playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

252059.jpg

ระหว่างวันที่ 15-17 กรกฎาคม 2561 มีการจัดทำหลักสูตรการขับเคลื่อนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ  ตามโครงการพัฒนาศักยภาพคนในขบวนองค์กรชุมชน  ณ โรงแรมราวดี  ถ.อ้อมค่ายวชิราวุธ ต.ปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช  มีผู้เข้าร่วมกว่า   60 คน  ประกอบด้วย  ผู้นำพื้นที่เรียนรู้  ผู้นำขบวนองค์กรชุมชน  นักวิชาการ นักกฎหมาย คณะทำงานพัฒนาคนในขบวน ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่พอช.

นายสมพร ใช้บางยาง ประธานคณะกรรมการ พอช. กล่าวเปิดพร้อมให้กำลังใจแก่ผู้เข้าร่วมว่า “เชื่อมั่นว่าทุกคนมีพลังต่างๆ มากมาย  หน้าที่ของพวกเราต้องทำหน้าที่เชื่อมโยง  แสวงหาความร่วมมือให้มากที่สุด ต้องมีความบริสุทธิ์ใจในการขับเคลื่อนงานเพื่อชุมชนอย่างแท้จริง” 

นายบรรจง  นะแส  ประธานหลักสูตรฯ  คาดหวังว่า  การนำเสนอบทเรียนและประสบการณ์จากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบครั้งนี้ จะสามารถจัดทำเป็นเล่มบทเรียนเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาประเด็นร้อนในพื้นที่ 

หลักสูตรการขับเคลื่อนในพื้นที่ที่ได้ผลกระทบครั้งนี้  มีผู้นำพื้นที่เรียนรู้ 8 พื้นที่ ร่วมนำเสนอบทเรียนและประสบการณ์การขับเคลื่อนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่  1)เหมืองทอง จ.พิจิตร  2) เหมืองแร่โปรแต๊ส จ.อุดรธานี 3)ท่าเรือเชฟรอน อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช   4)ท่าเรือน้ำลึกปากบารา อ.ละงู  จ.สตูล  5) โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ อ.เมือง จ.กระบี่  6) โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา อ.เทพา  จ.สงขลา  7) โรงแยกก๊าซและท่อส่งก๊าซไทยมาเลย์ อ.จะนะ จ.สงขลา 8) นโยบายทวงคืนผืนป่า/ การต่อสู้ ของขบวน P-MOVE  และมีการนำเสนอบทเรียน และประสบการณ์จากนักกฎหมายที่มีส่วนเข้ามาทำงานร่วมกับชุมชน  โดยมีรูปแบบการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ  ขอยกตัวอย่าง ดังนี้ 

กรณีเหมืองทอง  อยู่ในเขตรอยต่อ 3 จังหวัด พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์   ระยะหลังใช้รูปแบบการเคลื่อนไหวเชิงบวก  เน้น เรื่องการท่องเที่ยว  กลายเป็นเคมเปญของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เมืองต้องห้าม(พลาด)มีกิจกรรมการปั่นจักรยาน ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นในพื้นที่  มีการเก็บข้อมูลเรื่องรายได้ของชุมชน อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก พบว่าชุมชนมีรายได้จากการขายมะม่วงตามฤดูกาล กว่า 3,248 ล้านบาท มีคำกล่าวว่า “เนินมะปรางทองคำบนดิน”  มีการสร้างเครือข่ายพันธมิตร กำหนดเป็นยุทธศาสตร์หลักของการขับเคลื่อนงาน และร่วมเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องทั้งในและนอกพื้นที่   มีคำกล่าวจากผู้นำเสนอว่า “โลกเปลี่ยนไปมีเครื่องมือใหม่  เรายึดในหลักการเดิมแต่ต้องไม่ปฏิเสธวิธีการใหม่ๆ  ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง”

กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหิน อ.เมือง จ.กระบี่  มีบทเรียนที่สำคัญ เรื่องการบริหารจัดการขบวน  ความได้เปรียบของพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ทำให้มีการรวมตัวของ หอการค้า การท่องเที่ยว  “กระบี่ชนะไม่ได้หากสู้เฉพาะชาวประมง” งานวิชาการมีความสำคัญและส่งผลต่ออารมณ์สาธารณะ  การจัดทำข้อมูล การสื่อสาร การออกแบบกระบวนการสู้  และการลุกขึ้นมากำหนดอนาคตตนเอง

กรณีการต่อสู้ของขบวน P-MOVE  การขับเคลื่อนเรื่องที่ดินที่อยู่อาศัย  เรื่องทรัพยากรป่าไม้  สิ่งที่ทำอยู่ คือ การสรุปบทเรียนจากปัญหาที่ทำอยู่ โดยสรุปเป็นเรื่องปัญหาโครงสร้างกฎหมายและนโยบาย  มีถ้อยคำสำคัญที่ได้จาการแลกเปลี่ยน  “ที่ไหนมีการกดขี่ ที่นั่นมีการต่อสู้แน่นอน”   ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือความท้าทายกับกระบวนการยุติธรรม  ขอให้เชื่อว่า “หากวันนี้ยังสู้อยู่แสดงว่ายังไม่แพ้  หากยังสู้อยู่เชื่อว่าจะมีวันชนะ

ช่วงท้ายของหลักสูตร  ผู้เข้าร่วมได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงานใน 3 กรณี ได้แก่  การลุกขึ้นสู้ปกป้องชุมชน 1)กรณีท่าเรือเชฟรอน  2)กรณีปกป้องแหล่งทำการประมงของชุมชนอ่าวท่าศาลา และ3)กรณีร้านอาหารคนจับปลา 

284284.jpg

จากการนำเสนอบทเรียนและการแลกปลี่ยนสรุปบทเรียนร่วมในประเด็นสำคัญ ทำให้ได้รับทราบการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ ถึงแม้จะมีความแตกต่างหลากหลายทางบริบทพื้นที่  แต่มีบทเรียนการจัดตั้งองค์กร การเก็บรวบรวมข้อมูล  การสื่อสารต่อสาธารณะ  เพื่อการปกป้องสิทธิ์ชุมชน  รวมถึงการชุมนุม/การเดินขบวน  การยื่นข้อเสนอต่อหน่วยงาน  สุดท้ายบทเรียนกรณีการถูกดำเนินคดี  ซึ่งจะนำไปจัดทำเป็นเล่ม บทเรียนเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาประเด็นร้อนในพื้นที่  ตามความควาดหวังของประธานหลักสูตรและทีมงานต่อไป

รายงานโดย สำนักงานยุทธศาสตร์และเชื่อมโยงขบวนชุมชน

เครดิตภาพถ่าย ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter