วิถีพอเพียงคนสองฝั่งแม่น้ำนครนายก

  • PDF

วิถีพอเพียงคนสองฝั่งแม่น้ำนครนายก

สภาพทั่วไปของพื้นที่

ลุ่มน้ำนครนายกเป็นลุ่มน้ำสาขาหนึ่งของลุ่มน้ำบางปะกง เกิดจากการรวมตัวของลำห้วยสำคัญหลายสาย เช่น สาลิกา นางรอง ลำกระตุก ท่าด่าน และสมพุงใหญ่ มีต้นกำเนิดอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอบ้านนา อำเภอบางพลี และอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เนื้อที่ประมาณ 2,000 ตารางกิโลเมตร ไหลไปบรรจบกับแม่น้ำปราจีนบุรีเป็นแม่น้ำบางปะกง ที่อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา

ความเป็นมาของการอนุรักษ์แม่น้ำนครนายก

เมื่อครั้งอดีตแม่น้ำนครนายก เป็นหัวใจสำคัญต่อการดำรงอยู่ของชุมชนริมฝั่งแม่น้ำ เพราะมีความอุดมสมบูรณ์มาก เนื่องจากมีป่าต้นน้ำในป่าดงพญาเย็นกักเก็บน้ำทำให้มีน้ำตลอดทั้งปี ชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ได้ใช้น้ำในการทำมาหากิน มีอาหารธรรมชาติ ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลาและพืชผักหลากหลาย อีกทั้งยังเป็นเส้นทางการคมนาคม ค้าขายและแลกเปลี่ยนสินค้ามายาวนาน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2533 มีโรงงานผลิตสารฟอกสีมาตั้งริมแม่น้ำนครนายก และปล่อยน้ำเสียลงในแม่น้ำ ทำให้แม่น้ำเน่าเสียตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 เป็นต้นมา ส่งผลกระทบต่อวิถีชาวบ้านริมฝั่งแม่น้ำ ระบบนิเวศถูกทำลาย ทั้งพืชผักหลายชนิด และสัตว์หลายประเภท เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา ที่ตายเป็นแพเน่าไปทั้งสายน้ำ สร้างความเดือดร้อนต่อชาวบ้านริมสองฝั่งแม่น้ำ ยิ่งนานวันความเดือดร้อนได้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ชาวบ้านไม่สามารถประกอบอาชีพและใช้ประโยชน์จากลำน้ำได้ และถึงจุดวิกฤติในปี พ.ศ.2537 ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจึงรวมตัวกันเรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาช่วยแก้ไข และขอความร่วมมือจากกรมควบคุมมลพิษให้มาสอนวิธีการตรวจวัดคุณภาพน้ำ รวมทั้งการเจรจาต่อรองกับโรงงานที่เป็นต้นเหตุ แต่ก็ไม่ได้ผล ชาวบ้านใช้เวลากว่า 10 ปี ในการร้องเรียน และรณรงค์ให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญของสายน้ำ รวมทั้งให้ตระหนักในปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือ จนกระทั่งในปี พ.ศ.2547 จึงรวมตัวกันจัดตั้งเป็น “ชมรมคนรักษ์ลุ่มน้ำนครนายก” โดยมีแกนนำชุมชนเริ่มต้นจาก 6 ตำบล ใน 3 อำเภอ มาทำงานร่วมกัน และขยายเครือข่ายความร่วมมือให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้นทั้งลุ่มน้ำ

การดำเนินงานของ “ชมรมคนรักษ์ลุ่มน้ำนครนายก”

กิจกรรมที่ร่วมกันทำหลายอย่างด้วยกัน ได้แก่

1. การทำงานรณรงค์สร้างจิตสำนึกกับชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำ เช่น การทำเรือรณรงค์ ซึ่งเป็นเรือโบราณนั่งได้ 15คน ล่องไปตามลำน้ำนครนายก แล้วป่าวประกาศให้ชาวบ้านไม่ให้ทิ้งขยะมูลฝอยสิ่งปฏิกูลลงสู่แม่น้ำ โดยจะมีการรณรงค์กันทุกๆ เดือน ส่วนหน้าบ้านมีการเก็บกวาดและปลูกดอกไม้กันทุกหลังคาเรือนเพื่อสร้างระบบนิเวศในชุมชนให้มีชีวิตชีวา

2. กิจกรรมที่เชื่อมโยงกับการฟื้นฟู อนุรักษ์แม่น้ำ และทรัพยากรทางน้ำ ได้แก่

  • การตรวจวัดคุณภาพน้ำ โดยได้รับความร่วมมือจากกรมควบคุมมลพิษในการใช้เครื่องมือตรวจวัด นอกจากนี้ยังร่วมกันสร้าง “นักสืบสายน้ำ” ขึ้นมาเพื่อให้การศึกษาแก่ชาวบ้านโดยการสืบสวนความเปลี่ยนแปลงของสายน้ำ นำข้อมูลจริงที่ได้รับมาแก้ไขปัญหา
  • ทำเครื่องชุดดึงผักตบชวาขึ้นจากแม่น้ำนครนายก เพื่อกำจัดสิ่งกีดขวางการจราจรทางน้ำ ไปสู่การทำปุ๋ยหมักชีวภาพใส่นาข้าวอินทรีย์ เป็นการลด ละ เลิก สารเคมีการเกษตรในลุ่มน้ำนครนายก จนนำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนของชุมชนได้ในที่สุด
  • ทำเกษตรประณีตปลอดสารพิษบริเวณริมน้ำ ปลูกทุกอย่างที่อยากกินและกินทุกอย่างที่ปลูก มีผักสวนครัว ปลูกด้วยปุ๋ยอินทรีย์ไม่ใช้สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น สวนสมุนไพร
  • สร้างธนาคารปลา โดยใช้วัสดุที่เป็นกิ่งไม้ในชุมชนมาสร้างเป็นที่อาศัยให้ปลาไปตามแนวสายน้ำ ซึ่งทุกๆ ปีชาวบ้านจะช่วยกันซ่อมแซมส่วนที่เสียหายจากการพัดพาของกระแสน้ำ

3. งานด้านการสร้างเครือข่ายและขยายผลความร่วมมือ ได้แก่

  • การตั้งกลุ่มเยาวชนคนรักษ์ลุ่มน้ำนครนายก เพื่อสืบทอดวิถีชุมชนจากภูมิปัญญาของคนเฒ่าคนแก่และคอยเฝ้าระวังไม่ให้ใครมาทำลายสายน้ำซึ่งเป็นการสานต่องานของนักสืบสายน้ำ

     

  • การสืบชะตาและรับขวัญแม่น้ำนครนายก เพื่อให้เป็นกุศโลบายในการสร้างพลังสามัคคีของชาวบ้านและเครือข่ายชุมชนรักษ์ลุ่มน้ำนครนายก

     

  • แลกเปลี่ยนความรู้กับชุมชนในจังหวัดอื่นที่ตั้งอยู่ในลุ่มน้ำนครนายก จนเกิดกลุ่มกิจกรรมต่างๆหลายกลุ่ม โดยมีบ้านบางมงคล ตำบลบางอ้อ อำเภอบ้านนา เป็นต้นแบบในการคิดค้นการอนุรักษ์วิถีชุมชน และสามารถขยายผลออกสู่ชุมชนในสายน้ำเดียวกัน ตั้งแต่ชุมชนต้นน้ำวังกระโจม อำเภอเมือง ไปจนถึงปลายน้ำในเขตตำบลบางลูกเสือ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ได้เข้ามาเป็นเครือข่ายอนุรักษ์ระบบนิเวศตามสายน้ำร่วมกัน 

     

4. กิจกรรมต่อเนื่องจากการอนุรักษ์ ได้แก่ ทำศูนย์เรียนรู้เครื่องมือประมงพื้นบ้าน การทำเรือท่องเที่ยว และโฮมสเตย์ เป็นต้น

ผลที่เกิดขึ้นจากการอนุรักษ์ลุ่มน้ำนครนายก

จากปัญหาที่สะสมมา 14 ปี กับการรณรงค์และต่อสู้ของชุมชนริมแม่น้ำนครนายกในรูปแบบ “ชมรมคนรักษ์ลุ่มน้ำนครนายก” เกือบ 2 ปี (ไม่นับที่ต่อสู้แบบไม่เป็นกลุ่มองค์กร) ได้เกิดผลสำเร็จอย่างมหาศาล คือ

1. โรงงานที่เป็นต้นเหตุยอมปิดตัวเองลงเมื่อกลางปี พ.ศ.2548 ซึ่งเป็นข้อสรุปจากการตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อตรวจสอบ และมีข้อตกลงจากการดำเนินงานร่วมกัน และถือว่าเป็นผลงานจากการดำเนินงานของชมรมและเครือข่ายต่างๆ ที่ทำงานร่วมกัน

2. แม่น้ำนครนายกได้รับการฟื้นฟูให้มีสภาพที่สะอาด ใส และสวยงาม ไม่เกิดภาวะมลพิษทางน้ำต่อชุมชนอีก

3. ทรัพยากรทางน้ำ สัตว์น้ำต่างๆ เช่น ปลาแดง ปลาแขยง ปลายี่สก ปลาเคล้า กุ้งก้ามกรามน้ำจืด ปลาลิ้นหมาน้ำจืด กลับมาในแหล่งน้ำมากขึ้น ทำให้ชาวบ้านประกอบอาชีพประมงเล็กๆ ได้เหมือนเดิม โดยสามารถหาปลาได้วันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 20 กิโลกรัม และขายได้กิโลกรัมละ 20-30 บาท เกิดรายได้ประมาณ 9,000-12,000 บาท/คน/วัน ซึ่งมากกว่าเดิมหลายเท่า ช่วยแก้ปัญหาความยากจนและปัญหาทางเศรษฐกิจของชุมชนได้

4. ชุมชนมีความเข้มแข็ง มีความร่วมมือร่วมใจกันทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เกิดเครือข่ายความร่วมมืออย่างกว้างขวาง โดยมีแผนที่จะขยายความร่วมมือให้ครอบคลุมทั้งจังหวัด ใน 18 ตำบล 3 อำเภอ

5. มีการพัฒนาความรู้ความสามารถของชาวบ้านที่เป็นคณะทำงาน โดยเกิดแกนนำชุมชนทุกตำบล และสามารถเป็นวิทยากรได้

ที่มา : จากการสัมภาษณ์

  • นายธีรวัจน์ นามดวง เลขาธิการเครือข่ายชุมชนรักษ์ลุ่มน้ำนครนายก
  • นายสมบูรณ์ ต่อมตู้ ครูภูมิปัญญาด้านแพทย์แผนไทย
  • สิทธิชัย ธนูทอง ๓๘ หมู่ ๑๐ ต.ปลากด อ.องครักษ์ จ.นครนายก ๒๖๑๒๐

ติดต่อเรา

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.2552 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)
912 ถนนนวมินทร์ แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 10240
โทร : 0-2378-8300-9 โทรสาร : 0-2378-8343  (แผนที่ตั้งสถาบันฯ)