ข่าวเด่่น
  หน้าแรกพอช. | ยุทธศาสตร์ | ข่าวเด่นและบทความ | พื้นที่รูปธรรม | ปฎิทินกิจกรรม | สื่อเผยแพร่ | สนง.ภาค | ติดต่อเรา | เพื่อนบ้าน | แผนที่เว็บไซต์
   
 
หน้าแรกสภาองค์กรชุมชน
รู้จักสภาองค์กรชุมชน
เอกสาร/ระเบียบการจดแจ้ง
ข่าวเด่น
ความคืบหน้าสภาองค์กรชุมชน
สื่อเผยแพร
กลไกสนับสนุนสภาองค์กรชุมชน
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ฐานข้อมูลสภาองค์กรชุมชน
 
   
<<  February 2012  >>
 Su  Mo  Tu  We  Th  Fr  Sa 
     1  2  3  4
  5  6  7  8  91011
12131415161718
19202122232425
26272829   
 
ภาคเหนือ
ภาคอีสาน
ภาคกลาง
ภาคใต้
กทม.และปริมณฑล
ภาคตะวันออก
ภาคตะวันตก
 

สภาพัฒนาการเมือง
 

 
 
 
ข่าวเด่่น
สภาองค์กรชุมชนตำบลคลองตะเคียน ตั้งกลไกคณะทำงานออกสตาร์ทพื้นที่นำร่อง ชุมชนท้องถิ่นจัดการภัยพิบัติ

      เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา สภาองค์กรชุมชนตำบลคลองตะเคียนร่วมกับสำนักงานปฏิบัติการภาคกลางตอนบนและตะวันตก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน     (องค์การมหาชน)     จัดประชุมหารือ แนวทางและข้อเสนอในระยะฟื้นฟู และแผนระยะยาวเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมที่เริ่มต้นจากชุมชนเอง ณ มัสยิดกุฎีช่อฟ้า ตำบลคลองตะเคียน อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ ๙๐ คน





     ว่าที่ร้อยตรี ไพซอล บุญรอด ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลคลองตะเคียน กล่าวสรุปถึงสถานการณ์ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ตำบลคลองตะเคียน และแนวทางข้อเสนอในการแก้ไขปัญหา โดยระบุว่า พื้นที่ตำบลคลองตะเคียน มีทั้งหมด ๑๓ หมู่บ้าน จำนวนประชากร ๔,๙๔๘ คน  ๘๑๔ หลังคาเรือนตามทะเบียนบ้าน ซึ่งมีครัวเรือนที่แท้จริง ๑,๒๐๐ ครัวเรือน โดยน้ำท่วมหมดทั้งพื้นที่ บ้านทุกหลังถูกน้ำท่วมถึงทั้งหมด ๑๓ หมู่บ้าน ซึ่งการช่วยเหลือผู้ประสบภัยต้องครอบคลุมทั้งครอบครัวที่มีทะเบียนบ้านและไม่มีทะเบียนบ้าน 

     และมีอีกบางส่วนที่มาเป็นผู้อาศัย เช่น บ้านเช่า แรงงานในโรงงาน หอพักนักเรียนนักศึกษา และผู้ตกสำรวจที่ไม่ได้นำมารวมในจำนวนประชากรที่มีอยู่ตามทะเบียนบ้าน ซึ่งมีประชากรบางครัวเรือนไม่มีทะเบียนบ้านหรือไม่ได้แยกที่อยู่อาศัยเป็นครอบครัวขยาย บางครัวเรือนอาจมี ๒-๓ ครอบครัว เมื่อคิดรายครอบครัวรวมไม่น้อยกว่า ๑,๒๐๐ ครอบครัว ที่สมควรได้รับการดูแลด้วยเช่นกัน

     นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้จัดการสำนักงานปฏิบัติการภาคกลางตอนบนและตะวันตก พอช. กล่าวว่า การจัดการกับปัญหาน้ำท่วมนั้น ชาวบ้านต้องลุกขึ้นมาจัดการตนเอง และชุมชนต้องเป็นแกนหลัก โดยอาศัยสภาองค์กรชุมชนคอยทำหน้าที่ในการประสานเชื่อมโยง ซึ่งบทบาทของภาครัฐและเอกชน รวมทั้ง พอช.ที่เป็นหน่วยงานภายนอกเป็นเพียงผู้สนับสนุน และในส่วนของ พอช.นั้น จะมุ่งส่งเสริมให้พี่น้องขบวนชุมชนมีความเข้มแข็งสามารถจัดการกับปัญหาทั้งในระยะฟื้นฟู และระยะยั่งยืนได้ด้วยตนเอง

     อย่างไรก็ตามจากการระดมความคิดเห็น ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งกลไกการทำงานของตำบล ซึ่งมีนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองตะเคียน เป็นประธานคณะทำงาน และมีกรรมการที่ประกอบด้วย ผู้ใหญ่บ้าน/ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนจำนวน ๑๓ คน ที่ปรึกษาประกอบด้วยผู้นำศาสนา ผู้อำนวยการโรงเรียน สาธารณสุข ช่าง อบต. ปลัด อบต. ประธานสภาองค์กรชุมชน และตัวแทนจากมัสยิด รวมทั้งหมดจำนวน ๑๗ คน

     รวมทั้งมีข้อสรุปเรื่องแผนการดำเนินงาน เพื่อการฟื้นฟูชุมชนหลังภัยพิบัติดังต่อไปนี้ ๑) การซ่อมแซมและก่อสร้างบ้านที่อยู่อาศัย ศาสนสถาน โรงเรียน โดยจัดหากองทุนให้กู้ยืม ๒) สนับสนุนการฟื้นฟูดอาชีพด้านต่างๆ เช่นเครื่องมือในการประกอบอาชีพ และจัดตั้งกองทุนหมุนเวียนให้กู้ยืมเพื่อการค้าขายและเกษตรกรรม พร้อมสนับสนุนในเรื่องความรู้ในการประกอบอาชีพด้วย ๓) การป้องกันปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว ในเบื้องต้นต้องจัดหาพื้นที่ส่วนกลางเพื่อรองรับคน สัตว์เลี้ยง และพาหนะ รวมถึงการออกข้อบัญญัติท้องถิ่นกำหนดให้ก่อสร้างบ้านใหม่ให้เป็น ๒ ชั้น และมีการสนับสนุนเรื่องการออกแบบบ้าน ประกอบกับการทำพนังกั้นน้ำบริเวณที่พักอาศัยตลอดชุมชนที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ๔) การคมนาคม ต้องมีการยกสะพานให้สูงเพื่อการสัญจรทางเรือ และขยายถนนเพื่อการสัญจร ๕) ต้องคำนึงถึงเรื่องการฟื้นฟูจิตใจ กับผู้ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้แผนการดำเนินการที่ได้ข้อสรุปในเบื้องต้น ให้คณะทำงานที่จัดตั้งขึ้นไปพิจารณาในรายละเอียดต่อไป

 

 
สภาองค์กรชุมชนตำบลบัวใหญ่บวชป่า สืบชะตา ต่อลมหายใจลำน้ำแหง

      ท่ามกลางกระแสธรรมชาติที่ผันแปร ภาวะโลกร้อน และวิกฤติภัยพิบัติต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ภาวะทางธรรมชาติเหล่านี้กำลังคืบคลานมาหามนุษย์ชาติอย่าง ช้าๆจึงเกิดกระแสการรณรงค์เพื่อลดภาวะโลกร้อนขึ้น และสภาองค์กรชุมชนตำบลบัวใหญ่ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่านจึงได้จัดงานบวชป่าสืบชะตาลำน้ำแหงเพื่อเป็นการรณรงค์ลดภาวะโลกร้อนและสืบชะตาลำน้ำแหงที่ เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของชุมชนด้วย เพื่อคืนชีวิตแห่งลำน้ำให้กลับคืนมาเหมือนเดิม



     เมื่อวันที่ ๒๖ – ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ซึ่งตรงกับวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา สภาองค์กร ชุมชนตำบลบัวใหญ่ได้ทำพิธีบวชป่าสืบชะตาลำน้ำแหง โดยใช้วิถีแห่งศาสนาพุทธที่ทุกคนยึดมั่นเป็นตัวเชื่อม โยง มีพิธีทางสงฆ์ การสวดชยันโต พรมน้ำมนต์และการให้คำปฏิญาณในชุมชนที่จะดูแลต้นไม้ที่ตนเองปลูกและ ไม่ล่าสัตว์ป่าในพื้นที่ โดยพิธีดังกล่าวมีการปลูกป่าจำนวน ๒,๐๐๐ ต้น ได้แก่ต้นประดู่ ต้นไผ่ ต้นเหียง ต้นมะไฟ จีน ซึ่งบริเวณที่ปลูกป่านั้นอยู่ต้นลำน้ำแหงและพิธีบวชป่าผืนใหญ่ภายใน ๘ หมู่บ้านโดยได้รับความร่วมมือจาก กศน. กรมการปกครองนาน้อย สภาวัฒนธรรมอำเภอ โรงเรียนชุมชนบ้านอ้อย  อุทยานแห่งชาติขุนสถาน

    ดุจเดือน ศรสีดา เยาวชนในพื้นที่ได้เปิดเผยถึงความรู้สึกว่า รู้สึกดีที่ได้ทำประโยชน์อะไรให้กับบ้าน เกิดของตนเองบ้าง เพราะปีนี้ลำน้ำแหงแห้งมาก อยากทำประโยชน์ให้บ้านเกิดมากกว่านี้ ซึ่งตนได้คิดกิจกรรมต่อยอดจากการปลูกป่าครั้งนี้คือ จะรวมตัวกันสร้างฝายชะลอน้ำที่ต้นลำน้ำแหง และร่วมกันรณรงค์ ไม่ให้คนในพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่าเพิ่มมากขึ้น โดยต้นไม้ที่ตนเองเลือกปลูกในครั้งนี้คือต้นมะไฟจีน เพราะมัน อร่อยและกินได้ และเมื่อต้นไม้นี้เติบโตขึ้นมาก็สามารถเป็นอาหารของสัตว์ป่าได้อีกด้วย





     ทางด้านนางศิริลักษณ์ คำชมพู นายกหญิงกาชาด บอกถึงแนวคิดในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ว่า อยากให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญของลำน้ำแหงและช่วยกันดูแลรักษาลำน้ำไม่ให้ป่วยไปมากกว่านี้ ซึ่งการจัดกิจกรรมครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายของนายอำเภอนาน้อยที่อยากจะฟื้นฟูลำน้ำแหงให้มีพื้นที่ชุ่มน้ำมากขึ้น อนุรักษ์ การปลูกต้นไม้ริมฝั่ง  เพื่อเรียกน้ำกลับคืนมาสู่ชุมชน และกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งในการปลุกกระแสคนในชุมชน ให้เกิดความรักและหวงแหนลำน้ำของตนและได้มีพิธีกรรมตามความเชื่อโดยการสาบานตนว่าใครไปทำร้ายลำ น้ำแหงก็อาจจะเกิดสิ่งไม่ดีกับตนเองและการลงมือปลูกต้นไม้ด้วยตนเองนั้นคนในชุมชนจะรู้สึกหวงแหน ผูกพันธ์ และจะช่วยกันดูแลต้นไม้ที่ตนเองปลูก ซึ่งเป็นการรณรงค์ให้ตระหนักถึงการดูแลรักษาป่าไม้ทางอ้อม อีกด้วย

 

    สำหรับผู้สนับสนุนพันธุ์กล้าไม้ต่างๆนายฉัตรชัย โยธาวุฒิหัวหน้าอุทยานแห่งชาติขุนสถาน ได้ กล่าวถึงปัญหาลำน้ำแหงว่า ส่วนใหญ่เกิดจากคน เมื่อคนเยอะขึ้นความต้องการในพื้นที่เกษตรกรรมก็เพิ่มมาก ขึ้นเสมือนเงาตามตัว มันเหมือนกับการเริ่มต้นตัดไม้เพื่อทำเกษตรกรรมและก็แผ่ขยายเพิ่มมากขึ้น เพราะคนไม่ ตระหนักถึงความสำคัญของลำน้ำ แต่เมื่อสภาองค์กรชุมชนตำบลบัวใหญ่เข้ามามีบทบาทในการรณรงค์ใน หลายๆครั้งที่ผ่านมา  ทำชาวบ้านในชุมชนก็เริ่มจะเข้าใจโดยใช้วิธีทำความเข้าใจในจุดเล็กๆก่อนและขยายผล ไปเรื่อยๆ สำหรับตนเองรู้สึกยินดีที่ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการรักษาทรัพยากรป่าไม้และต้นน้ำของ ตนเอง ซึ่งก็ตรงกับทางนโยบายของทางอุทยานอยู่แล้ว   คือเน้นการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนและดูแลรักษา ทรัพยากรร่วมกัน   เพราะหัวใจของการรักษาป่าคือคนชุมชนจะต้องรักป่าก่อนเพราะป่าใหญ่คือบ้านของเราทุกคน และเรื่องที่ชาวชุมชนรวมตัวกันขอขยายพื้นที่เขตอุทยานเพิ่มเติมนั้น ขึ้นอยู่กับชุมชนเจ้าของพื้นที่ เพราะ ไม่เคยปรากฏว่ามีพื้นที่ไหนขอขยายเขตอุทยานเพิ่มเลย มีที่นี่ที่เดียว แต่การของขยายเขตพื้นที่อุทยานนั้นคง ต้องจัดเวทีสาธารณะเพื่อทำความเข้าใจ ถ้าคนในชุมชนเห็นความสำคัญของการขยายเขตอุทยานเองตนเอง รู้สึกว่าเป็นเรื่องดีที่ชาวชุมชนเจ้าของพื้นที่ลุกขึ้นมาจัดการตนเอง สำหรับการแก้ปัญหาการทำไร่เลื่อนลอยนั้น จะมีโครงการหลวงเข้ามาช่วยและเมื่อคนในชุมชนมีโฉนดชุมชนก็จะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้มาก

     เมื่อคนในชุมชนตำบลบัวใหญ่ลุกขึ้นมาจัดการปัญหาในพื้นที่ด้วยตนเองเปรียบเสมือนการใช้ยารักษา โรคที่ตรงจุดโดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นตัวขับเคลื่อน ใช้วิธีร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผลประโยชน์ และร่วม รับผิดชอบ เป็นหนทางสู่การเปลี่ยนแปลงจากจุดเล็กๆในชุมชนและฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นไปสู่การจัดการตนเอง อย่างยั่งยืน

จิริยา เรืองฉาย   เรื่อง/ภาพ

 
พมจ.สุพรรณบุรีสนันสนุนการพัฒนาคุณภาพสภาองค์กรชุมชน

     เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2553 ที่ผ่านมา เครือข่ายองค์กรชุมชนในจ.สุพรรณบุรี  พัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์จังหวัดสุพรรณบุรี และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน จัดประชุมผู้นำสภาองค์กรชุมชนตำบล จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมศึกษาดูงานโดยมีผู้นำชุมชนเข้าร่วมกว่า 200 คน

      นายสุภัทร์  ศรีสุนทรพินิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า  ชุมชนเป็นกำลังหลักของการพัฒนาประเทศเพราะปัจจุบันในชุมชนหรือหมู่บ้านมีการรวมตัวกันของผู้รู้หรือนักปราชญ์  ช่วยทำงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่น   ซึ่งมีหน่วยงานท้องถิ่นช่วยสนับสนุนการทำงาน

       รองผู้ว่าฯ จ.สุพรรณบุรี กล่าวอีกว่า การขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชนจะเป็นตัวชี้วัดที่จะบอกว่าชุมชนจะพัฒนาไปในทิศทางใด    ที่สำคัญการที่เราจะนำพาหมู่บ้านไปสู่ความสุขเราต้องเข้าใจว่าเรา มีปัญหาอะไร มีทุนอะไร และจะช่วยกันแก้ปัญหาอย่างไร จะช่วยรักษาสมบัติของชุมชน คือ ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมไว้อย่างไร

     นายมานพ  สิงห์ดวง ผู้นำสภาองค์กรชุนตำบล กล่าวว่า สภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดสุพรรณบุรีมีการจดแจ้งจัดแล้ว 15 ตำบล  ซึ่งผู้นำชุมชนและผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ยังมีความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของสภาองค์กรชุมชนที่แตกต่างกัน  การประชุมในครั้งนี้จึงเป็นการให้ความรู้ความเข้าใจในบทบาทและภารกิจของสภาองค์กรชุมชนตำบลกับผู้นำ    พร้อมการศึกษาดูงานในพื้นที่ๆมีการขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชน  ที่ตำบลควนรู อ.รัตภุมิ จ.สงขลา   ซึ่งได้รับการสนับสนุนการจัดประชุมและศึกษาดูงานจากพมจ.สุพรรณบุรีและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน



วิวัฒน์  เจนชัย   รายงาน

 
สภาองค์กรชุมชน ต.ศรีสุข เน้นเศรษฐกิจพอเพียง จัดอบรมเกษตรกรต้นแบบรุ่นแรก

     สำนักงานการเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสุรินทร์ร่วมกับสภาองค์กรชุมชนตำบลศรีสุขจัดอบรมเชิงปฎิบัติการ โครงการชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง จังหวัดสุรินทร์  ให้กับเกษตรกรต้นแบบ ตำบลศรีสุข และ ตำบลตรวจ จำนวน 40 คน เมื่อวันที่ 3 -4 มิถุนายน 2553 ที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนตำบลศรีสุข

    โครงการดังกล่าวได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสุรินทร์ เพื่อพัฒนาและปรับปรุงแปลงเกษตรให้เป็นศูนย์เพื่อการเรียนรู้ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง   ให้เกิดการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน โดยมีนายบุญมี สารสุข นายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีสุข และ สมศักดิ์ พลวัน เกษตรจังหวัดสุรินทร์ ร่วมพิธีเปิด  โดยนายไมตรี พร้อมเพรียง ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลศรีสุข ระบุว่า ในพื้นที่ตำบลศรีสุข  ประชากร   1,400 ครัวเรือนเป็นเกษตรที่ทำนาเป็นอาชีพหลัก

     การอบรมในครั้งนี้มีการศึกษาและนำข้อมูลและเทคนิคใหม่ๆในการทำการเกษตรแบบปลอดสารพิษมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน     นอกจากการรับความรู้ใหม่ใหม่ๆและฟังประสบการณ์จากเกษตรกรที่ทำจริงในพื้นที่แล้ว    ยังมีการลงพื้นที่ดูงานของเพื่อนเกษตรกรที่เข้าอบรมด้วยกันทั้งที่กำลังเริ่มต้น และมีรูปธรรมที่ชัดเจน เป็นการเพิ่มพลังบวกให้กับผู้เข้าอบรมรายอื่นที่กำลังจะเริ่มเปลี่ยนมาทำเกษตรปราณีต สำหรับจุดที่สร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าอบรมในครั้งนี้คือกระบวนการทำก้อนจุลลินทรีย์เพื่อปรับสภาพดินและน้ำที่เรียกว่า “สูตรดินระเบิด”เป็นจุลลินทรีย์เพื่อปรับสภาพดินด้วยกระบวนการธรรมชาติ เพิ่มความสมบูรณ์ให้พื้นดินและผืนน้ำด้วยระบบการย่อยของจุลินทรีย์ในกระบวนการธรรมชาติ

 


อภิรักษ์ จันทะโยธา รายงาน

 
คณะอนุกรรมการสนับสนุนสภาองค์กรชุมชน หนุนขบวนองค์กรชุมชนปฏิรูปประเทศไทย

      เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๓  คณะอนุกรรมการสนับสนุนสภาองค์กรชุมชน ลงพื้นที่ศึกษาดูงานกลุ่มองค์กรสมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบลคลองเขิน จ.สมุทรสงคราม จำนวน ๔ กลุ่ม ประกอบด้วย  ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีตำบลคลองเขิน กลุ่มแปรรูปน้ำตาลโตนด กลุ่มผลิตขนมหวาน และกลุ่มสวัสดิการชุมชน ในช่วงบ่ายเป็นการประชุมคณะอนุกรรมการสภาองค์กรชุมชน ครั้งที่ ๓/๒๕๕๓ ณ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลคลองเขิน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม  





     นางอุษา เทียนทอง ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลคลองเขิน กล่าวว่า ตำบลคลองเขินได้จดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ประกอบด้วย ๑๙ ชุมชน จำนวนสมาชิก ๓๙ คน ซึ่งกรรมการโดยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ภายหลังจากจดแจ้งได้เข้าร่วมกิจกรรมกับการพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ร่วมกับ สพม. และเชื่อมโยงสู่การขับเคลื่อนประชาธิปไตยชุมชน กิจกรรมที่ดำเนินการได้แก่ การจัดประชุมร่วมกันทุกวันที่ 19 ของทุกเดือน วาระการขับเคลื่อนได้แก่ การขับเคลื่อนการเมืองภาคพลเมือง สร้างต้นกล้าเยาวชนเพื่อทำหน้าที่แทนผู้ใหญ่ ส่งเสริมกลุ่มอาชีพแท้ๆ ให้กระจายเต็มทุกโซน หรือกลุ่มอาชีพ การส่งเสริมสวัสดิการชุมชนเพื่อต่อยอดกิจกรรมอื่นๆ เช่น นำผลกำไรมาสนับสนุนการดำเนินงานของกลุ่มอาชีพต่างๆ

     นพ.อำพล จินดาวัฒนะ  คณะอนุกรรมการสนับสนุนสภาองค์กรชุมชนและเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า  การดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนที่ผ่านมาเป็นเพียงความเข้มแข็งในด้านการจดแจ้งจัดตั้ง  แต่ในระดับการทำงานยังไม่มีความเข้มแข็งพอ    คือการใช้สภาองค์กรชุมชนให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย  นพ.อำพล กล่าวต่อว่า          “สภาสภาองค์การชุมชนต้องประกอบด้วย คนที่มีบารมี หมายถึงคนที่มีจิตใจดี คิดดี เพื่อท้องถิ่น เป็นคนที่ตรงกันข้ามกับสภาผู้แทน สภาต้องมีบารมี แต่ไม่ใช่มีอำนาจ และมีคนที่มีความสามารถ มีความรู้ ในการจัดทำนโยบายสาธารณะ ต้องรู้เท่าทัน อปท. สามารถริเริ่มหรือจัดทำระบบข้อมูลอย่างเพียงพอ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีการจัดการความรู้ มีแต่นักพูดแต่ไม่มีคนที่คิดทันกับหน่วยงานต่างๆ   ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องไปอยู่ภายใต้หน่วยงานนั้นๆ” นพ.อำพลกล่าว

     อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธานคณะอนุกรรมการฯ เสนอให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างคณะอนุกรรมการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยใช้ผู้แทนชุดเล็ก เพื่อหารือในการทำงานในช่วงต่อไป ประมาณ ๑๐ คนเพื่อหารือการทำงานร่วมกัน  

     สำหรับแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยนั้น ที่ประชุมได้เสนอให้เปลี่ยนเป็นชื่อจาก “สภาองค์กรชุมชนกับการปฏิรูปประเทศไทย” เป็น “ขบวนองค์กรชุมชนกับการปฏิรูปประเทศไทย”พื่อให้ทุกขบวนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศ และเห็นควรให้จัดประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติ ในวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๓ เพื่อพิจารณาข้อเสนอแนวทางการปฏิรูปประเทศไทย ก่อนที่จะเสนอต่อรัฐบาล โดยมอบหมายให้แต่ละภาคประมวลเนื้อหารูปธรรมของการดำเนินงานสภาองค์กรชุมชนตำบล เพื่อจัดทำข้อเสนอต่อไป

      ส่วนความคืบหน้าในการดำเนินการส่งเสริมการจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล  ในปี ๒๕๕๓  มีการกำหนดเป้าหมายร่วมกันจำนวน ๑,๐๗๐ แห่ง  ปัจจุบันได้มีการจดแจ้งจัดตั้งแล้วรวม ๑๑๘ แห่ง รวมสภาองค์กรชุมชนที่มีการจัดตั้งตั้งแต่ปี ๒๕๕๑  ถึงปัจจุบันจำนวน  ๑,๖๙๑  แห่ง  (ตำบล/เทศบาล)

 ตารางแสดงการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลรายภาค ปี ๒๕๕๑ – ๒๕๕๓

 

ภาค 

พื้นที่ อปท.ทั้งหมด

สภาองค์กรชุมชนที่จัดตั้ง 

ชุมชนที่จดแจ้ง (กลุ่ม/องค์กร/เครือข่าย)

สมาชิกสภาองค์กรชุมชน

ปี 2551

ปี 2552

ปี 2553

รวม 

1.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

2,968

324

169

16

509

12,284

22,284

2.ภาคกลางบน/ตะวันตก

1,456

223

136

14

376

7,905

11,621

3.ภาคใต้

1,264

190

110

34

334

5,726

9,060

4.ภาคเหนือ

1,474

198

9

28

235

9,300

9,218

5.ภาคกรุงเทพฯ ปริมณฑลตะวันออก

814

140

71

26

237

6,303

7,850

รวมทั้งหมด 

7,976

1,075

495

118

1,691

41,552

60,014

ดวงมณี  เครื่องร้อน   รายงาน

 
 
 

 
 
     
   
     
 
 
     
 

     เพื่อให้การจดแจ้งการจัดตั้งชุมชนและการจดแจ้งการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 เป็นไปโดยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ เกิดผลลัพธ์ตาม เจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง สามารถจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ สร้างระบบประชาธิปไตย และระบบธรรมาภิบาลสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จึงได้จัดทำ ประกาศฯ เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ แบบการจดแจ้งการจัดตั้งชุมชนและการจดแจ้งการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล ตามพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551

รายละเอียดตามเอกสารและแบบฟอร์มที่สามารถดาวน์โหลดได้ตามรายการดังต่อไปนี้

ประกาศสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ แบบการจดแจ้งการจัดตั้งชุมชนและการจดแจ้งการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล ตามพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551

 

เอกสารการจัดตั้งชุมชน

แบบคำขอจดแจ้งการจัดตั้งชุมชน (แบบ จช.01)
แบบแสดงข้อมูลชุมชนกลุ่ม/ชุมชน (ชุมชนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ชุมชนอื่นในตำบล) (แบบ จช.02)
แบบรายงานมติของชุมชน (แบบ จช.03)
ใบรับการจดแจ้งการจัดตั้งชุมชน (แบบ จช.04)
บัญชีรายชื่อชุมชนที่ได้จดแจ้งการจัดตั้งชุมชน (แบบ จช.05)

เอกสารการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล

แบบคำขอจดแจ้งการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล (แบบ จส.01)
แบบแสดงข้อมูลสภาองค์กรชุมชนตำบล (แบบ จส.02)
ใบรับการจดแจ้งการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล (แบบ จส.03)
ใบรับรองคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบล (แบบ จส.04)
 
     
 
 
     
   
     

 

 


ส่วนสนับสนุนสภาองค์กรชุมชน
งานกฎหมาย สำนักผู้อำนวยการ
ส่วนประชาสัมพันธ์

912 ถ.นวมินทร์ คลองจั่น บางกะปิ กรุงเทพฯ 10240 โทร.02-378-8300-20

สนง.ปฏิบัติการภาคเหนือ
607 ถ.เจริญราษฎร์ ต.ฟ้าฮ่าม อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50000 โทรศัพท์./โทรสาร. 053-306-722

สนง.ปฏิบัติการภาคอีสาน
295 ม.13 ถ.ศูนย์ราชการ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000 โทร. 043-241-851-2 ต่อ 11 โทรสาร. 043-241-860-61

สนง.ปฏิบัติการภาคใต้
62/17-18 ถ.สี่แยกเอเชีย ต.เขาเจียก อ.เมือง จ.พัทลุง 93000 โทร. 074-611-980 โทรสาร. 074-617-559

สนง.ปฏิบัติการภาคกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคตะวันออก
912 ถ.นวมินทร์ คลองจั่น บางกะปิ กรุงเทพฯ 10240 โทร.02-378-8300-20

สนง.ปฏิบัติการภาคกลางบน และภาคตะวันตก
912 ถ.นวมินทร์ คลองจั่น บางกะปิ กรุงเทพฯ 10240 โทร.02-378-8300-20