สรุปเวทีรับฟังความคิดเห็นการแก้ไข พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พบอุปสรรคเพราะสถานการณ์การเมืองปัจจุบันยังไม่เอื้ออำนวย
playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

DSC_0495_resize.JPG

พอช./ สรุปเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อการแก้ไขพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พศ.2551 พบอุปสรรคการแก้ไข พ.ร.บ.  เพราะสถานการณ์การเมืองปัจจุบันยังไม่เอื้ออำนวยต้องรอรัฐบาลใหม่  ขณะที่นักวิชาการแนะสภาฯ ไม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างที่แข็งแรง  แต่ควรมีรูปแบบที่สามารถเคลื่อนงานได้อย่างเป็นธรรมชาติ  ไม่เป็นทางการ  มีความยืดหยุ่นในการทำงาน  มุ่ งประสานความร่วมมือ  สร้างความสัมพันธ์กับภาคีต่างๆ

        นายทองใบ   สิงสีทา   ผู้จัดการสำนักเลขานุการสภาองค์กรชุมชน   สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  เปิดเผยถึงการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อการแก้ไขพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน  พ.ศ.2551  ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 8 พฤษภาคม 2561  ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม  โดยมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย  นักวิชาการ  นักกฎหมาย  ผู้นำสภาองค์กรชุมชน   และเจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) รวมทั้งสิ้น 23 คน   โดยมีสาระสำคัญดังนี้

           1.ด้านความคิดเห็นต่อระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยผู้ตรวจการเลือกตั้ง พ.ศ. 2561 ที่กำหนดให้ผู้แทนระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบลของจังหวัดนั้นเลือกกันเองหนึ่งคน  เป็นกรรมการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการเลือกตั้ง  ตามรายละเอียดในระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง หมวด 1 ผู้ตรวจการเลือกตั้ง ส่วนที่ 1 คณะกรรมการคัดเลือก ข้อ 5 (6) ที่ประชุมให้ความคิดเห็นต่อระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยผู้ตรวจการเลือกตั้ง พ.ศ. 2561 นี้  ระบุที่มาของผู้แทนระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบลไม่ชัดเจน  แตกต่างจากเมื่อครั้งการมีส่วนในการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้งในครั้งที่ผ่านมาที่ระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลเลือกกันเองครั้งล่าสุด   และผลจากการสอบถาม กกต. ได้แจ้งว่าให้เป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานสนับสนุนสภาองค์กรชุมชนที่จะกำหนดหลักเกณฑ์ในการส่งรายชื่อผู้แทนระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบลให้ กกต. และ กกต. จะมีหนังสือแจ้งสถาบันฯเพื่อให้ดำเนินการเรื่องนี้

ข้อคิดเห็นจากที่ประชุมสรุปว่า  ให้สถาบันฯ มีหนังสือแจ้งผู้แทนในระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบลที่เป็นผู้แทนเข้าร่วมประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลปี 2560 จังหวัดละ 2 คนทุกจังหวัด  ซึ่งเป็นบุคคลที่สภาองค์กรชุมชนตำบลได้คัดเลือกแล้วและยังอยู่ในวาระปัจุจบัน โดยให้ผู้แทนสองคนเลือกกันเองหนึ่งคนเพื่อไปเป็นกรรมการคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้ง  แล้วนำเสนอรายชื่อต่อสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ  เพื่อจัดส่งให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อไป

             นอกจากนี้ที่ประชุมได้นำเสนอเรื่องข้อจำกัดของการขับเคลื่อนงานที่ผ่านมาและด้านการบังคับใช้กฎหมาย พบว่า อุปสรรคของการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลในเขตกรุงเทพมหานครที่กำหนดให้จัดตั้งในระดับ “เขต” ซึ่งเทียบเท่ากับอำเภอซึ่งเป็นพื้นที่กว้าง  จำนวนชุมชนมาก  เป็นอุปสรรคต่อการจัดตั้งและการจัดประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบล  แทนที่จะเป็นการจัดตั้งในระดับ “แขวง”

             ภารกิจของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) มีเพิ่มมากขึ้นและต้องดำเนินงานตอบสนองนโยบายของกระทรวง พม.และรัฐบาลมากขึ้น

              ข้อจำกัดด้านงบประมาณสนับสนุนสภาองค์กรชุมชนตำบลของสถาบันฯ ลดลงเรื่อยๆ และสภาองค์กรชุมชนตำบลมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และจะจัดตั้งครบทุกพื้นที่ในปี 2562  สถาบันฯ ไม่สามารถกระจายการสนับสนุนงบประมาณได้ครบถ้วนทุกพื้นที่   จึงเป็นเรื่องยากที่จะสร้างความเข้มแข็งให้แก่สภาองค์กรชุมชนได้

              สภาองค์กรชุมชนมีบทบาทสำคัญด้านการพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง  เป็นการทำงานเชิงปฏิบัติการทางสังคมเพื่อพัฒนาอำนาจของประชาชนในการพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง  เมื่อชุมชนเข้มแข็งจะทำให้สังคมเข้มแข็ง  ระบบการเมืองดีขึ้น  เกิดความเป็นธรรมในสังคม   ดังนั้นหน่วยสนับสนุนจึงจำเป็นต้องแข็งแรงหรือเข้มแข็งพอ

              สภาองค์กรชุมชนตำบลไม่สามารถทำนิติกรรมได้  เช่น  การเป็นกรรมสิทธิ์ในที่ดินกรณีมีผู้บริจาคที่ดินให้เป็นที่ทำการ  การขอรับงบประมาณสนับสนุนจากแหล่งงบประมาณอื่น

              ภารกิจส่วนใหญ่ของสภาองค์กรชุมชนเป็นการให้ความคิดเห็น การปรึกษาหารือ ไม่มีอำนาจในการยับยั้งข้อพิพาทความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

              นายทองใบ กล่าวถึงการรวบรวมประเด็นเพื่อแก้ไขพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 โดยได้รวบรวมข้อคิดเห็นจากผู้นำสภาองค์กรชุมชนและเสนอเป็นมติของที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลมาแล้วกว่า 3 ปี  แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้สำเร็จ  โดยมีประเด็นสำคัญๆที่เสนอขอแก้ไข  เช่น

              การจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนในเขตกรุงเทพมหานคร  การมีสถานะเป็นนิติบุคคลของสภาองค์กรชุมชน  การสังกัดหน่วยงานสนับสนุนของสภาองค์กรชุมชน  สำนักงานสนับสนุนสภาองค์กรชุมชน เป็นต้น  ซึ่งในครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีที่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคมได้กำหนดให้การแก้ไขพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชนเป็นกิจกรรมหนึ่งในการปฏิรูประบบเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็ง  ทำให้มีความเป็นไปได้สูงต่อการแก้ไขพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน

              ส่วนความเห็นต่อการแก้ไขพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชนรายประเด็นสำคัญ   เช่น  การมีสถานะเป็น “นิติบุคคล” ของสภาองค์กรชุมชน  นักวิชาการมีความเห็นว่า   สภาองค์กรชุมชน  โดยภารกิจเป็นหน่วยหรือกลไกที่ไม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างที่แข็งแรง  สามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ  แต่ควรมีรูปแบบที่สามารถเคลื่อนงานได้อย่างเป็นธรรมชาติ  ไม่เป็นทางการ  มีความยืดหยุ่นในการทำงาน  มุ่งประสานความร่วมมือ  สร้างความสัมพันธ์กับภาคีต่าง ๆ ทำบทบาทในการเสนอแนะให้คำปรึกษาต่อการแก้ปัญหาต่าง ๆ ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและการพัฒนานโยบายสาธารณะ ดังนั้นผู้นำจึงต้องมีศักยภาพในการคิดวิเคราะห์และเท่าทันสถานการณ์ สามารถสร้างการเรียนรู้ให้แก่ชุมชนได้ และเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาท้องถิ่น

             “ดังนั้น  สภาองค์กรชุมชนจึงไม่ควรมีสถานะเป็นนิติบุคคล  แต่สำนักงานสนับสนุนต้องมีสถานะเป็นนิติบุคคล เนื่องจากสำนักงานสนับสนุนต้องทำนิติกรรม  รายงานบัญชีงบดุล  มีบทบาทศึกษา  วิจัยเพื่อพัฒนาความเข้มแข็งของสภาองค์กรชุมชน  รวมทั้งการติดตามประเมินผลเพื่อชี้แนะแนวทางแก่สภาองค์กรชุมชน” นายทองใบกล่าวถึงความเห็นของนักวิชาการ

                ส่วนประเด็นการสังกัดหน่วยงานสนับสนุนสภาองค์กรชุมชนนั้น   ที่ประชุมมีความคิดเห็น 2 ประการ คือ  1.การสังกัดภายใต้การสนับสนุนของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ  ต้องออกแบบความสัมพันธ์ใหม่ให้ชัดเจน เช่น การมีกรรมการบริหารสภาองค์กรชุมชนโดยตรงที่ไม่ขึ้นกับกรรมการบริหารสถาบัน  การเสนอแผนงบประมาณแยกกันกับสถาบันฯ   2.การสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมี 2 รูปแบบ คือ การสังกัดขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี  และการสังกัดกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี  เมื่อพิจารณาจากภารกิจของสภาองค์กรชุมชนแล้วที่มีภารกิจด้านการรวบรวมข้อเสนอแนะปัญหาหรือนโยบายสาธารณะต่อทุกกระทรวง  ถ้าสังกัดกับนายกรัฐมนตรีที่ต้องดูแลทุกกระทรวงอยู่แล้วน่าจะมีความเหมาะสมกว่า

DSC_0470_resize.JPG

               ด้านบทเฉพาะกาลของพระราชบัญญัติ ให้มีรายละเอียดในเรื่องต่างๆ ดังนี้  คือ  1.ต้องมีรายละเอียดแนวทางดำเนินการ  กรณีหนึ่งท้องถิ่นแต่จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลหลายพื้นที่  ให้สภาองค์กรชุมชนตำบลสามารถขับเคลื่อนงานต่อไปแม้จะมีคำสั่งให้ควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกิดขึ้น   2.การดำเนินงานในเขตกรุงเทพมหานคร  เมืองพัทยาหรือท้องถิ่นขนาดใหญ่อื่น ๆ ให้จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขึ้นในระดับ “แขวง” เพื่อให้สภาองค์กรชุมชนตำบลมีขอบเขตแคบลง

               ส่วนช่องทางการผลักดันการแก้ไขพระราชบัญญัติฯ  โดยสภาองค์กรชุมชน  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ และ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ต้องเห็นด้วยกัน  เพื่อร่วมกันผลักดันให้เกิดการแก้ไขพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน ซึ่งอาจจะต้องมีเวทีรับฟังความคิดเห็นร่วมกัน 3 ฝ่ายอีกครั้งเพื่อสร้างความเข้าใจให้ตรงกัน  ส่วนอีกช่องทางหนึ่งคือการเข้าชื่อ 10,000 รายชื่อเสนอกฎหมาย ซึ่งก็อาจจะทำควบคู่กันไป

               “สำหรับสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงนี้อาจจะไม่เอื้อต่อการเสนอเพื่อขอแก้ไขพระราชบัญญัติที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างอำนาจแก่ภาคประชาชน  จึงน่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะมีความเป็นไปได้มากกว่า ดังนั้นจึงจำเป็นต้องวิเคราะห์สถานการณ์ให้ดีก่อนดำเนินการแม้ว่าจะเป็นกิจกรรมหนึ่งในแผนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมก็ตาม”  นายทองใบกล่าวสรุปถึงความเป็นไปได้ในการแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับนี้

                สำหรับผลการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลตั้งแต่ปี 2551 ถึงเมษายน 2561  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ได้สนับสนุนการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลแล้วทั้งสิ้น 6,629 แห่ง   มีองค์กรชุมชนจดแจ้งทั้งสิ้น 137,922 องค์กร  ส่วนใหญ่เป็นองค์กรชุมชนด้านธุรกิจชุมชน  ด้านสวัสดิการชุมชน  และด้านการเงิน ตามลำดับ

DSC_0508_resize.JPGDSC_0502_resize.JPG

DSC_0467_resize.JPG

 

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter