การจัดการน้ำโดยระบบเหมืองฝายของชุมชน

  • PDF

บ้านห้วยอีค่าง ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่

 

“บ้าน ห้วยอีค่างได้ใช้ประโยชน์จากสายน้ำแม่เตียนเป็นหลักในการเพาะปลูก โดยใช้ระบบการจัดการน้ำโดยเหมืองฝายธรรมชาติที่สร้างจากไม้ไผ่เป็นหลักและมี หลายชุมชนที่ได้มาร่วมใช้ประโยชน์ และการดูแลรักษาเหมืองฝายร่วมกัน”

“เหมืองฝาย” คือ ระบบการผันน้ำเข้านาโดยฝายจะทำให้น้ำบริเวณนั้นตื้น และเปลี่ยนเส้นทางน้ำลงสู่ลำเหมืองซึ่งเป็นทางน้ำที่ขุดไว้เพื่อให้น้ำไหลไป สู่ที่นา

“บ้านห้วยอีค่าง” มี ระบบการจัดการน้ำโดยเหมืองฝายเป็นระยะเวลาช้านาน โดยเริ่มการสร้างฝายเพื่อการทำนา ได้เริ่มโดย “เชกากอง” เมื่อสองร้อยปีก่อนฝายที่สองได้สร้างขึ้นต่อมาเมื่อร้อยกว่าปีก่อนโดย “กาเล” และฝายที่สามซึ่งสร้างหลังสุด และสูงกว่าอีกสองฝายนั้น สร้างเมื่อ 60 กว่าปีก่อน โดยปอเล้ก และปัจจุบันยังคงมีการทำพิธีกรรมเลี้ยงผีฝายอยู่ โดยการสืบทอดผ่านทางลูกชาย คือนายติโพ แต่อีกสองฝายไม่ได้มีการประกอบพิธีกรรมมานานแล้ว เพราะการเลี้ยงผีฝาย ต้องสืบต่อกันเฉพาะตระกูล และห้ามผู้หญิงเป็นผู้ทำพิธี

ระบบการจัดการเหมืองฝาย ของบ้านห้วยอีค่าง ไม่มีข้อตกลงกฎระเบียบชัดเจนและไม่แบ่งผู้รับผิดชอบเป็นรายปัจเจก แต่ดำเนินการในลักษณะที่ผู้ร่วมใช้ประโยชน์ทุกคนจะรู้ว่าต้องทำอย่างไร โดยยึดถือหลักการแนวคิดร่วมกัน มีจิตสำนึกในการใช้การแบ่งปันและร่วมกันแก้ปัญหา และจะมีเพียงคนที่เป็นหลักในการทำพิธีกรรมและประสานงานเท่านั้น

มีพิธีกรรมเลี้ยงผีฝาย จะ ทำในทุก ๆ สามปีในช่วงเดือนเมษายน โดยจะมีแก่ฝาย (เจ้าของเหมือง) คือนายติโพ เป็นผู้ทำพิธี ซึ่งการทำพิธีกรรมนั้นเสมือนเป็นการสร้างกำลังใจแก่เกษตรกรเพื่อให้มีการ ร่วมกันรักษาน้ำที่เสมือนเป็นแม่ที่มีบุญคุณ รวมทั้งก็จะยิ่งสร้างความเคารพในธรรมชาติอยู่เสมอ

ประโยชน์จากเหมืองฝาย ได้เกิดการเกื้อกูลร่วมกันทั้งมนุษย์ ป่า พืช สัตว์ โดยความสัมพันธ์กัน ภายใต้วิถีการดำรงชีวิตแต่ละชีวิต ดังนี้

คน ในการตีฝายทุกปีคนทั้งในชุมชนและต่างชุมชนจะได้มาพบปะพูดคุยกันเพื่อช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

พืช การสร้างฝายจากไม้ไผ่และวัสดุในท้องถิ่นทำให้มีน้ำไหลซึมอยู่ตลอด แม้ในช่วงที่ต้องปิดฝายประกอบกับดินและต้นไม้ ที่อยู่ริมฝายจะยิ่งได้รับการปกปักษ์ เพื่อเป็นตัวป้องกันไม่ให้ฝายถล่มอีกที พืชพันธ์ริมน้ำจึงเจริญ อุดมสมบูรณ์อยู่ตลอดตามฤดูกาล

สัตว์ ลักษณะของฝายแบบธรรมชาตินั้น จะสามารถเป็นที่วางไข่ของปลาและสัตว์น้ำอื่น ๆ ได้เช่น ตะพาบน้ำ นาก เป็นต้น

ระบบเหมืองฝายธรรมชาตินั้น ไม่ใช่เป็นเพียงการจัดการน้ำหากยังเป็นเรื่องของวัฒนธรรม เป็นตัวสะท้อนภูมิปัญญาของวิถีชีวิต กระทั่งเป็นตัวหล่อหลอมรักษาจิตวิญญาณของชุมชน เพราะชุมชนยังคงมีอำนาจในการจัดการไม่ต้องพึ่งพารองบประมาณจากรัฐในการสร้าง และซ่อมแซม และได้สร้างสำนึกที่ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบและตระหนักรู้ รวมทั้งชุมชนยังคงมีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของผู้คนระดับรากฐานของความแข็งแกร่งในชุมชน ได้อย่างแท้จริง

การจัดการน้ำในระบบเหมืองฝายปรากฏขึ้นในภาคเหนือมากกว่า 700 ปี และมีพัฒนาการปรับตัวต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน ซึ่งกลายเป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนเกษตรกรรมของภาคเหนือ ซึ่งอิงอยู่กับฐานวิธีคิด 3 ประการ ที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน คือ

1) คุณค่าธรรมชาติ การมองธรรมชาติภายใต้คุณค่าเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ เป็นทุนทางสังคมที่ไม่อาจลดทอนลงมาเป็นเพียงแค่ทุนทางเศรษฐกิจ

2) การกำหนดสิทธิในการใช้ธรรมชาติ การจัดการธรรมชาติแบบระบบเหมือฝาย เป็นการตอกย้ำว่าทรัพยากรดิน น้ำ ป่า ไม่ใช่สิ่งที่ไร้เจ้าของครอบครองที่จะนำไปสู่การใช้แบบ มือใครยาวสาวได้สาวเอา

3) การจัดการองค์กรในการจัดการน้ำ เป็นการสร้างอำนาจและสร้างระบบองค์กรตามธรรมชาติของชุมชนน้ำ ซึ่งกล่าวได้ว่าการจัดการเหมืองฝาย เป็นองค์กรประชาธิปไตยชาวบ้าน

     การจัดการเช่นนี้สามารถสร้างความเป็นธรรมในการจัดการทรัพยากร บนพื้นฐานที่สอดคล้องกับความจำเป็นในการใช้ของชุมชน ซึ่งการจัดการน้ำโดยองค์กรชุมชนจะมีความแตกต่างกับการจัดการน้ำ โดยองค์กรรัฐที่แต่งตั้งขึ้นเปิดช่องให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม เพียงแค่การเป็นผู้ใช้น้ำและผู้จ่ายค่าน้ำเท่านั้น

ติดต่อเรา

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.2552 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)
912 ถนนนวมินทร์ แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 10240
โทร : 0-2378-8300-9 โทรสาร : 0-2378-8343  (แผนที่ตั้งสถาบันฯ)