชาวบ้านโคกโก่ง เปิดหมู่บ้านต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย ชาวต่างประเทศ และคณะศึกษาดูงานกลุ่มต่างๆ ซึ่งกว่าที่จะมาถึง ณ วันนี้ นายพร อัฐนาค ประธานการท่องเที่ยวบ้านโคกโก่งโฮมสเตย์ เล่าให้ฟังว่า เดิมชาวบ้าน เองก็ไม่ได้มีแนวความคิดเรื่องการทำการท่องเที่ยวชุมชนมาก่อน แต่มาจากนโยบายของทางจังหวัดกาฬสินธุ์ ในยุคนั้นที่ทางผู้ว่าราชการจังหวัดได้ไปรับนโยบายมาจากทางรัฐบาลว่าให้นำเรื่องการท่องเที่ยวมาพัฒนาเรื่องรายได้ต่างๆ ทางจังหวัดจึงได้แสวงหาแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่จะเสริมเข้ามาจากเดิมที่มีอยู่แล้วตามคำขวัญของทางจังหวัด อย่างมหาธารลำปาว ก็มีเขื่อนลำปาว หรือว่าไดโนเสาร์สัตว์โลกล้านปี ซึ่งก็มีพิพิธภัณฑ์สิรินธร (พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว) เป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่คำขวัญท่อนที่ว่า “วัฒนธรรมผู้ไท”

ซึ่งถ้ามีนักท่องเที่ยวต้องการมาดูวัฒนธรรมของชาวผู้ไทจะให้เขาไปดูที่ไหน ทางผู้ว่าจึงได้ตั้งคณะทำงานเพื่อค้นหาว่าบ้านไหนจะขันอาสาเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวในเชิงวัฒนธรรมชาวผู้ไทประจำจังหวัดกาฬสินธุ์

ทางคณะทำงานก็ได้ออกตระเวนหาตามบ้านผู้ไทมาหลายแห่งหลายที่แต่ยังไม่มีบ้านไหนรับ จนมาที่โคกโก่ง ท่านรองผู้ว่าสมัยนั้นจึงขอร้องแกมบังคับก็ว่าได้ เพราะไปมาหลายแห่งหลายอำเภอแต่ยังไม่มีบ้านไหนรับ บ้านโคกโก่งดูเหมาะสม เป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีภูมิประเทศที่เอื้ออำนวยหลายอย่างน่าที่จะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ และได้มีการพูดถึงผลดีผลเสียเมื่อจัดตั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้วจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาที่หมู่บ้านทำให้เศรษฐกิจของเราดีขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมของประเทศมีรายได้เสริมขึ้นมาด้วย ที่สุดชาวบ้านก็ยอมรับให้ทางจังหวัดจัดตั้ง

ต่อจากนั้นจึงได้มีการส่งผู้ที่มีความรู้ความสามารถในหลายด้านเข้ามาพัฒนาให้ความรู้ มาแนะนำ มาติวเข้มเรื่องการท่องเที่ยวกับชาวบ้านโกคโก่ง ใช้เวลาอยู่ประมาณ 3 เดือน ในการฝึกซ้อมตั้งแต่การแต่งกาย หลายเรื่องหลายราว มีการนำประเพณีวิถีชีวิตต่างๆของชาวผู้ไทขึ้นมานำเสนอ ซักซ้อมจนชาวบ้านโคกโก่งมีความพร้อมจึงเปิดบ้านโกคโก่งเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2541 โดยผู้ว่าราชการจังหวัดในสมัยนั้นมาเป็นประธานทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ และเชิญสื่อมวลชนในทุกแขนงมาร่วมงาน

หลังจากนั้นก็เริ่มมีนักท่องเที่ยวทยอยเข้ามาศึกษาดูงานเป็นคณะขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก สรุปก็คือตั้งแต่ปี 41 เป็นต้นมา 20 ปีเศษที่ชาวบ้านโคกโก่งมีโอกาสต้อนรับนักท่องเที่ยว สิ่งที่เกิดขึ้นจากการเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวทำให้หมู่บ้านเป็นที่รู้จัก มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของจังหวัดที่มีคนนิยมทั้งชาวไทยและต่างประเทศ จนได้รับรางวัลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 4 รางวัล ใหญ่ๆ รางวัลกินรีทอง เป็นรางวัลยอดเยี่ยม มีกินรีเงิน 2 ตัว รองลงมามีโล่ห์เฉลิมพระเกียรติ ที่ตามมาอีกอย่างคือพี่น้องมีรายได้เสริมมีการจำหน่ายสินค้า มีรายได้จากค่าบริการท่องเที่ยว ที่นำมาเฉลี่ยให้กับพี่น้องของเราเป็นที่น่าพอใจ  ประธานการท่องเที่ยวบ้านโคกโก่งโฮมสเตย์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน จะมีการจัดกิจกรรมไว้สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเป็นหมู่คณะ ซึ่งจะมีการจัดต้อนรับมอบมาลัย มีการจัดขันโตกพาแลง มีการบายศรีสู่ขวัญ การแสดงชุดต่างๆ และจัดบ้านพักโฮมสเตย์ไว้รองรับนักท่องเที่ยว ซึ่งชาวบ้านได้รวมกลุ่มช่วยกันจัดการในทุกๆ เรื่อง เพื่อสร้างความประทับใจให้ผู้ที่มาเยี่ยมเยือน

 kudwaa7.jpg

เกษตรกรรมที่ใส่ใจทั้งคนกินและคนปลูก “เกษตรอินทรีย์ที่บ้านกุดหว้า”

          ที่ตำบลกุดหว้าในอีกมิติหนึ่งด้านการทำเกษตร คนที่นี่ก็ได้ใช้ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษมาปรับใช้ในการผลิต ที่จากเดิมเป็นการผลิตเพื่อบริโภคภายในครัวเรือน เปลี่ยนมาเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายที่ใส่ใจในเรื่องสุขภาพของคนกินและคนปลูก รวมกลุ่มเกษตรกรลดละเลิกการใช้สารเคมีมาเป็นการผลิตแบบอินทรีย์ นางสีสุพัน อุทรักษ์ ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศกพ.) หมู่ที่ 2 บ้านกุดหว้า เล่าให้ฟังว่า จุดแรกคือเราห่วงสุขภาพของพี่น้อง เราทำเกษตรพืชผักอินทรีย์ ข้าวอินทรีย์ เป็นอาหารปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน ผู้ผลิตปลอดภัย ผู้บริโภคปลอดภัย 

การทำเกษตรอินทรีย์ทำให้สุขภาพเราแข็งแรง เวลาเราไปขายของตามตลาดพี่น้องเราก็มั่นใจที่ซื้อของจากเราว่าไม่ได้กินสารเคมีต่างๆ เป็นพืชผักปลอดสารผู้บริโภคปลอดภัย เริ่มจากทำพืชผักประเภท GAP ซึ่งยังมีการใช้ปุ๋ยอยู่ แต่ว่าชีวพันธุ์อย่างอื่นทางกลุ่มเราไม่เคยใช้ เมื่อก่อนใช้แต่ปุ๋ยเคมี แต่พอได้ทำเกษตรอินทรีย์แล้วตลาดของเรามีความต้องการเยอะคนที่ซื้อสั่งจองพืชผักจากการทำเกษตรอินทรีย์ คนที่มีเงินเขากลัวเรื่องสารเคมีเขาต้องการความปลอดภัยต่อสุขภาพ ซึ่งมีคนมาสั่งจองเยอะ ทางโรงพยาบาลเขาก็ติดต่อพืชผักและข้าวเพื่อให้คนป่วยที่โรงพยาบาลได้ทานด้วย

แต่เดิมปู่ย่าตายายก็ทำเกษตรอินทรีย์อยู่แล้ว เรื่องสารเคมีผู้เฒ่าผู้แก่เรายังไม่รู้จักเลย โบราณมีการปลูกผักผสมผสานอยู่ในคอกวัวคอกควาย การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ก็ได้นำเอาภูมิปัญญาของผู้เฒ่านำไปใช้ ตอนที่แม่ยังเล็กอยู่อยากกินผักก็เข้าไปคอกวัวคอกควาย ข้าวโพด พริก มะเขือ ก็อยู่ในบริเวณนั้น ผู้เฒ่าแต่ก่อนเขาก็เป็นเกษตรอนทรีย์ผสมผสานมาแต่โบร่ำโบราณ ภูมิปัญญาของผู้ไทในการเพาะปลูก เราไม่ได้มีตลาดการค้าการขาย เป็นวิถีที่ปลูกกินเองแล้วแบ่งปันให้พี่น้อง บ้านนี้มีพริก บ้านนี้มีมะเขือเราก็แบ่งปันกันกิน ปัจจุบันเราก็ปลูกไว้บริโภค เหลือเราก็แบ่งไปขาย แรกๆ กลุ่มทำหน่อไม้ฝรั่งปลอดสารพิษ ทำส่งบริษัท ปัจจุบันนี้มีคนมาติดต่อเยอะ ทางบริษัทที่ส่งออกก็มาติดต่อเยอะ ทางราชภัฎอุดรธานีก็มาติดต่อ จากอยุธยาก็มาติดต่อ เพราะอยากได้ของปลอดสารจากลุ่มอินทรีย์ ณ ปัจจุบันสมาชิกกลุ่มอินทรีบ์ที่ปลูกพืชผัก หน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์ 56 ราย และมีกลุ่มโซนนิ่งข้าวอินทรีย์ในตำบลกุดหว้าจำนวน 200 กว่ารายที่มาร่วมโครงการอินทรีย์

ปัจจุบันทางกลุ่มส่งข้าวสารให้ทางโรงพยาบาลเดือนละ 700 กิโลกรัม เพื่อให้คนป่วยที่โรงพยาบาลได้ทาน รวมถึงพืชผักต่างๆ นอกจากนั้นยังมีแม่บ้านจากฆ้องชัยมาติดต่อเอาไปขายที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ด้วย นอกจากข้าวแล้ว ยังมีหน่อไม้ฝรั่ง ที่ทำรายได้ให้กับครอบครัวทุกวัน จนสามารถส่งลูกเรียนจนจบปริญญาตรี ก็เงินจากหน่อไม้ฝรั่งและการขายผักนี่เองที่ทำรายได้ให้กับครอบครัวมาตลอด  

“ธนาคารหมู่บ้านตามแนวพระราชดำริบ้านวังมน” สถาบันการเงินของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน

  kudwaa8.jpg

ปัจจัยการผลิตที่สำคัญอย่างหนึ่งของเกษตรกรที่หลีกเลี่ยงได้ยากนั้นก็คือ “เงินทุน” ถ้าเกษตรกรคนใดเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก การจะต่อยอดการผลิต หรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้กับครอบครัวก็จะมีความยากลำบากมากขึ้น นายบันเทิง กุลวงศ์ ประธานกลุ่มธนาคารหมู่บ้านตามแนวพระราชดำริ

บ้านวังมน เล่าให้ฟังว่า ธนาคารหมู่บ้านตามแนวพระราชดำริบ้านวังมน เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มกันเราคิดว่าจะมาช่วยเหลือกันระหว่างสมาชิกของเรา มาแก้ปัญหาช่วยกัน เลยมีความคิดว่าถ้าเราระดมหุ้น ระดมความคิด ระดมสิติปัญญาเข้ามาร่วมกันจะช่วยให้เราแก้ปัญหาเรื่องต่างๆได้ อันดับแรกคือการเสียสละใครเดือดร้อนเรื่องอะไรก็สามารถที่จะหันหน้าเข้าไปช่วยเหลือได้ ไม่มีเงินเราก็จะช่วยกันระดมหุ้นระดมเป็นเงินก้อนหนึ่งที่จะไปช่วยสมาชิกที่ไม่มีค่าใช้จ่ายไม่มีเงินทุนก็สามารถที่จะช่วยเหลือกันได้ จึงคิดเรื่องนี้ขึ้นมา

จากการที่มูลนิธิเผยแผ่ชีวิตประเสริฐ เข้ามาสนับสนุนตั้งแต่ปี 2541 ให้ก่อตั้งธนาคารหมู่บ้านตามแนวพระราชดำริ ซึ่งสอดคล้องกับที่เราคิดอยู่ จึงก่อตั้งกันขึ้นมา และระดมหุ้นระดมเงินฝากกันก้อนหนึ่งถ้าใครเดือดร้อนเราก็สามารถช่วยเหลือได้ และก็ได้มีการปันผลกำไร มีการปันผลหุ้น สมาชิกเห็นความเจริญมีค่าตอบแทนเลยระดมหุ้นเข้ามา ปัจจุบันมีเงินทุนประมาณ 4 ล้าน ก็สามารถอยู่ได้ มีเงินเหลือก็สามารถให้สมาชิกที่เดือดร้อนสามารถกู้ยืมได้ ซึ่งถือเป็นกองทุนของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน  

กลุ่มอาชีพที่หลากหลาย สร้างรายได้เสริมให้คนกุดหว้า 

          การพัฒนาที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดการรวมกลุ่มองค์กรในการพัฒนาชุมชนของคนในตำบลกุดหว้า ที่มีทั้งก่อตั้งกลุ่มเอง มีทั้งที่หน่วยงานภาครัฐเข้ามาหนุนเสริม จากข้อมูลการจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลกุดหว้า  มี48 กลุ่มองค์กร ทั้งที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ เป็นกลุ่มที่ร่วมจดแจ้งจัดตั้งร่วมกับสภาองค์กรชุมชน อาทิเช่น กลุ่มดนตรีพื้นเมือง ม.9,         กลุ่มพัฒนาอาชีพสตรีทอผ้าพื้นเมืองย้อมสีธรรมชาติ ม.8, กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรรวงทอง ม.11, ธนาคารหมู่บ้านกุดหว้า ตามแนวพระราชดำริ ม.8, กลุ่มออมทรัพย์ ม.1, กลุ่มจักสาน ม.8, กลุ่มสตรีทำผ้าเย็บมือบ้านกุดหว้า ม. 1, กลุ่มพัฒนาอาชีพสตรีทอผ้าขาวม้า ม.2, กลุ่มผู้ปลูกหน่อไม้ฝรั่งปลอดสารพิษ  เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการรวมกลุ่มทำอาชีพกันอย่างหลากหลาย และรวมกลุ่มกันพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัว และชุมชน

kudwaa9.jpg

นางบุญเลิง พันธุ์โพธิ์ ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรรวงทองบ้านกุดหว้า  บอกให้ฟังว่า เพราะอยากมีรายได้ อยากส่งเสริมและถ่ายทอดวัฒนธรรมของเราสู่ลูกหลานเกรงว่าจะสูญหาย และพอมีรายได้เสริมจากการทำนาที่เป็นอาชีพหลัก การทอผ้าเป็นอาชีพเสริมในครอบครัว เพราะการทอผ้ามีมาตั้งแต่โบราณ โตขึ้นมาก็ฝึกทำ ทุกครอบครัวก็ทำ สาวผู้ไททุกคนต้องทอผ้าเป็น

kudwaa10.jpg

สอดคล้องกับ นางกันยา ตาถา เหรัญญิกกลุ่มผลิตของชำร่วยบ้านขุมขี้ยาง บอกกล่าวให้ฟังว่า พอดีช่วงฤดูฝนเราก็ทำนา พอหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว กลุ่มแม่บ้านจะว่างงาน ก็เลยหารายได้เสริมช่วยครอบครัว ทำผลิตภัณฑ์ของชำร่วย พวงกุญแจ ผ้าเช็ดมือ เพื่อช่วยหารายได้ให้ครอบครัวใช้ในชีวิตประจำวัน ทำแล้วก็ดีขึ้น มีรายได้เสริมเข้ามา เพราะในช่วงฤดูแล้งพวกเราจะว่างงานหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้วเรายังไม่มีงานอะไรทำ ก็เลยจัดตั้งกลุ่มผลิตของชำร่วย และมีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาช่วยหนุนเสริม เมื่อมาเห็นชิ้นงาน ก็ยังช่วยสั่ง เพื่อนำไปเป็นของชำร่วยแจกในงานต่างๆ 

อย่างไรก็ตามเฉพาะที่บ้านขุมขี้ยาง เพียงบ้านเดียว นอกจากกลุ่มผลิตของชำร่วยแล้ว ยังมีกลุ่มอาชีพที่หลากหลายทั้ง กลุ่มสมุนไพร กลุ่มแจ่วบอง กลุ่มทอผ้าลายขิต กลุ่มทอผ้าข้าวม้า กลุ่มทอผ้าพื้นเมือง กลุ่มเย็บเสื้อจักรปักมือ กลุ่มดนตรีพื้นเมือง กลุ่มจักสาน สวนผักหวานป่า 

กลุ่มต่างๆ เหล่านี้เป็นกลุ่มที่เกิดขึ้นตามวิถีของคนที่นี่ ทำตามฤดูกาล ผลิตสินค้าขายในชุมชนเป็นหลัก ไม่มีการทำการตลาด ต่อมาเมื่อมีการส่งเสริมจากหน่วยงานภาครัฐ ได้เข้ามาช่วยหนุนเสริมในการจัดการท่องเที่ยวชุมชน มีนักท่องเที่ยวเริ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่องทำให้คนในชุมชนมีรายได้เสริมเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่าจากรูปธรรมฐานทุนของชาวผู้ไทที่ตำบลกุดหว้า เป็นฐานทุนที่สำคัญของการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “พวงมาลัยไม้ไผ่” การสืบสานต่อยอดภูมิปัญญา สู่ผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์ “บุญบั้งไฟตะไลล้าน” จากงานบุญระดับตำบล สู่งานบุญระดับจังหวัด “บ้านโคกโก่ง หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชาวผู้ไท” เกษตรกรรมที่ใส่ใจทั้งคนกินและคนปลูก “เกษตรอินทรีย์ที่บ้านกุดหว้า” “ธนาคารหมู่บ้านตามแนวพระราชดำริบ้านวังมน” สถาบันการเงินของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน และ “กลุ่มอาชีพที่หลากหลาย สร้างรายได้เสริมให้คนกุดหว้า” เป็นเพียงตัวอย่างของรูปธรรมบางส่วนที่เกิดขึ้นในตำบลแห่งนี้ และยังคงมีเรื่องราวอีกหลายด้านที่ต้องมีการสรุปบทเรียน และยกระดับไปสู่การจัดการความรู้ของชุมชน ต่อยอดการพัฒนา เพื่อไปให้ถึงภาพฝันในอนาคตที่ชุมชนเป็นคนร่วมกำหนด และพัฒนาให้เป็นเครื่องมือ เป็นสิ่งบ่งชี้ เป็นตัวชี้วัดที่จะบ่งบอกถึงความเข้มแข็งของชุมชน ด้วยคนในชุมชนเองต่อไป     

 kudwaa11.jpg

 บทความโดย พอช.สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter