|
สภาองค์กรชุมชนตำบลคลองตะเคียน ตั้งกลไกคณะทำงานออกสตาร์ทพื้นที่นำร่อง ชุมชนท้องถิ่นจัดการภัยพิบัติ |
|
เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา สภาองค์กรชุมชนตำบลคลองตะเคียนร่วมกับสำนักงานปฏิบัติการภาคกลางตอนบนและตะวันตก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จัดประชุมหารือ แนวทางและข้อเสนอในระยะฟื้นฟู และแผนระยะยาวเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมที่เริ่มต้นจากชุมชนเอง ณ มัสยิดกุฎีช่อฟ้า ตำบลคลองตะเคียน อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ ๙๐ คน
ว่าที่ร้อยตรี ไพซอล บุญรอด ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลคลองตะเคียน กล่าวสรุปถึงสถานการณ์ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ตำบลคลองตะเคียน และแนวทางข้อเสนอในการแก้ไขปัญหา โดยระบุว่า พื้นที่ตำบลคลองตะเคียน มีทั้งหมด ๑๓ หมู่บ้าน จำนวนประชากร ๔,๙๔๘ คน ๘๑๔ หลังคาเรือนตามทะเบียนบ้าน ซึ่งมีครัวเรือนที่แท้จริง ๑,๒๐๐ ครัวเรือน โดยน้ำท่วมหมดทั้งพื้นที่ บ้านทุกหลังถูกน้ำท่วมถึงทั้งหมด ๑๓ หมู่บ้าน ซึ่งการช่วยเหลือผู้ประสบภัยต้องครอบคลุมทั้งครอบครัวที่มีทะเบียนบ้านและไม่มีทะเบียนบ้าน
และมีอีกบางส่วนที่มาเป็นผู้อาศัย เช่น บ้านเช่า แรงงานในโรงงาน หอพักนักเรียนนักศึกษา และผู้ตกสำรวจที่ไม่ได้นำมารวมในจำนวนประชากรที่มีอยู่ตามทะเบียนบ้าน ซึ่งมีประชากรบางครัวเรือนไม่มีทะเบียนบ้านหรือไม่ได้แยกที่อยู่อาศัยเป็นครอบครัวขยาย บางครัวเรือนอาจมี ๒-๓ ครอบครัว เมื่อคิดรายครอบครัวรวมไม่น้อยกว่า ๑,๒๐๐ ครอบครัว ที่สมควรได้รับการดูแลด้วยเช่นกัน
นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้จัดการสำนักงานปฏิบัติการภาคกลางตอนบนและตะวันตก พอช. กล่าวว่า การจัดการกับปัญหาน้ำท่วมนั้น ชาวบ้านต้องลุกขึ้นมาจัดการตนเอง และชุมชนต้องเป็นแกนหลัก โดยอาศัยสภาองค์กรชุมชนคอยทำหน้าที่ในการประสานเชื่อมโยง ซึ่งบทบาทของภาครัฐและเอกชน รวมทั้ง พอช.ที่เป็นหน่วยงานภายนอกเป็นเพียงผู้สนับสนุน และในส่วนของ พอช.นั้น จะมุ่งส่งเสริมให้พี่น้องขบวนชุมชนมีความเข้มแข็งสามารถจัดการกับปัญหาทั้งในระยะฟื้นฟู และระยะยั่งยืนได้ด้วยตนเอง
อย่างไรก็ตามจากการระดมความคิดเห็น ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งกลไกการทำงานของตำบล ซึ่งมีนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองตะเคียน เป็นประธานคณะทำงาน และมีกรรมการที่ประกอบด้วย ผู้ใหญ่บ้าน/ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนจำนวน ๑๓ คน ที่ปรึกษาประกอบด้วยผู้นำศาสนา ผู้อำนวยการโรงเรียน สาธารณสุข ช่าง อบต. ปลัด อบต. ประธานสภาองค์กรชุมชน และตัวแทนจากมัสยิด รวมทั้งหมดจำนวน ๑๗ คน
รวมทั้งมีข้อสรุปเรื่องแผนการดำเนินงาน เพื่อการฟื้นฟูชุมชนหลังภัยพิบัติดังต่อไปนี้ ๑) การซ่อมแซมและก่อสร้างบ้านที่อยู่อาศัย ศาสนสถาน โรงเรียน โดยจัดหากองทุนให้กู้ยืม ๒) สนับสนุนการฟื้นฟูดอาชีพด้านต่างๆ เช่นเครื่องมือในการประกอบอาชีพ และจัดตั้งกองทุนหมุนเวียนให้กู้ยืมเพื่อการค้าขายและเกษตรกรรม พร้อมสนับสนุนในเรื่องความรู้ในการประกอบอาชีพด้วย ๓) การป้องกันปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว ในเบื้องต้นต้องจัดหาพื้นที่ส่วนกลางเพื่อรองรับคน สัตว์เลี้ยง และพาหนะ รวมถึงการออกข้อบัญญัติท้องถิ่นกำหนดให้ก่อสร้างบ้านใหม่ให้เป็น ๒ ชั้น และมีการสนับสนุนเรื่องการออกแบบบ้าน ประกอบกับการทำพนังกั้นน้ำบริเวณที่พักอาศัยตลอดชุมชนที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ๔) การคมนาคม ต้องมีการยกสะพานให้สูงเพื่อการสัญจรทางเรือ และขยายถนนเพื่อการสัญจร ๕) ต้องคำนึงถึงเรื่องการฟื้นฟูจิตใจ กับผู้ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้แผนการดำเนินการที่ได้ข้อสรุปในเบื้องต้น ให้คณะทำงานที่จัดตั้งขึ้นไปพิจารณาในรายละเอียดต่อไป
 
 
 
 
 
|
|
|
สภาองค์กรชุมชนตำบลบัวใหญ่บวชป่า สืบชะตา ต่อลมหายใจลำน้ำแหง |
|
ท่ามกลางกระแสธรรมชาติที่ผันแปร ภาวะโลกร้อน และวิกฤติภัยพิบัติต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้
หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ภาวะทางธรรมชาติเหล่านี้กำลังคืบคลานมาหามนุษย์ชาติอย่าง
ช้าๆจึงเกิดกระแสการรณรงค์เพื่อลดภาวะโลกร้อนขึ้น และสภาองค์กรชุมชนตำบลบัวใหญ่ อำเภอนาน้อย
จังหวัดน่านจึงได้จัดงานบวชป่าสืบชะตาลำน้ำแหงเพื่อเป็นการรณรงค์ลดภาวะโลกร้อนและสืบชะตาลำน้ำแหงที่
เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของชุมชนด้วย เพื่อคืนชีวิตแห่งลำน้ำให้กลับคืนมาเหมือนเดิม
เมื่อวันที่ ๒๖ – ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ซึ่งตรงกับวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา สภาองค์กร
ชุมชนตำบลบัวใหญ่ได้ทำพิธีบวชป่าสืบชะตาลำน้ำแหง โดยใช้วิถีแห่งศาสนาพุทธที่ทุกคนยึดมั่นเป็นตัวเชื่อม
โยง มีพิธีทางสงฆ์ การสวดชยันโต พรมน้ำมนต์และการให้คำปฏิญาณในชุมชนที่จะดูแลต้นไม้ที่ตนเองปลูกและ
ไม่ล่าสัตว์ป่าในพื้นที่ โดยพิธีดังกล่าวมีการปลูกป่าจำนวน ๒,๐๐๐ ต้น ได้แก่ต้นประดู่ ต้นไผ่ ต้นเหียง ต้นมะไฟ
จีน ซึ่งบริเวณที่ปลูกป่านั้นอยู่ต้นลำน้ำแหงและพิธีบวชป่าผืนใหญ่ภายใน ๘ หมู่บ้านโดยได้รับความร่วมมือจาก
กศน. กรมการปกครองนาน้อย สภาวัฒนธรรมอำเภอ โรงเรียนชุมชนบ้านอ้อย อุทยานแห่งชาติขุนสถาน  
ดุจเดือน ศรสีดา เยาวชนในพื้นที่ได้เปิดเผยถึงความรู้สึกว่า รู้สึกดีที่ได้ทำประโยชน์อะไรให้กับบ้าน
เกิดของตนเองบ้าง เพราะปีนี้ลำน้ำแหงแห้งมาก อยากทำประโยชน์ให้บ้านเกิดมากกว่านี้ ซึ่งตนได้คิดกิจกรรมต่อยอดจากการปลูกป่าครั้งนี้คือ จะรวมตัวกันสร้างฝายชะลอน้ำที่ต้นลำน้ำแหง และร่วมกันรณรงค์
ไม่ให้คนในพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่าเพิ่มมากขึ้น โดยต้นไม้ที่ตนเองเลือกปลูกในครั้งนี้คือต้นมะไฟจีน เพราะมัน
อร่อยและกินได้ และเมื่อต้นไม้นี้เติบโตขึ้นมาก็สามารถเป็นอาหารของสัตว์ป่าได้อีกด้วย
ทางด้านนางศิริลักษณ์ คำชมพู นายกหญิงกาชาด บอกถึงแนวคิดในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ว่า อยากให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญของลำน้ำแหงและช่วยกันดูแลรักษาลำน้ำไม่ให้ป่วยไปมากกว่านี้ ซึ่งการจัดกิจกรรมครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายของนายอำเภอนาน้อยที่อยากจะฟื้นฟูลำน้ำแหงให้มีพื้นที่ชุ่มน้ำมากขึ้น อนุรักษ์ การปลูกต้นไม้ริมฝั่ง เพื่อเรียกน้ำกลับคืนมาสู่ชุมชน และกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งในการปลุกกระแสคนในชุมชน ให้เกิดความรักและหวงแหนลำน้ำของตนและได้มีพิธีกรรมตามความเชื่อโดยการสาบานตนว่าใครไปทำร้ายลำ น้ำแหงก็อาจจะเกิดสิ่งไม่ดีกับตนเองและการลงมือปลูกต้นไม้ด้วยตนเองนั้นคนในชุมชนจะรู้สึกหวงแหน ผูกพันธ์ และจะช่วยกันดูแลต้นไม้ที่ตนเองปลูก ซึ่งเป็นการรณรงค์ให้ตระหนักถึงการดูแลรักษาป่าไม้ทางอ้อม อีกด้วย
สำหรับผู้สนับสนุนพันธุ์กล้าไม้ต่างๆนายฉัตรชัย โยธาวุฒิหัวหน้าอุทยานแห่งชาติขุนสถาน ได้
กล่าวถึงปัญหาลำน้ำแหงว่า ส่วนใหญ่เกิดจากคน เมื่อคนเยอะขึ้นความต้องการในพื้นที่เกษตรกรรมก็เพิ่มมาก
ขึ้นเสมือนเงาตามตัว มันเหมือนกับการเริ่มต้นตัดไม้เพื่อทำเกษตรกรรมและก็แผ่ขยายเพิ่มมากขึ้น เพราะคนไม่
ตระหนักถึงความสำคัญของลำน้ำ แต่เมื่อสภาองค์กรชุมชนตำบลบัวใหญ่เข้ามามีบทบาทในการรณรงค์ใน
หลายๆครั้งที่ผ่านมา ทำชาวบ้านในชุมชนก็เริ่มจะเข้าใจโดยใช้วิธีทำความเข้าใจในจุดเล็กๆก่อนและขยายผล
ไปเรื่อยๆ สำหรับตนเองรู้สึกยินดีที่ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการรักษาทรัพยากรป่าไม้และต้นน้ำของ
ตนเอง ซึ่งก็ตรงกับทางนโยบายของทางอุทยานอยู่แล้ว คือเน้นการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนและดูแลรักษา
ทรัพยากรร่วมกัน เพราะหัวใจของการรักษาป่าคือคนชุมชนจะต้องรักป่าก่อนเพราะป่าใหญ่คือบ้านของเราทุกคน และเรื่องที่ชาวชุมชนรวมตัวกันขอขยายพื้นที่เขตอุทยานเพิ่มเติมนั้น ขึ้นอยู่กับชุมชนเจ้าของพื้นที่ เพราะ
ไม่เคยปรากฏว่ามีพื้นที่ไหนขอขยายเขตอุทยานเพิ่มเลย มีที่นี่ที่เดียว แต่การของขยายเขตพื้นที่อุทยานนั้นคง
ต้องจัดเวทีสาธารณะเพื่อทำความเข้าใจ ถ้าคนในชุมชนเห็นความสำคัญของการขยายเขตอุทยานเองตนเอง
รู้สึกว่าเป็นเรื่องดีที่ชาวชุมชนเจ้าของพื้นที่ลุกขึ้นมาจัดการตนเอง สำหรับการแก้ปัญหาการทำไร่เลื่อนลอยนั้น
จะมีโครงการหลวงเข้ามาช่วยและเมื่อคนในชุมชนมีโฉนดชุมชนก็จะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้มาก
เมื่อคนในชุมชนตำบลบัวใหญ่ลุกขึ้นมาจัดการปัญหาในพื้นที่ด้วยตนเองเปรียบเสมือนการใช้ยารักษา
โรคที่ตรงจุดโดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นตัวขับเคลื่อน ใช้วิธีร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผลประโยชน์ และร่วม
รับผิดชอบ เป็นหนทางสู่การเปลี่ยนแปลงจากจุดเล็กๆในชุมชนและฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นไปสู่การจัดการตนเอง
อย่างยั่งยืน
 
จิริยา เรืองฉาย เรื่อง/ภาพ |
|
พมจ.สุพรรณบุรีสนันสนุนการพัฒนาคุณภาพสภาองค์กรชุมชน |
|
เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2553 ที่ผ่านมา เครือข่ายองค์กรชุมชนในจ.สุพรรณบุรี พัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์จังหวัดสุพรรณบุรี และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน จัดประชุมผู้นำสภาองค์กรชุมชนตำบล จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมศึกษาดูงานโดยมีผู้นำชุมชนเข้าร่วมกว่า 200 คน
นายสุภัทร์ ศรีสุนทรพินิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า ชุมชนเป็นกำลังหลักของการพัฒนาประเทศเพราะปัจจุบันในชุมชนหรือหมู่บ้านมีการรวมตัวกันของผู้รู้หรือนักปราชญ์ ช่วยทำงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ซึ่งมีหน่วยงานท้องถิ่นช่วยสนับสนุนการทำงาน
รองผู้ว่าฯ จ.สุพรรณบุรี กล่าวอีกว่า การขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชนจะเป็นตัวชี้วัดที่จะบอกว่าชุมชนจะพัฒนาไปในทิศทางใด ที่สำคัญการที่เราจะนำพาหมู่บ้านไปสู่ความสุขเราต้องเข้าใจว่าเรา มีปัญหาอะไร มีทุนอะไร และจะช่วยกันแก้ปัญหาอย่างไร จะช่วยรักษาสมบัติของชุมชน คือ ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมไว้อย่างไร
นายมานพ สิงห์ดวง ผู้นำสภาองค์กรชุนตำบล กล่าวว่า สภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดสุพรรณบุรีมีการจดแจ้งจัดแล้ว 15 ตำบล ซึ่งผู้นำชุมชนและผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ยังมีความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของสภาองค์กรชุมชนที่แตกต่างกัน การประชุมในครั้งนี้จึงเป็นการให้ความรู้ความเข้าใจในบทบาทและภารกิจของสภาองค์กรชุมชนตำบลกับผู้นำ พร้อมการศึกษาดูงานในพื้นที่ๆมีการขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชน ที่ตำบลควนรู อ.รัตภุมิ จ.สงขลา ซึ่งได้รับการสนับสนุนการจัดประชุมและศึกษาดูงานจากพมจ.สุพรรณบุรีและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
วิวัฒน์ เจนชัย รายงาน |
|
สภาองค์กรชุมชน ต.ศรีสุข เน้นเศรษฐกิจพอเพียง จัดอบรมเกษตรกรต้นแบบรุ่นแรก |
|
สำนักงานการเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสุรินทร์ร่วมกับสภาองค์กรชุมชนตำบลศรีสุขจัดอบรมเชิงปฎิบัติการ โครงการชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง จังหวัดสุรินทร์ ให้กับเกษตรกรต้นแบบ ตำบลศรีสุข และ ตำบลตรวจ จำนวน 40 คน เมื่อวันที่ 3 -4 มิถุนายน 2553 ที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนตำบลศรีสุข
โครงการดังกล่าวได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสุรินทร์ เพื่อพัฒนาและปรับปรุงแปลงเกษตรให้เป็นศูนย์เพื่อการเรียนรู้ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้เกิดการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน โดยมีนายบุญมี สารสุข นายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีสุข และ สมศักดิ์ พลวัน เกษตรจังหวัดสุรินทร์ ร่วมพิธีเปิด โดยนายไมตรี พร้อมเพรียง ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลศรีสุข ระบุว่า ในพื้นที่ตำบลศรีสุข ประชากร 1,400 ครัวเรือนเป็นเกษตรที่ทำนาเป็นอาชีพหลัก
การอบรมในครั้งนี้มีการศึกษาและนำข้อมูลและเทคนิคใหม่ๆในการทำการเกษตรแบบปลอดสารพิษมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน นอกจากการรับความรู้ใหม่ใหม่ๆและฟังประสบการณ์จากเกษตรกรที่ทำจริงในพื้นที่แล้ว ยังมีการลงพื้นที่ดูงานของเพื่อนเกษตรกรที่เข้าอบรมด้วยกันทั้งที่กำลังเริ่มต้น และมีรูปธรรมที่ชัดเจน เป็นการเพิ่มพลังบวกให้กับผู้เข้าอบรมรายอื่นที่กำลังจะเริ่มเปลี่ยนมาทำเกษตรปราณีต สำหรับจุดที่สร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าอบรมในครั้งนี้คือกระบวนการทำก้อนจุลลินทรีย์เพื่อปรับสภาพดินและน้ำที่เรียกว่า “สูตรดินระเบิด”เป็นจุลลินทรีย์เพื่อปรับสภาพดินด้วยกระบวนการธรรมชาติ เพิ่มความสมบูรณ์ให้พื้นดินและผืนน้ำด้วยระบบการย่อยของจุลินทรีย์ในกระบวนการธรรมชาติ
 
 
อภิรักษ์ จันทะโยธา รายงาน
|
|
คณะอนุกรรมการสนับสนุนสภาองค์กรชุมชน หนุนขบวนองค์กรชุมชนปฏิรูปประเทศไทย |
|
เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๓ คณะอนุกรรมการสนับสนุนสภาองค์กรชุมชน ลงพื้นที่ศึกษาดูงานกลุ่มองค์กรสมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบลคลองเขิน จ.สมุทรสงคราม จำนวน ๔ กลุ่ม ประกอบด้วย ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีตำบลคลองเขิน กลุ่มแปรรูปน้ำตาลโตนด กลุ่มผลิตขนมหวาน และกลุ่มสวัสดิการชุมชน ในช่วงบ่ายเป็นการประชุมคณะอนุกรรมการสภาองค์กรชุมชน ครั้งที่ ๓/๒๕๕๓ ณ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลคลองเขิน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม
นางอุษา เทียนทอง ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลคลองเขิน กล่าวว่า ตำบลคลองเขินได้จดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ประกอบด้วย ๑๙ ชุมชน จำนวนสมาชิก ๓๙ คน ซึ่งกรรมการโดยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ภายหลังจากจดแจ้งได้เข้าร่วมกิจกรรมกับการพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ร่วมกับ สพม. และเชื่อมโยงสู่การขับเคลื่อนประชาธิปไตยชุมชน กิจกรรมที่ดำเนินการได้แก่ การจัดประชุมร่วมกันทุกวันที่ 19 ของทุกเดือน วาระการขับเคลื่อนได้แก่ การขับเคลื่อนการเมืองภาคพลเมือง สร้างต้นกล้าเยาวชนเพื่อทำหน้าที่แทนผู้ใหญ่ ส่งเสริมกลุ่มอาชีพแท้ๆ ให้กระจายเต็มทุกโซน หรือกลุ่มอาชีพ การส่งเสริมสวัสดิการชุมชนเพื่อต่อยอดกิจกรรมอื่นๆ เช่น นำผลกำไรมาสนับสนุนการดำเนินงานของกลุ่มอาชีพต่างๆ
นพ.อำพล จินดาวัฒนะ คณะอนุกรรมการสนับสนุนสภาองค์กรชุมชนและเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า การดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนที่ผ่านมาเป็นเพียงความเข้มแข็งในด้านการจดแจ้งจัดตั้ง แต่ในระดับการทำงานยังไม่มีความเข้มแข็งพอ คือการใช้สภาองค์กรชุมชนให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย นพ.อำพล กล่าวต่อว่า “สภาสภาองค์การชุมชนต้องประกอบด้วย คนที่มีบารมี หมายถึงคนที่มีจิตใจดี คิดดี เพื่อท้องถิ่น เป็นคนที่ตรงกันข้ามกับสภาผู้แทน สภาต้องมีบารมี แต่ไม่ใช่มีอำนาจ และมีคนที่มีความสามารถ มีความรู้ ในการจัดทำนโยบายสาธารณะ ต้องรู้เท่าทัน อปท. สามารถริเริ่มหรือจัดทำระบบข้อมูลอย่างเพียงพอ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีการจัดการความรู้ มีแต่นักพูดแต่ไม่มีคนที่คิดทันกับหน่วยงานต่างๆ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องไปอยู่ภายใต้หน่วยงานนั้นๆ” นพ.อำพลกล่าว
อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธานคณะอนุกรรมการฯ เสนอให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างคณะอนุกรรมการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยใช้ผู้แทนชุดเล็ก เพื่อหารือในการทำงานในช่วงต่อไป ประมาณ ๑๐ คนเพื่อหารือการทำงานร่วมกัน
สำหรับแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยนั้น ที่ประชุมได้เสนอให้เปลี่ยนเป็นชื่อจาก “สภาองค์กรชุมชนกับการปฏิรูปประเทศไทย” เป็น “ขบวนองค์กรชุมชนกับการปฏิรูปประเทศไทย” เพื่อให้ทุกขบวนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศ และเห็นควรให้จัดประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติ ในวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๓ เพื่อพิจารณาข้อเสนอแนวทางการปฏิรูปประเทศไทย ก่อนที่จะเสนอต่อรัฐบาล โดยมอบหมายให้แต่ละภาคประมวลเนื้อหารูปธรรมของการดำเนินงานสภาองค์กรชุมชนตำบล เพื่อจัดทำข้อเสนอต่อไป
ส่วนความคืบหน้าในการดำเนินการส่งเสริมการจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล ในปี ๒๕๕๓ มีการกำหนดเป้าหมายร่วมกันจำนวน ๑,๐๗๐ แห่ง ปัจจุบันได้มีการจดแจ้งจัดตั้งแล้วรวม ๑๑๘ แห่ง รวมสภาองค์กรชุมชนที่มีการจัดตั้งตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ถึงปัจจุบันจำนวน ๑,๖๙๑ แห่ง (ตำบล/เทศบาล) ตารางแสดงการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลรายภาค ปี ๒๕๕๑ – ๒๕๕๓
ภาค |
พื้นที่ อปท.ทั้งหมด |
สภาองค์กรชุมชนที่จัดตั้ง |
ชุมชนที่จดแจ้ง (กลุ่ม/องค์กร/เครือข่าย) |
สมาชิกสภาองค์กรชุมชน |
ปี 2551 |
ปี 2552 |
ปี 2553 |
รวม |
1.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ |
2,968 |
324 |
169 |
16 |
509 |
12,284 |
22,284 |
2.ภาคกลางบน/ตะวันตก |
1,456 |
223 |
136 |
14 |
376 |
7,905 |
11,621 |
3.ภาคใต้ |
1,264 |
190 |
110 |
34 |
334 |
5,726 | 9,060 |
4.ภาคเหนือ |
1,474 |
198 |
9 |
28 |
235 |
9,300 |
9,218 |
5.ภาคกรุงเทพฯ ปริมณฑลตะวันออก |
814 |
140 |
71 |
26 |
237 |
6,303 |
7,850 |
รวมทั้งหมด |
7,976 |
1,075 |
495 |
118 |
1,691 |
41,552 |
60,014 |
 

ดวงมณี เครื่องร้อน รายงาน |
|
|