playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

ระหว่างวันที่ 10 – 12 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่าน คณะทำงานพัฒนาผู้นำและเชื่อมโยงขบวนชุมชนภาคกลางและตะวันตก จัดเวทีพัฒนาศักยภาพผู้นำขบวนองค์กรชุมชนจังหวัด กลุ่มจังหวัดทองพรรณยา “กลไกทางยุทธศาสตร์ เพื่อพัฒนาจังหวัดเข้มแข็ง จัดการตนเอง” ซึ่งเป็นการจัดครั้งที่ 3 ต่อจากกลุ่มจังหวัด 3 บุรี และกลุ่มจังหวัดนครชัยธานี  รวม 9 จังหวัด มีผู้นำเข้ารับการอบรมแล้ว 80 คน  

SuphanBuri.62

กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศักยภาพของผู้นำชุมชนในภาคกลางและตะวันตก ปี 2562 โดยมีเป้าหมายการพัฒนาผู้นำชุมชนในระดับจังหวัดและผู้นำชุมชนในระดับพื้นที่ตำบล เพื่อให้เกิดความเชื่ออุดมการณ์งานพัฒนา เพิ่มจำนวนผู้นำชุมชนให้มากขึ้น วางโครงสร้างบทบาทการสนับสนุนงานให้เอื้อต่อพื้นที่ในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งจัดการตนเอง รวมถึงให้สามารถออกแบบทิศทางและประเด็นการพัฒนาด้วยตนเองที่สอดคล้องกับศักยภาพของชุมชน โดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงาน สามารถนำผลการเรียนรู้ที่ได้ไปปฏิบัติการได้จริงในพื้นที่ และมีระบบการดูแลกันเพื่อสร้างความอบอุ่นและเกิดความมั่นใจต่อการปฏิบัติงาน

Suphan Buri.62.jpg

กลุ่มเป้าหมายของผู้นำที่เข้าร่วมการพัฒนาศักยภาพในครั้งนี้ ประกอบด้วย ผู้นำขบวนองค์กรชุมชนจังหวัด ได้แก่ ผู้นำทางความคิด ผู้นำทางอุดมการณ์ กองเลขานุการขบวนองค์กรชุมชนจังหวัด รวมถึงผู้นำชุมชนอื่นในจังหวัดที่มีความพร้อมจะร่วมมือกันเพื่อพัฒนาจังหวัดตนเอง จังหวัดละ 6 คน ผู้นำสภาองค์กรชุมชนตำบลพื้นที่ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนการจัดทำแผนพัฒนาตำบล ที่มีความพร้อมจะเข้าร่วมขบวนพัฒนาจังหวัด จำนวน 4 คน รวมจังหวัดละ 10 คน โดยการออกแบบหลักสูตรและวิทยากรกระบวนการที่มาจากคณะทำงานพัฒนาศักยภาพผู้นำเอง อาทิ พระอมรมิตร คัมภีรธัมโม, นายปิยะ พวงสำลี, น.ส.วิภาศศิ ช้างทอง, นายเนตร ปิ่นแก้ว, นางจรรยา กลัดล้อม, นายปรัตถกร จันทน์ผา, นายชรินทร์ชัย สำเภาคล้ายมีศิลป์, นายณัฏฐชัย ไหมทอง และนายทองใบ สิงห์สีทา เป็นต้น

ส่วนหลักสูตรหรือกิจกรรมสำคัญของการอบรม ประกอบด้วย วันแรก เป็นการนำเข้าแนวคิด ความเข้าใจ “จังหวัดจัดการตนเอง” โดยการทบทวนแนวคิด “ทำไมชุมชนต้องจัดการตนเอง” ทบทวน “คุณลักษณะทีมแห่งการเรียนรู้” เรียนรู้จากเกม CP All, Strong Togetther, ทบทวนอุดมการณ์เพื่อสังคม พร้อมถอดบทเรียนจากเกม ถอดรหัสสำนึกรักบ้านเกิด วันที่สอง เจริญสติ “รู้จักโลกภายในก่อนรู้จักโลกภายนอก” แบ่งกลุ่มย่อยถอดบทเรียนขบวนจังหวัด วิเคราะห์ทีม ขบวน และต้นทุนความสำเร็จ เรียนรู้จากเกม “วาดฝันอุดมการณ์” “นับไม่ลำดับ เพื่อจัดการตนเอง” “ใจเขา ใจเรา” และ “สื่อสารด้วยใจ ไปให้ถึง” ปิดท้ายวันที่สองด้วยกิจกรรมฝึกทักษะการฟัง “เสียงจากหัวใจ” วันที่สาม นำเข้าหลักคิดการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อปรับขบวนสู่ทีมแห่งการเรียนรู้ และแบ่งกลุ่มย่อยออกแบบแผนยุทธศาสตร์ ปิดท้ายด้วยสรุปผลการจัดกิจกรรม และพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้เข้ารับการอบรม

การอบรมในหลักสูตรนี้จะเน้นการเรียนรู้ผ่านการทำกิจกรรมและเกมเป็นหลัก ซึ่งถือว่าเป็นการอบรมในรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิมที่มักจะเน้นการฟังบรรยายและการแบ่งกลุ่มย่อยเป็นหลัก ทั้งนี้ นายทองใบ สิงห์สีทา เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการชุมชนชำนาญการ สำนักงานภาคกลางและตะวันตก หนึ่งในคณะทำงานฯ กล่าวว่า “การอบรมในช่วง 2 – 3 วันนี้ เป็นการเรียนรู้ผ่านการทำกิจกรรมร่วมกัน เพราะจะช่วยทำให้ผู้นำจดจำได้ง่าย แทนการฟังบรรยาย ดู แล้วบันทึก ซึ่งพบว่าไม่ได้ผลเท่าที่ควร ครั้งนี้จึงได้ปรับรูปแบบการอบรมใหม่ วิทยากรไม่ได้ใช้ความรู้ของตนเองมาบรรยายเป็นหลัก แต่เป็นการเก็บประเด็นจากสิ่งที่ผู้เข้าร่วมได้สะท้อน แลกเปลี่ยน และกิจกรรมมาใช้ในการพัฒนา  

Suphan Buri.62_dd_resize.jpg

ในวันแรกได้เรียนรู้ผ่านเกม 2 เกม คือ เกม CP All ซึ่งย่อมาจาก Communities Protection For Allแปลได้ว่า “การปกป้องชุมชนเพื่อทุกคน” จากการทำกิจกรรมที่ผ่านมาจาก 2 กลุ่มจังหวัด พบว่ามีการใช้เวลาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เราค้นพบว่าเป็นเพราะมีผู้นำไม่ชัดเจนในการวางแผนนำทาง ซึ่งเมื่อย้อนมาดูขบวนจังหวัด ตำบลของเราเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่ ผู้นำที่ชัดเจนสามารถรู้ข้างบน รู้ลึกที่จะเห็นผลกระทบ ทิศทางที่จะรู้เท่าทัน ซึ่งจะเป็นการชวนผู้นำนึกย้อนไปดูพื้นที่ของตนเอง การใช้เวลามากเพราะขาดการฝึกซ้อม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น การทำงานพัฒนาก็เหมือนกันต้องมีการฝึกซ้อม ที่ทำไม่สำเร็จใช้เวลามาก เพราะฝึกซ้อมกันน้อย จากกิจกรรมที่ทำผู้ที่รับบทบาทเจ้าสัวมีพลังแรง มีความคล่องตัว ซึ่งหมายถึงสมรรถนะของภัยคุกคามที่ลงมาในพื้นที่ตำบล ชุมชนเรา ซึ่งภัยคุกคามนั้นมีหลายเรื่องหลายอย่าง มีทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น อาจจะมาผ่านนโยบายรัฐ ปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ นอกจากนี้ยังจะเห็นได้ว่าแม้ว่าจะมีการวางแผนการทำงาน แต่เวลาปฏิบัติจริงไม่ทำตามแผน เพราะมีปัจจัยต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง นึกย้อนดูขบวนจังหวัด กลุ่มองค์กร และสภาองค์กรชุมชนที่เราทำอยู่ มีการประชุม วางแผนอย่างดี แต่เวลาทำจริงไม่ได้ทำตามนั้น

เกมที่ 2 Strong Togetther หรือที่เรียกกันว่า “ทะเลพิษ” แสดงให้เห็นว่าทีมที่เข้มแข็งจะต้องมีโค้ช ซึ่งเป็นเสมือนผู้นำ คนที่จะเป็นโค้ชที่ทำให้คนอื่นในทีมมีความเชื่อมั่น จะต้องมีบุคลิกที่น่าสนใจ คือ เป็นคนที่ 1) อยู่เหนือผลประโยชน์ ไม่ได้มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง 2) อยู่เหนือความขัดแย้งของจังหวัด กลุ่ม และทีม 3) เป็นกลาง ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง จากการทำกิจกรรมเกมทะเลพิษ ผู้เข้าร่วมทำได้ดีเพราะมีการวางระบบคน จัดทีม เช่นเดียวกันถ้าจะให้กิจกรรมที่ทำสำเร็จบรรลุเป้าหมาย ชุมชนเข้มแข็ง ต้องวางตำแหน่งคนให้เหมาะสม สอดคล้องกับศักยภาพ ทั้งนี้ ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน และสมาชิกทุกคนเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกัน ดังนั้น ต้องไปคุยร่วมกันในขบวนองค์กรชุมชนในจังหวัดว่าพวกเราเห็นเป้าหมายร่วมกันชัดเจนหรือไม่ รวมถึงเรื่องการเสริมหนุน เสริมแรงการทำงานร่วมกัน”  

นายทองใบกล่าวเพิ่มเติมในตอนท้ายว่า ในการทำงานบางครั้งต้องมองนอกกรอบ จากกิจกรรมบางกลุ่มต่างมุ่งที่จะไปสู่ชัยชนะ แต่ไม่ได้มองรอบข้างว่าเป็นอย่างไร เช่นเดียวกับการทำงานที่ขบวนชุมชนมักไม่ได้มองภัยรอบข้าง จะทำให้ล้มทั้งตำบล ในการทำงานต้องมองหาเครือข่ายมาช่วยเสริมหนุน

Suphan Buri.62_dd.jpg

เช่นเดียวกันกับเกม “ใจเขา ใจเรา” (จับคู่ปิดตา 1 คน มีคนที่ไม่ได้ปิดตาเป็นผู้ดูแล) สิ่งที่ได้เรียนรู้จากเกม เช่น 1) เรื่องผู้นำ – ผู้ตาม ขบวนจังหวัดเติบโตมาจากผู้นำชุมชน ตำบล อย่างน้อยต้องมีรัศมีการมอง การวิเคราะห์ 3 ระดับ คือ การมองครอบครัวชุมชนตนเอง / ตำบล/ จังหวัด แต่ที่พบมีผู้นำหลายคนที่มาอยู่ระดับจังหวัด ยังมีรัศมีการมองอยู่เพียงแค่หมู่บ้านและตำบลของตนเอง 2) ผู้ตาม คือ ผู้ที่มองไม่เห็น หากผู้นำพาไปในที่ถูกต้องก็จะทำได้ถูก แต่หากพาไปในทางที่ไม่ถูกเพราะผู้นำก็มองไม่เห็นเหมือนกัน จะทำให้ไปไม่ถูกทาง เช่นเดียวกัน ผู้นำที่มองไม่เห็นกับชุมชนที่มองไม่เห็นจะทำอย่างไร ดังนั้น ขบวนจังหวัดที่จะเป็นทีมที่ยอดเยี่ยมต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มองได้รอบด้านจึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย 3) เรียนรู้ตนเอง ในแง่ดี คนที่ถูกปิดตาได้เรียนรู้ตนเอง ในทางตรงกันข้าม แต่ถ้าผู้นำหรือขบวนจังหวัดถูกปิดตาด้วยผลประโยชน์ อำนาจ จะไปกันใหญ่ ให้ย้อนคิดว่าการที่ขบวนเราเดินไปไม่ถึงไหน เป็นเพราะตอนนี้ขบวนจังหวัดหรือผู้นำเราถูกปิดตาหรือเปล่า 4) การทำงานเป็นทีม การให้เกียรติ ไม่ซ้ำเติม และการดูแลกัน สร้างความสุขให้แก่กัน เป็นวัฒนธรรมที่ดีงามของคนไทย อย่าเอาวัฒนธรรมอื่นที่ไม่ให้เกียรติกันมาทำลายกัน

พระอมรมิตร กล่าวเสริมเกี่ยวกับสิ่งที่ได้จากเกมนี้ว่า ในการดูแลหากผู้เดือดร้อนไม่ให้ความร่วมมือ หรือดื้อ เรียกร้องมาก ก็จะทำให้การทำงานยาก ต้องหาวิธีการต่างๆ มาจัดการ ซึ่งมีทั้งโอ้โลมปฏิโลม การดูแลจึงขึ้นอยู่กับจริตของแต่ละคน บางคนดูแลดี ดูแลตลอด บางคนไม่สนใจ ดังนั้น ขบวนแกนนำระดับจังหวัดต้องร่วมกันคิดว่าทำอย่างไรที่จะออกแบบการช่วยเหลือให้เหมาะสมกับปัญหา และความต้องการของผู้เดือดร้อน ทั้งนี้ต้องตระหนักว่า แต่ละที่จะมีปัญหาที่ไม่เหมือนกัน รูปแบบการช่วยเหลือที่หนึ่งอาจจะใช่ไม่ได้ในที่อื่น หากไม่รู้เขามากพอ การช่วยเหลืออาจจะไม่เป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด หรือแก้ปัญหาไม่ถูกที่

จากทั้ง 3 เกมที่ยกตัวอย่างมาจะเป็นบทเรียนสำคัญในการให้ผู้นำขบวนองค์กรชุมชนระดับจังหวัด นำไปปรับใช้ในพื้นที่ และออกแบบการพัฒนาทีมและชุมชนที่เข้มแข็งต่อไป

SuphanBuri.66666.jpg

นายปฏิภาณ จุมผา ผู้อำนวยการภาคกลางและตะวันตก กล่าวให้กำลังใจการพัฒนาศักยภาพของแกนนำว่า กระบวนการอบรมในครั้งนี้เป็นทั้งความหวัง เป้าหมายและยุทธศาสตร์ ด้วยอุดมการณ์ที่จะนำไปสู่ความเท่าเทียม ที่ผ่านมาประเทศไทยถูกพัฒนาจากบนสู่ล่างมาโดยตลอด ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ การพัฒนาประเทศขึ้นอยู่กับคนกลุ่มเดียว แต่ประชาชนในพื้นที่ไม่ได้ลุกขึ้นมาพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง เป็นได้เพียงแค่เครื่องมือของภาครัฐ จึงหวังการเปลี่ยนแปลงจากทีมที่จะลงไปปฏิบัติการในพื้นที่ร่วมเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนา เพราะเราคือนักยุทธศาสตร์ของจังหวัด เป็นกลไกในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของภาคประชาชน ถึงเวลาที่คนเล็กคนน้อยต้องลุกขึ้นมาจัดการตนเอง โดยใช้พลังของภาคประชาชนสร้างรูปธรรมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศ ฉะนั้น ชุมชนต้องเป็นหลักของการพัฒนาท้องถิ่น

ทั้งนี้ ตามแผนของคณะทำงานพัฒนาผู้นำฯ การพัฒนาผู้นำในหลักสูตรดังกล่าว จะมีการจัดขึ้นทั้งหมด 5 ครั้ง แบ่งแยกตามพื้นที่ปฏิบัติการของภาคที่แบ่งเป็น 5 กลุ่มจังหวัด ซึ่งยังคงเหลืออีก 2 กลุ่มจังหวัด มีเป้าหมายดำเนินการในช่วงเดือนหน้า ซึ่งคาดว่าหลังจากจัดครบแล้วจะมีผู้นำขบวนองค์กรชุมชนระดับจังหวัดที่มีความรู้ความเชื่อในอุดมการณ์การพัฒนาชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งสู่จัดการตนเอง เป็นนักปฏิบัติการชุมชนที่สามารถดำเนินงานพัฒนาชุมชนให้เกิดความเข้มแข็งได้อย่างต่อเนื่อง สามารถนำความรู้ ทักษะและประสบการณ์ที่ได้จากการเรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ตนเองได้ไม่น้อยกว่า 130 คน จากเดิมที่วางเป้าหมายไว้ที่ 160 คน

เรวดี  อุลิต / กมลรัตน์  สุตตสันต์  รายงาน

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter