สวัสดิการชุมชน

สมัชชาสวัสดิการชุมชนจังหวัดระนอง 150 ปีเมืองระนองก้าวสู่สวัสดิการถ้วนหน้า

ระนอง/ภาคประชาชน รัฐ และอปท.ร่วมขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการชุมชน ตั้งเป้าปี 2559 สวัสดิการชุมชนครอบคลุมทุกตำบล ใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลหนุนการขับเคลื่อน พร้อมสัญญาใจ อปท. อบจ. และจังหวัด อุดหนุนงบประมาณต่อเนื่อง พร้อมให้พมจ.ระนองเป็นหลักดำเนินงาน
   เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2555 ณ ห้องประชุมโรงแรมไอเฟลอินน์ อ.เมือง จ.ระนอง ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดระนอง ร่วมกับส่วนราชการจังหวัดระนอง ในนามคณะกรรมการขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล จ.ระนอง ผู้เข้าร่วมประมาณ 300 คน ประกอบด้วยผู้แทนกองทุนสวัสดิการ 12 ตำบล และสมาชิกสภาองค์กรชุมชนทั่วจังหวัดระนอง ตลอดจนเจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ข้าราชการในจังหวัดระนอง และสื่อมวลขนในจังหวัดระนอง และนายวิโรจน์ แสงศิวะฤทธิ์ ปลัดจังหวัดระนอง เป็นประธานเปิดงาน
   กิจกรรมสำคัญในงานได้แก่ นิทรรศการนำเสนอผลการดำเนินงานกองทุนสวัสดิการชุมชน 12 พื้นที่ เวทีเสวนาเรียนรู้ประสบการณ์ดำเนินงานของแต่ละพื้นที่ และแลกเปลี่ยนแนวคิดในการขับเคลื่อนการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน การแบ่งกลุ่มย่อยระดมความคิดเป็นข้อตกลงในการขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการชุมชน กิจกรรมจับของรางวัลที่แต่ละกองทุนสวัสดิการตำบลสนับสนุนรางวัล ระดมเงินบริจาคใส่กล่องกองทุนสวัสดิการชุมชนจังหวัดระนอง ตลอดจนการแสดงทางวัฒนธรรมท้องถิ่น
   นายแก้ว สังข์ชู คณะอนุกรรมการโครงการกองทุนสวัสดิการชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า ที่มาของกองทุนสวัสดิการชุมชนเริ่มจากที่พี่น้องประชาชนได้ดำเนินการกันเองในการช่วยเหลือกัน เรียกว่าแบ่งกันกินแบ่งกันใช้ แล้วต่อมารวมกลุ่มทำออมทรัพย์ช่วยเหลือกันเอง ซึ่งนี่คือสิ่งที่ดีงาม จากสิ่งที่งามนี้พวกเราคิดแล้วว่าเป็นเรื่องดีงามที่รัฐบาลควรส่งเสริม แล้วเราก็ได้นำเสนอสู่รัฐบาลผ่านสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) แล้วก็ได้รับงบประมาณสนับสนุนตำบลละ 55,000 บาท 100,000 บาท ซึ่งช่วยได้บางตำบลไม่ทั่วถึง ล่าสุดครูชบ ยอดแก้ว ได้นำเสนอเรื่องนี้ต่อรัฐบาลจนได้ก่อเกิดเป็นนโยบายสมทบ 1 ต่อ 1 ให้กับทุกตำบลทั่วประเทศ และต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลปัจจุบัน
   นายแก้ว กล่าวเพิ่มเติมว่า วันนี้ในด้านนโยบายพร้อมแล้ว ที่เหลือก้อคือจากพวกเราที่เป็นชุมชนฐานล่างจะลุกขึ้นมาจัดการตนเอง ช่วยเหลือพวกเราคนในหมู่บ้านได้มีสวัสดิการชุมชน ซึ่งตรงนี้ชาวระนองจะต้องร่วมกันคิดเองว่าจะดำเนินการอย่างไรที่จะทำให้เกิดกองทุนสวัสดิการทุกพื้นที่ แล้วขยายไปให้ครอบคลุมคนในตำบลให้ถ้วนหน้า อย่างเช่นที่ในภาคใต้เราที่มี สงขลา พัทลุง ภูเก็ต และชุมพร ทำเต็มพื้นที่ และกำลังขยายให้ครอบคลุมถ้วนหน้าในตำบล และต่อยอดไปสู่เรื่องต่างๆ เช่น การเชื่อมโยงกับกองทุนอื่นๆของหน่วยงานรัฐที่มาลงพื้นที่
   สมัชชาสวัสดิการชุมชน จ.ระนอง มีข้อตกลงร่วมกันได้แก่ หนึ่งดำเนินการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านในทุกตำบลให้ได้ร้อยละ 20 ในปี 2556 ร้อยละ 60 ในปี 2557 และ เต็มทุกหมู่บ้านในปี 2559 สองให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับร่วมจัดทำแผนและให้เงินอุดหนุนกองทุนสวัสดิการระดับตำบล ระดับจังหวัด ตามหลัก 1:1:1 หรือตามศักยภาพ
   สาม ให้ประชาชนเป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งกองทุนสวัสดิการแล้วจดแจ้งเป็นกลุ่มในสภาองค์กรชุมชนเพื่อให้สภาองค์กรชุมชนตำบลหนุนเสริมการบูรณาการเชื่อมโยงการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ ให้จังหวัดระนอง สี่ ให้จังหวัดระนอง อบจ.ระนองสนับสนุนการขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลและการจัดสมัชชากองทุนสวัสดิการชุมชนอย่างต่อเนื่องและสุดท้ายให้พมจ.ระนอง เป็นหน่วยงานหลักในการประสานการขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการชุมชน เช่น การแต่งตั้งคณะทำงาน การติดตามผลการดำเนินงาน

สมพล โชคดีศรีสวัสดิ์

สวัสดิการเมืองลุง ตั้งเป้าดูแลประชาชน 80% ใน 5 ปี

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2555 เครือข่ายสวัสดิการชุมชน จ.พัทลุง ร่วมกับองค์กรสนับสนุนต่างร่วมกันจัดสัมมนา “รวมพลังสวัสดิการชุมชนคนเมืองลุงไม่ทอดทิ้งกัน” ขึ้น ณ สวนสาธารณะเทศบาลเมืองพัทลุง โดยมีสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนทั้ง 73 ตำบล ตลอดจนผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 1,500 คน
                ในงานดังกล่าวนอกจากจะมีการจัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับสวัสดิการชุมชนแล้ว ยังมีการมอบเกียรติบัตรให้กับกองทุนต้นแบบ 5 กองทุน ได้แก่ กองทุนตำบลหนองพ้อ,ชุมพล,บ้านนา,เกาะเต่า และเกาะหมาก รวมทั้งมีการเสวนาเรื่อง “สวัสดิการชุมชนเป็นกระบวนการพัฒนาคนเมืองลุง ได้จริงหรือ” โดยผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน เช่น นายสมพร ไช้บางยาง กรรมการขับเคลื่อนสวัสดิการระดับชาติ ตัวแทนพื้นที่ต้นแบบ ตัวแทน พอช.เป็นต้น
                นายวิเชียร มณีรัตนโชติ เลขานุการคณะกรรมการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชน จ.พัทลุงเปิดเผยว่า กองทุนสวัสดิการชุมชนจ.พัทลุง มีที่มาจากหลายฐาน เช่น ฐานออมทรัพย์ ฐานสัจจะวันละบาท ฐานกองทุนอสม. ฐานกองทุนหมู่บ้าน รวมทั้งฐานกองทุนสวัสดิการเดิมทั้ง 46 กองทุน ครอบคลุมสมาชิกประมาณ 58,000 คน หรือ ร้อยละ 10 ของประชากรทั้งจังหวัด
                เลขานุการคณะกรรมการเปิดเผยอีกกว่าการจัดเวทีสมัชชาครั้งนี้ยังได้มีการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกัน 4 ประการ คือ 1) พัฒนาความร่วมมือของทุกฝ่าย สู่การยะรดับการทำงานร่วมกัน โดยใช้พื้นที่จังหวัดพัทลุงเป็นตัวตั้ง ทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกองค์กร ร่วมกันเป็นเจ้าของ 2)ยกระดับกองทุนสวัสดิการชุมชนจากฐานสมาชิกเดิม ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ให้มีการขยายสมาชิกครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายของจำนวนประชากร ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 5 ปี 3)ขยายการจัดสวัสดิการชุมชน เรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย สู่การแก้ปัญหาให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของคนในจังหวัดพัทลุง 4)ร่วมกันสร้างให้เกิดคุณธรรมในการพัฒนาจังหวัดที่นำสู่การแก้ไขปัญหา คอรัปชั่นในทุกระดับเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการแบบธรรมาภิบาล

สุวัฒน์  คงแป้น

?สวัสดิการชุมชน : ปฏิรูปสังคมจากฐานรากสร้างสังคมเข้มแข็งอย่างยั่งยืน?

เมื่อวันที่ 27-28 สิงหาคม 2553 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมพระปกเกล้า อาคารอเนกนิทัศน์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จังหวัดนนทบุรี คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ ร่วมกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และกระทรวงมหาดไทย จัดเวที “สมัชชาสวัสดิการชุมชน : ปฏิรูปสังคมจากฐานราก” เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนงานสวัสดิการในระดับพื้นที่หนุนเสริมการปฏิรูปสังคมไทย ซึ่งมีผู้แทนองค์กรสวัสดิการชุมชน หน่วยงานที่สนับสนุนสวัสดิการชุมชน และสังคมเข้าร่วมงานประมาณ 1,500 คน โดยได้รับเกียรติจากนายอิสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มาเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสมัชชาในครั้งนี้

 

แม่น้ำ 3 สาย สู่การปฏิรูปสังคมจากฐานราก
อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อดีตรองนายกรัฐมนตรี และกรรมการสมัชชาปฏิรูป กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “สวัสดิการชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมจากฐานราก” โดยกล่าวว่า ณ ขณะนี้ เปรียบมีแม่น้ำ 3 สาย กำลังไหลรวมมาบรรจบ หากแม่น้ำทั้งสามลื่นไหลไปด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นมหานทีที่มีศักยภาพสามารถนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง การอภิวัฒน์สังคมจากฐานล่าง นำไปสู่ความอยู่เย็นเป็นสุขให้กับสังคมไทยได้ต่อไป ซึ่งแม่น้ำที่ว่าก็คือ
แม่น้ำสายที่ 1 ขบวนสวัสดิการชุมชน ที่ได้ริเริ่มก่อร่างสร้างตัวมาหลายปี จากกลุ่มเล็กๆ ค่อยๆ ขยาย ที่เริ่มจากการทำในเชิงคุณภาพ และต่อมามีการขยายในเชิงปริมาณในหลายพื้นที่ จนมาถึงวันนี้งานสมัชชาสวัสดิการชุมชน สามารถเป็นสิ่งบ่งบอกได้ถึงคุณภาพของงานที่ทำได้เป็นอย่างดี
แม่น้ำสายที่ 2 ขบวนชุมชนเข้มแข็ง ครอบคลุมทุกมิติของชุมชนทั้งสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ที่ก่อกำเนิดขึ้นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา บางส่วนอาจริเริ่มโดยรัฐอย่างกรมพัฒนาชุมชน บางส่วนอาจริเริ่มโดยชุมชน อย่างกลุ่มออมทรัพย์ เครดิตยูเนี่ยน เป็นต้น ทั้งสองอย่างสามารถเดินไปข้างหน้าได้ดี ในส่วนที่ภาครัฐริเริ่มอาจขาดความรู้สึกเป็นเจ้าของ แต่ภาคประชาชนก็สามารถเข้ามาช่วยกันดูแลจัดการก็สามารถไปข้างหน้าได้ อย่างที่ตำบลคลองเปียก แต่ไม่ว่าจะรัฐหรือประชาชน ขบวนองค์กรชุมชนสามารถเข้มแข็งขึ้นมาได้ และมารวมตัวเป็นเครือข่ายสร้างความเข้มแข็งมากขึ้น มาถึงวันนี้ก็เป็นที่น่าพอใจ แต่ยังต้องพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ อีก
แม่น้ำสายที่ 3 ขบวนปฏิรูปประเทศไทย หรือปฏิรูปสังคม แม่น้ำสายนี้เป็นขบวนที่เกิดจากภาคประชาชนเช่นกัน อันเกิดจากนักคิด ปัญญาชนของไทยอย่างท่านอาจารย์ประเวศ วะสี ท่านอานันท์ ปันยารชุน ซึ่งได้รวมตัวกันร่วมคิด ร่วมหาทางออก เพื่อร่วมกันฝ่าวิกฤติบ้านเมืองที่เกิดขึ้น ที่เกิดจากปัญหาโครงสร้างทางสังคม ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม และกลายตัวมาเป็นความแตกแยกขัดแย้ง จนนำไปสู่ความรุนแรงมีคนบาดเจ็บล้มตาย ในที่สุดมีการจัดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูป และคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป โดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
ข้อเสนอ 3 ประการเพื่อเชื่อมโยงสร้างพลังร่วม ทั้งนี้เพื่อการบรรจบพบกันของแม่น้ำ 3 สายเกิดขึ้นได้อย่างดียิ่ง ช่วยให้ทั้งสามขบวนเดินไปด้วยกันได้ ไปสู่การอภิวัฒน์ สู่การปฏิรูปจากฐานราก ที่ร่วมมือกันทุกฝ่ายเชื่อมโยงเป็นพลังร่วม รวมพลังสร้างสรรค์ เช่นนี้แล้วการอยู่เย็นเป็นสุขจะเกิดขึ้นได้ อาจารย์ไพบูลย์ ได้มีข้อเสนอแนะ 3 ประการต่อที่ประชุม ดังนี้
1) การพัฒนาคุณภาพของกองทุนที่มีอยู่ให้ดีขึ้นขยายตัวเพิ่มขึ้น จากที่มีจนครอบคลุมเต็มพื้นที่ อาศัยหลักการวิธีการที่ดีในการพึ่งตนเอง รู้รักสามัคคี ใช้หลักชีวิตพอเพียง ก่อให้เกิดสัมมาชีพถ้วนทั่วทุกครัวเรือน รวมทั้งการสร้างเสริมสุขภาพตั้งแต่ก่อนเกิดจนตาย ซึ่งต้องดูแลการปฏิบัติตนของพ่อแม่ของทารกจากก่อนเกิด จนวัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน สูงอายุ นั่นจะทำให้กองทุนสวัสดิการเข้มแข็ง ซึ่งถ้ากองทุนไหนใช้เงินมากแสดงว่าไม่ดี แต่ถ้าใช้น้อยเพราะดูแลการเกิด ดูแลสุขภาพให้ดี ไม่ต้องรักษาพยาบาล การเสียชีวิตน้อยลง จะมีเงินเหลือทำประโยชน์เพื่อสิ่งอื่นๆ
2) การเชื่อมประสานระบสวัสดิการที่ริเริ่มโดยชุมชน กับสวัสดิการสังคมที่ริเริ่มโดยภาครัฐ ที่จะให้ครอบคลุมทั่วประเทศ รูปธรรมคือการสมทบกองทุนที่ครบเงื่อนไข การเชื่อมโยงต้องไม่ทำลายความเข้มแข็งในการจัดการตนเองของชุมชน ตรงกันข้ามต้องทำให้ชุมชนมั่นคงยิ่งขึ้น ซึ่งชุมชนต้องเป็นแกนหลัก ต้องเป็นของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน
3) การเชื่อมโยงผสมผสานขบวนสวัสดิการ กับขบวนปฏิรูปประเทศ ให้เรื่องขบวนสวัสดิการ ขบวนองค์กรชุมชน ขบวนปฏิรูปเป็นขบวนเดียวกัน ซึ่งมีทุกองค์ประกอบทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ทุกมิติรวมอยู่ที่ชุมชน ขบวนต้องเพิ่มความเข้มแข็งทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ สามารถรวมเป้าหมาย หลักการ วิธีการ ที่จะทำเรื่องปฏิรูปสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งทำให้เศรษฐกิจ และสิง่แวดล้อมดีขึ้น เป็นดลุยภาพที่มั่นคงแข็งแรง เอื้อให้ทุกครอบครัวมีอาชีพที่เลี้ยงตัวได้อย่างมั่นคงยั่งยืน มีสัมมาชีพทุกครอบครัวสามารถพึ่งพาตนเองได้
 
รุ่งโรจน์ เพชระบูรณิน
รายงาน

สมัชชาสวัสดิการชุมชน : ปฏิรูปสังคมจากฐานราก

สัมมนาสรุปบทเรียนการขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชนภาคใต้

นครศรีธรรมราช/พมจ.-พอช.-องค์กรชุมชน ภาคใต้หนุนกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบลแล้ว 207 กองทุน 49.5 ล้านบาท รองปลัดพม.เชื่อหลังสัมนาปัญหาคลี่คลาย หวังภายในเดือนธ.ค. กระจายทั่วประเทศหมด 723 ล้านบาท

ระหว่างวันที่ 3 - 4 สิงหาคม 2553 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ พอช. จัดสัมนาสรุปบทเรียนการขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชนภาคใต้ ณ โรงแรมแกรนด์ปาร์ค อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช มีผู้เข้าร่วมสัมนา 60 คน ประกอบด้วยผู้แทนองค์กรชุมชนด้านสวัสดิการชุมชน เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ใน 14 จังหวัดภาคใต้ และเจ้าหน้าที่พอช.
การขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนภาคใต้ เกิดผลดังนี้ ด้านการแต่งตั้งคณะกรรมการสนับสนุนการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ ได้ดำเนินการแต่งตั้งกรรมการสนับสนุนการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนครบแล้วทั้ง14 จังหวัด
ด้านการอนุมัติงบประมาณรัฐบาลสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบลที่มีการดำเนินการมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี ภาคใต้มีจำนวนกองทุนเดิม 614 กองทุน ผ่านการอนุมัติแล้ว 207 กองทุน รวมงบประมาณที่เบิกจ่ายแล้วจำนวน 49,533,510 บาท ส่วนกองทุนสวัสดิการระดับตำบลที่จัดตั้งใหม่กำหนดเป้าหมายไว้ 350 ตำบล ได้ดำเนินการจัดตั้งกองทุนแล้วจำนวน 81 กองทุน
ในการสัมนาครั้งนี้เชิญ นายวิทัศน์ เตชะบุญ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ เดินทางมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงานขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการชุมชน ก่อนที่จะแบ่งกลุ่มย่อยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และข้อเสนอแก้ไขปัญหา
นายสุรเดช ฉายะเกษตริน รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวเปิดการสัมนาว่า ผมคิดว่าเป็นความภาคภูมิใจของท่านในการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชน ขอชื่นชมการทำงานของท่านทั้งหลายและขอให้กำลังใจ
และการมาพบกันวันนี้เพื่อให้หลังการประชุมครั้งนี้การขับเคลื่อนงานจะเป็นไปด้วยดี ปัญหาที่มีอยู่จะได้รับการคลี่คลาย เพื่อให้งบประมาณ 723 ล้านบาทได้สนับสนุนไปยังพื้นที่ทั่วประเทศได้หมดภายในเดือนธันวาคม และเป็นไปด้วยความถูกต้อง เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืน.

 

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)
912 ถนนนวมินทร์ แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 10240
โทร : 0-2378-8300-9 โทรสาร : 0-2378-8343
(แผนที่ตั้งสถาบันฯ)