playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

S__12018036.jpg

เมื่อเร็วๆนี้ เทศบาลเมืองหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้มีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาเมืองหัวหินผ่านการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย เพื่อเป็นการให้ข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วยงาน และภาคประชาชนที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนจากโครงการพัฒนารถไฟรางคู่ พร้อมทั้งหาแนวทางการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาผู้ได้รับผลกระทบร่วมกัน โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้แทน พมจ.    นายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน ปลัดอำเภอ พอช. ผู้แทนการรถไฟฯ บริษัทเอกชนที่ร่วมดำเนินการ และตัวแทนผู้เดือดร้อนในพื้นที่เข้าร่วมประมาณ 150 คน

นายธีรพันธ์ นันทกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า หัวหินมีการพัฒนาตามนโยบายรัฐ 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ การพัฒนารถไฟรางคู่ และการพัฒนาเรื่องที่อยู่อาศัย การจัดเวทีในครั้งนี้ ถือเป็นนิมิตรหมายสำคัญในการที่คนหัวหินจะหาแนวทาง ทิศทาง และวิธีการในการแก้ปัญหาร่วมกัน เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเกิดความมั่นคงผ่านการออกแบบเมืองและแก้ไขปัญหาร่วมกัน 

          “การรถไฟฯ มีโครงการที่เซนต์สัญญาช่วงนครปฐม – หัวหินไว้แล้ว โครงการขนาดใหญ่ย่อมมีผลกระทบ ซึ่งทุกฝ่ายต้องมาคุยกันว่าจะช่วยกันแก้ไขปรับปรุงได้อย่างไร โดยภาคราชการมีหน้าที่ในการแก้ปัญหาให้ผู้เดือดร้อนอยู่แล้ว  หากดำเนินการชนส่งระบบรางเสร็จจะส่งผลให้เมืองมีความเจริญ อนาคตของเมืองหัวหินจะต้องมีการหลั่งไหลเข้ามาของนักท่องเที่ยวและคนที่จะย้ายเข้ามาอยู่ในเมือง ต้องเตรียมตัววางแผนรองรับด้านต่างๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้น” รอง ผวจ.ประจวบฯ กล่าว 

นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นนโยบายของรัฐบาล และเป็นภาพรวมในการพัฒนาประเทศ จึงต้องมาพูดคุยกันอย่างจริงจังและจริงใจในการแก้ไขปัญหา เทศบาลจึงประสานหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาเข้าร่วม เพื่อช่วยกันหาทางออกว่าทำอย่างไรจึงจะเกิดการแก้ไขปัญหาเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ทั้งนี้ หน่วยงานที่เข้าร่วมไม่ควรมาเพื่อปกป้องหน่วยงานของตนเอง ปัจจุบันได้มีการขอใช้พื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหา แต่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง จึงให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแสดงความจริงใจในการแก้ปัญหา จะกล่าวหาว่าผู้บุกรุกกระทำผิดมานานแล้วเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหน่วยงานปล่อยปละละเลย”

นายธีรพงศ์ พร้อมพอชื่นบุญ ผู้อำนวยการสำนักงานภาคกลางและตะวันตก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. กล่าวว่า พอช. เป็นหน่วยงานที่ได้รับเชิญให้เข้ามาร่วมมือกันแก้ปัญหาร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วน เป้าหมายของการทำงานครั้งนี้ อยากให้ท้องที่ท้องถิ่นเข้ามาร่วมแก้ปัญหาเป็นหลัก พอช. เป็นหน่วยงานกลางในการเสริมหนุนการแก้ปัญหาของคนในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง โดยชาวบ้านต้องเป็นผู้คิดค้นและออกแบบการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย เพื่อให้เรื่องนี้เดินหน้าต่อไปได้ อาจจะต้องมีการสร้างกลไกหรือคณะกรรมการร่วมเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ในเมืองหัวหิน ดูเรื่องการทำข้อมูล ที่ดิน แผนการย้าย หรือว่าอยู่ที่เดิมได้แค่ไหน แล้วหาทางออกที่ไปถึงจุดเป้าหมายในรูปแบบของการปรึกษาหารือ จะทำให้เป็นเวทีของการหารืออย่างเป็นระบบได้อย่างไร โดยมีชาวบ้านเข้ามาอยู่ในวง

ขณะที่นายปัฐตพงษ์ บุญแก้ว ผู้ช่วยวิศวกรโครงการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่าหัวหินมีประชากรที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบประมาณ 2,000 กว่าครัวเรือน การขนส่งระบบรางจะต้องมีการกันเขตการเดินรถออกจากที่อยู่อาศัยซึ่งชุมชนหลายแห่งอยู่ในเขตดังกล่าวจึงต้องกันออก ส่วนการจ่ายค่าเยียวยาต้องเป็นไปตามระเบียบกรมบัญชีกลางและเป็นมาตรฐานเดียวกับพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ จึงมีให้แต่ค่ารื้อย้าย สำหรับแผนการก่อสร้างโดยรวมจะเริ่มในเดือนพฤศจิกายน แต่จะไปต่อรองให้เริ่มในเดือนธันวาคม 2561 ทั้งนี้ จะต้องไปหารือทำแผนร่วม ในบางพื้นที่เริ่มมีการขนวัสดุเข้าในพื้นที่ ซึ่งจะมีการประชาสัมพันธ์เป็นระยะๆ และเป็นการประชาสัมพันธ์แบบทั่วถึง  

ด้านนางภารณี สวัสดิรักษ์ นักวิชาการอิสระ กล่าวว่าในกรณีหัวหินเป็นกรณีที่ไม่ธรรมดา รัฐบาลมีการพัฒนาหลายเรื่อง ผลพวงที่เกิดจากการพัฒนาภาคเอกชนทำให้ที่ดินราคาแพง ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของรัฐบาล ดังนั้น การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบต้องแตกต่างจากที่อื่น และจะพูดแค่ปัญหาหัวหินไม่ได้ อย่าเพิ่งรื้อและอย่างเพิ่งไล่ เนื่องจากการแก้ไขปัญหาต้องใช้เวลา ซึ่งต้องดำเนินการพัฒนากลไกที่จะช่วยเหลือได้ ทั้งนี้ จะต้องมีการสำรวจว่าพื้นที่ระหว่างเส้นทางรถไฟรางคู่ และทุกสถานีมีพื้นที่ตรงไหนพัฒนาเป็นพื้นที่นำร่องตัวอย่าง ไม่ได้หมายถึงแต่เพียงพื้นที่โดยรอบสถานี แต่หมายถึงพื้นที่เชื่อมโยงกับโดยรอบ ดังนั้น นายอำเภอและนายกฯ ต้องหาข้อมูลกับผู้เดือดร้อนว่าหากอยู่ไม่ได้ในพื้นที่ 40 เมตร ต้องมีการพัฒนาเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพได้ และวิถีชีวิตไม่เปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก  

“การเยียวยาต้องมากกว่า การช่วยเหลือเป็นภารของกองทุนรัฐวิสาหกิจที่สามารถนำมาช่วยได้ นอกเหนือจากงบประมาณปกติของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งการช่วยเหลือจะคิดแบบเดิมไม่ได้ หัวหินเป็นพื้นที่ท้าทายและเป็นพื้นที่นำร่องในการส้รางโอกาสให้กับผู้ได้รับผลกระทบ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว หากผู้เดือดร้อนทั้ง 18 ชุมชน ทำงานร่วมกับหน่วยงานและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง จะทำให้การคลี่คลายปัญหาได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น” นักวิชาการอิสระกล่าว  

ในเวทีดังกล่าว ผู้ได้รับผลกระทบได้ยื่นข้อเสนอต่อหน่วยงานในพื้นที่ มีสาระสำคัญดังนี้

  1. ชาวบ้านต้องการเช่าพื้นที่การรถไฟระยะยาว หลังจากที่ดินเหลือไม่ได้ใช้ประโยชน์ในการดำเนินงานก่อสร้างรถไฟทางคู่
  2. ให้การรถไฟฯ /หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดหาที่ดินรองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ
  3. ต้องการจัดให้มีที่อยู่ เป็นที่ดินของรัฐให้เช่าราคาถูก และระยะยาว
  4. จัดทำข้อมูลสารสนเทศและผังที่อยู่อาศัยทุกครัวเรือน
  5. ผ่อนผันการรื้อถอนในพื้นที่การรถไฟ เพื่อจะได้มีเวลาหาที่อยู่ใหม่
  6. ให้ค่ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างตามความเหมาะสมและเป็นธรรม สามารถรื้อถอนได้ตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง และมีส่วนเหลือไปสมทบทุนในการสร้างที่อยู่ใหม่

โครงการก่อสร้างรถไฟรางคู่ช่วงนครปฐม – หัวหิน ระยะทางเรียบทางรถไฟ 13 กิโลเมตร โดยวัดเขตเวนคืนจากกึ่งกลางทางรถไฟฝั่งซ้าย – ขวา ฝั่งละ 40 เมตร สัญญาเริ่มเดือนกุมภาพันธ์ 2561 – มกราคม 2564 มีชุมชนในพื้นที่เมืองหัวหินได้รับผลกระทบ 18 ชุมชน ผู้เดือดร้อนประมาณ 1,800 ครัวเรือน

S__211738635.jpg

รายงานโดย เรวดี อุลิต สำนักงานภาคกลางและตะวันตก

 

 

  

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter