ชุมชนบ้านป่าผาก จังหวัดสุพรรณบุรี

  • PDF

เล่าขานการต่อสู้เรื่องที่ดินบ้านป่าผาก

ข้อมูลพื้นฐาน
     ชุมชนบ้านป่าผาก (ใบไผ่ผากมาก) หมู่ที่ 2 ตำบลวังยาว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี  เป็นชุมชนชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงดั้งเดิมที่อาศัยอยู่บริเวณนี้มาไม่ต่ำกว่า 250 ปี (พ.ศ.2384) ตามบันทึกของสุนทรภู่ ครั้งเมื่อบวชเป็นภิกษุอยู่ที่วัดเทพธิดาราม ชาวบ้านส่วนใหญ่นับถือประเพณี “ด้ายเหลือง” มีหัวหน้าประเพณีเรียกว่า “เจ้าวัด”   (นางซ่าเปริง งามยิ่ง) ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ชาวพุทธกระเหรี่ยงนับถือมา โดยมีข้อห้ามคือ ไม่เลี้ยงหมู ไก่ และไม่มีการขายสุราในหมู่บ้าน อาชีพส่วนใหญ่ทำไร่หมุนเวียน “ไร่ซาก” เป็นการฟื้นฟูสภาพดินให้ฟื้นตัวเองและรักษาสภาพป่าไว้ และมีการปลูกข้าวไว้บริโภคในครัวเรือน ดำรงวิถีชีวิตอย่างเรียบง่ายและสงบมาตลอด

พัฒนาการและผลกระทบจากการโครงการรัฐ
      ปี 2529          - 2530 บริษัทสุพรรณบุรีทำไม้ได้รับสัมปทานตัดไม้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าองค์พระ – เขาพุระกำ พื้นที่ประมาณ 610 กิโลเมตร ตั้งแต่ปี 2517 และการตัดไม้ได้เข้ามาถึงพื้นที่ป่าไม้รอบๆชุมชนปี 2529 ซึ่งพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ทำไร่หมุนเวียนมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ถูกสัมปทานตัดไม้จนพื้นที่เตียนโล่ง แต่ชาวบ้านก็ยังทำกินบริเวณนั้นต่อ  หลังจากนั้นกรมป่าไม้ได้สัมปทานให้บริษัทสุพรรณบุรีทำไม้ใช้พื้นที่บริเวณห้วยปิด้งปลูกป่าเศรษฐกิจ โดยผู้นำชุมชนได้แจ้งไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปไร่เหมือนอย่างแต่เดิม โดยบางครอบครัวก็ได้รับเงินชดเชยครอบครัวละ 2,000 บาท ส่งผลให้ชาวบ้านต้องย้ายพื้นที่ทำกินมาทางฝั่งตะวันตกของหมู่บ้านระยะห่างจากถนนประมาณ 2 กิโลเมตร บริเวณที่เป็นที่ตั้งของสถานีอาหารสัตว์สุพรรณบุรีและอ่างเก็บน้ำในปัจจุบัน (บริเวณห้วยพลู – ห้วยป่าผาก) จึงต้องไปขอแบ่งพื้นที่ทำกินจากเพื่อนบ้านมาทำไร่ข้าว

     ปี 2533 – 2536 หลังจากสัมปทานสิ้นสุดลง เริ่มมีคนพื้นราบเข้ามาตั้งถิ่นฐาน จับจองพื้นที่ทำกินเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าวโพด เป็นต้น และตัดไม้ที่เหลือไปขาย ซึ่งมีหน่วยพิทักษ์ป่าของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเข้ามาสร้างหน่วยที่ยอดห้วยป่าผาก แต่ชาวบ้านป่าผากไม่ยอมเซ็นชื่อรับรอง ทางหน่วยจึงใช้ชื่อว่า “หน่วยพิทักษ์ป่าบ้านกล้วย” แทน เพราะพื้นที่บริเวณดังกล่าวใกล้กับบริเวณที่ทำกินของชาวบ้านหลังจากสร้างหน่วยฯ แล้วชาวบ้านยังสามารถเข้าทำกินบริเวณดังกล่าวได้

     ปี 2537 – 2538 มีเจ้าหน้าที่ของรัฐมาออกเอกสาร สปก.4-98 ให้ชาวบ้าน โดยให้ชาวบ้านชี้จุดและเจ้าหน้านำหลักมาปักให้ 4 จุด เพื่อเป็นแนวเขต และได้แจ้งให้ชาวบ้านรีบทำพื้นที่ให้เตียนภายใน 1- 2 ปี หากไม่ดำเนินการตามนั้นก็จะยึดพื้นที่คืน ซึ่งมีชาวบ้านประมาณ 5 ราย เท่านั้นที่ได้ใบรับรองการทำประโยชน์ สปก.4-98

     ปี 2539 – 2540 เจ้าหน้าที่มาประสานกับผู้นำท้องที่ เพื่อแจ้งว่าจะมีการสร้างสถานีพัฒนาอาหารสัตว์สุพรรณบุรีขึ้น มีการปรับพื้นที่และปักรั้วลวดหนามเนื้อที่ทั้งหมด 1,300 ไร่ โดยบริเวณพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ชาวบ้านใช้ทำกินและตรงกับฤดูกาลเพราะปลูก แต่ทางการยังไม่สามารถหาที่ทำกินให้ชาวบ้านได้ ผู้ใหญ่บ้านบอกให้ชาวบ้านไปทำกินพื้นที่ไร่ซากเก่าก่อน ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำในปัจจุบัน หลังจากชาวบ้านเข้าไปทำกินแล้ว ก็มีเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าบ้านกล้วยเข้ามาขับไล่ไม่ให้ชาวบ้านใช้เป็นพื้นที่ทำกิน

     ปี 2541 วันที่ 30 กันยายน 2541 ประกาศเขตอุทยานแห่งชาติพุเตยครอบคลุมพื้นที่บ้านป่าผาก โดยก่อนที่จะมีการประกาศเขตฯ ทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้เมาพูดคุยกับชาวบ้าน หรือทำการสำรวจแนวเขตพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านไม่ทราบแนวเขตของอุทยานฯ อยู่ตรงไหน

     ปี 2542 – ปัจจุบัน ชาวบ้านได้มีการร้องเรียนไปยังศาลปกครองกลางเรื่องทุกข์ของชาวบ้าน  บ้านป่าผากกรณีไม่มีที่ดินทำกินและศาลได้รับเรื่องไว้ดำคดีตามขั้นตอน โดยช่วงนั้นชาวบ้านต้องแอบไปทำไร่ในพื้นที่ที่ทำกินเก่า บางส่วนต้องย้ายไปพึ่งพาอาศัยญาติพี่น้องที่จังหวัดกาญจนบุรีเพื่อทำไร่ข้าว ส่วนเด็กวัยรุ่นต้องออกจากชุมชนไปหางานทำในเมืองเพื่อส่งเงินมาให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับครอบครัว ซึ่งชาวบ้านบางส่วนที่มีที่ดินทำกินก็ขายที่ให้กับนายทุนเพื่อนำเงินมารักษาตัว และบางคนก็ถูกจับกุมกรณีเข้าไปถางไร่ก็ต้องขายที่ดินเพื่อนำเงินมาประกันและต่อสู้ในชั้นศาล

    ปี 2544 สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) ได้ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าใช้ประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (สปก.4-01)กับชาวบ้าน หมู่ 2 บ้านป่าผาก โดยชาวบ้านเชื้อสายกระเหรี่ยงได้รับเอกสารจำนวน 5 ราย ส่วนคนในพื้นราบได้รับเอกสารจำนวนมาก ทำให้มีการปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ปลูกผัก ส้ม เป็นต้น ส่งผลให้มีสารเคมีตกค้างชาวบ้านได้รับสารพิษสะสมอยู่ในเลือดและควรย้ายบ้านหนี

     ปี 2545 – 2547 กลุ่มสตรีกระเหรี่ยงบ้านป่าผากได้เข้าร่วมกิจกรรมทอผ้าย้อมสีธรรมชาติกับทางบ้านห้วยหินดำ หมู่ 6 ตำบลวังยาว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี และกลุ่มสตรีในชุมชนอื่นๆ โดยการสนับสนุนงบประมาณจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และศูนย์สงเคราะห์ชาวเขาอุทัยธานีให้การสนับสนุนงบประมาณและหาตลาดให้ โดยรายได้ที่ได้มาจากการจำหน่ายผ้าทอฯ ก็นำไปซื้อข้าวสารมาบริโภคในครัวเรือน  ในช่วงนี้ชาวบ้านได้เข้าไปปลูกข้าวในพื้นที่ไร่ซากเก่าของตนเอง ซึ่งถูกประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติพุเตย ทั้งยังถูกจับกุมจำนวน 13 ราย หลังจากได้มีการพูดคุยและทำความเข้าใจแล้วทางเจ้าหน้าที่จึงปล่อยตัวชาวบ้านกลับ แต่ต้องเผชิญกับภาวะฝนแล้งอย่างรุนแรงเก็บเกี่ยวผลิตได้เพียง 5 ถังข้าวเปลือกสำหรับ 13 ครอบครัว เท่านั้น

 

แผนที่แสดงการทำประโยชน์และผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการต่างๆ ของรัฐ



     จากสถานการณ์ที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงทำให้ชาวบ้านตั้งธนาคารข้าวขึ้นมา  เพื่อนำข้าวที่ได้จากการต่อสู้มานี้เป็นกองทุนสร้างขวัญและกำลังใจให้กับชาวบ้านและเพื่อเป็นเกียรติแก่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติที่ยอมปล่อยให้ชาวบ้านได้ทำไร่จนกระทั้งได้เก็บเกี่ยว

     ปี 2548 ชาวบ้านถูกเจ้าหน้าที่จับกุมในข้อหาแผ้วถางป่า และถูกดำเนินคดีในชั้นศาล จำนวน 1 ราย และชาวบ้านอีก 4 ราย ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานจับกุมขณะกำลังหยอดข้าว ซึ่งในช่วงนี้เริ่มมีหน่วยงานภาคนอกเข้ามาช่วยเหลือ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และ คณะสื่อมวลชน จัดให้มีการทอดผ้าป่าข้าวสารเพื่อช่วยเหลือ รับฟังปัญหาของชาวบ้าน โดยได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนเป็นอย่างมากโดยเฉพาะประเด็นสารเคมีซึ่งได้มีการนำเสนอข่าวสารออกไปอย่างแพร่หลาย แต่ชาวบ้านในพื้นที่เกิดความข้ดแย้งกับกลุ่มผู้ใช้สารเคมีในพื้นที่

     ปี 2549 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ประสานคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาความยากจนด้านที่ดินและหน่วยงานต่างที่เกี่ยวข้องประชุมเพื่อหาข้อสรุปในการแก้ไขปัญหาที่ดินกรณีบ้านป่าผาก ณ ห้องประชุมอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี

     ปี 2550 สภาองค์การบริหารส่วนตำบลวังยาว มีมติเห็นชอบให้ชาวบ้านบ้านป่าผากที่เดือดร้อนไม่มีที่ดินทำกินอันเป็นผลกระทบโครงการของรัฐขอเข้าใช้ประโยชน์ทำการเกษตรและอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าองค์พระ ป่าเขาห้วยพลู และป่าเขาพุระกำ

     ปี 2551 ชาวบ้านป่าผากทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เรื่องขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ

     ปี 2552 ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมชลประทานและกรมปศุสัตว์ เรื่องการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนกรณีราษฎรบ้านป่าผากที่ได้รับความเดือดร้อนไม่มีที่ดินทำกินเนื่องจากการดำเนินโครงการของรัฐทับที่ทำกินจำนวน 2 แปลง เนื้อที่รวม 106-0-52 ไร่ ซึ่งมีพื้นที่บางส่วนอยู่ในบริเวณที่กรมป่าไม้ประกาศกำหนดให้จังหวัดสุพรรณบุรี โดยกรมชลประทานเป็นผู้ดำเนินการใช้เพื่อก่อสร้างโครงการชลประทานขนาดเล็ก โครงการอ่างเก็บน้ำองค์พระ และกรมปศุสัตว์ก่อสร้างสถานีอาหารสัตว์สุพรรณบุรี ในท้องที่ตำบลวังยาว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี

     ในปัจจุบัน ชาวบ้านได้มีการทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับกรมป่าไม้ในการขอผ่อนผันการใช้พื้นที่ทำไร่ปลูกข้าวไว้บริโภคในครัวเรือน รวมทั้งสามารถประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ

รูปธรรมความสำเร็จและความภาคภูมิใจของชุมชน

      นับตั้งแต่ ปี 2529 – ปัจจุบัน ชาวบ้านบ้านป่าผากได้ต่อสู้แก้ไขปัญหาของชุมชนมาตลอด
ดังเช่นนางเสอะเยียเบ่อ งามยิ่ง หรือ นางยุพิน งามยิ่ง แกนนำกลุ่มผู้เดือดร้อนกล่าวว่า “การต่อสู้มาเป็นเวลากว่า 20 ปี นั้น ตนเองก็ไม่รู้ว่ามันเป็นเวรกรรมหรือจิตใต้สำนึกที่ต้องทำเรื่องนี้ ถึงแม้บางครั้งพี่น้องจะไม่เข้าใจ โกรธ หรือให้ความร่วมมือน้อยมาก ก็ไม่เสียใจ ทุกวันนี้จะทำสำเร็จหรือไม่ ก็ปล่อยวาง ใจเย็น ตั้งสติและมองถึงอนาคตของลูกหลานที่ต้องช่วยกันสร้าง จึงอยากให้พี่น้องมองย้อนกลับไปถึงสิ่งที่พวกเราทำว่ามีความคืบหน้าไปถึงไหน และอีกอย่างคือวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของพวกเรา ที่อยู่ร่วมกับป่าแบบพึ่งพาอาศัยกัน ณ วันนี้พวกเราไม่กลัวเจ้าหน้าที่ป่าไม้มาจับกุมเพราะได้มีการพูดคุยจนเข้าใจกันแล้ว แต่พวกเรากลับกลัวสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวที่มองไม่เห็นมากว่า”  และนายสนิท งามยิ่ง ผู้เดือดร้อนอีกท่านหนึ่งกล่าวว่า “การที่พวกเราต่อสู้มาถึงวันนี้เรายังไม่รู้ว่าจะได้ที่จริงหรือไม่ แต่ก็ยังดีกว่าพวกเราไม่ได้ทำอะไรเลย ”   

 

ทั้งนี้ ได้มีการร่วมต่อสู้แก้ไขปัญหา โดยเริ่มตั้งแต่การพูดคุยถึงปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโครงการของรัฐ ดังนี้

  1. เกิดประชุมพูดคุย ทำความความเข้าใจ ค้นหาปัญหา และแนวทางแก้ไขปัญหาโดยชุมชน
  2. เกิดการสำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อน ประวัติชุมชน การเข้ามาตั้งถิ่นฐาน การใช้ประโยชน์จากที่ดิน จำนวน 15 ครอบครัว 74 คน
  3. เกิดการทำแผนที่ทำมือ และกันแนวเขตในแผนที่ 1: 4000
  4. เกิดการพัฒนากลไกการทำงานและแผนพัฒนาแก้ไขปัญหาร่วมกันของผู้เดือดร้อนจากองค์ประกอบหลายภาคส่วน
  5. เกิดการผลักดันแนวทางและแผนการแก้ไขปัญหาเข้าสู่กระบวนการของภาครัฐ และส่วนท้องถิ่น
  6. เกิดรูปธรรมการแก้ไขปัญหาในเรื่องการจัดสรรที่ดินของรัฐให้ชุมชน จำนวน 15 ครอบครัว เนื้อที่ 106-0-52 ไร่

กฎระเบียบการใช้ที่ดินของชุมชนบ้านป่าผาก

1. ห้ามขายที่ดินให้กับบุคคลภายนอก
2. ห้ามมิให้บุคคลใดหรือครอบครัวใดยึดถือครองที่ดินในเขตพื้นที่ทำกินไร่หมุนเวียนเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัว
3. ให้มีการแบ่งปันพื้นที่ไร่ซากแก่สมาชิกในชุมชน สำหรับการทำไร่หมุนเวียนปลูกข้าวและพืชผักเพื่อการยังชีพอย่างเหมาะสม ซึ่งถือเป็นวิถีชีวิตที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ
4. การตัดไร่ซากบริเวณริมห้วยให้เว้นพืชพรรณธรรมชาติไว้เป็นแนวเขตรอบห้วยไม่น้อยกว่า  3 วา
5. ห้ามมิให้มีการทำไร่ในสภาพพื้นที่ที่เป็นสันเขาปันน้ำ (ยาลีไคลควอง) อันจะส่งผลกระทบต่อการสูญเสียสมดุลทางนิเวศน์ และการเสื่อมสภาพของทรัพยากรธรรมชาติ
6. ห้ามมิให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าที่ไม่เคยเป็นไร่ซากมาก่อนโดยเด็ดขาด
7. ห้ามมิให้มีการทำไร่ในบริเวณที่เป็นตาน้ำหรือแหล่งน้ำซับ ซึ่งจะส่องผลเสียต่อธรรมชาติและแหล่งน้ำ
8. สมาชิกทุกคนต้องเคารพและปฏิบัติตามมติที่ประชุมอย่างเคร่งครัด

กติกาการอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ร่วมกัน

พื้นที่อยู่อาศัย
1. พื้นที่สำหรับการปลูกสร้างบ้านเรือนไม่เกินครอบครัวละ  1 ไร่
2. ทุกครอบครัวต้องมีการปลูกพืชผักสวนครัว – ผลไม้ไว้บริโภคเอง
3. พื้นที่ที่มีจะใช้รองรับในการใช้ประโยชน์ให้แก่ผู้เดือดร้อนจริง (15 ครอบครัว) และกรณีจำเป็นต้องแบ่งปันเพิ่ม จะใช้วิธีการประชุมตัดสินใจร่วมกันเท่านั้น
4. การถือครองที่ดินใช้แบบกรรมสิทธิ์ร่วม
5. ต้องดูแลสภาพแวดล้อมภายในชุมชนร่วมกัน
6. ปฏิบัติตามหลักประเพณีและวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างเคร่งครัด
7. มีคณะกรรมการดูแล


พื้นที่ทำกิน
1. การทำไร่ใช้พื้นที่ไม่เกิน 5 ไร่ / ครอบครัว/ ปี
2. ไม่ไถพรวนดินในขณะทำการเพาะปลูก และทำไร่ในป่าแก่
3. ใช้วิถีการผลิตแบบดั้งเดิม อาศัยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (มีข้าวกิน) ไม่ใช้สารเคมี เน้นการเอื้ออาทร แบ่งปัน และตัดสินใจร่วมในการบริหารจัดการที่ดินทุกปี “แผ่นดินแห่งสัญญา เพื่อเป็นมรดกลูกหลานร่วมกัน ไม่เป็นของบุคคล”

ด้านการจัดการป่าใช้สอย

  1. กันเขตพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมในการทำกินไว้เป็นป่าใช้สอยของชุมชน
  2. ต้องมีการดูแลฟื้นฟูป่าร่วมกัน เช่น การป้องกันไฟป่า การปลุกต้นไม้เสริม เป็นต้น
  3. การใช้ประโยชน์จากป่าต้องผ่านข้อตกลงร่วมของชุมชนก่อน

     ทั้งนี้ ในกรณีที่สมาชิกไม่ปฏิบัติตามกฏระเบียบของชุมชน ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาและลงโทษตามที่ประชุมเห็นสมควร และผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกินต้องทำบัญชีครัวเรือนทุกครอบครัว”

บทบาทการหนุนเสริมจากหน่วยงาน/ภาคี

  1. สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สนับสนุนงบประมาณการแก้ไขปัญหาและผลักดันแผนงานให้ภาครัฐร่วมแก้ไขปัญหา
  2. มูลนิธิสืบนาคะเสถียร  เป็นองค์กรพี่เลี้ยงช่วยในการผลักดันการแก้ไขปัญหาร่วมกับชุมชนโดยตรง สนับสนุนด้านการสำรวจข้อมูลพื้นที่ แนวเขต และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  3. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นพี่เลี้ยงในการให้ความรู้ด้านกฎหมายและประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน
  4. สมาคมส่งเสริมสิทธิเสรีภาพประชาชน (สสส.) ให้คำแนะนำกับชาวบ้านในการรวบรวมข้อมูลผู้เดือดร้อน และประสานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
  5. องค์การบริหารส่วนตำบลวังยาว มีมติเห็นชอบในการขอใช้พื้นที่ทำประโยชน์
  6. ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี และหน่วยงานในจังหวัดสุพรรณบุรี ประสานความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชุมชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น อธิบดีกรมชลประทาน อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นต้น

 

แผนพัฒนาของชุมชน
1. จัดตั้งธนาคารข้าวเปลือก เพื่อให้ชาวบ้านที่ไม่มีที่ดินทำกินมายืมข้าวไปบริโภคก่อน และปีต่อไปถ้าสามารถทำนาได้จึงนำมาคืนกับธนาคาร การบริหารจัดการธนาคารคือ ยืมข้าวสารไป 1 ถัง ต้องนำข้าวเปลือกมาคืน 2 ถัง
2. จัดทำแปลงเกษตรอินทรีย์รวม เนื้อที่จำนวน 4 ไร่ โดยให้ผู้เดือดร้อนทุกคนหมุนเวียนสลับการใช้ประโยชน์ร่วมกัน

ติดต่อเรา

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.2552 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)
912 ถนนนวมินทร์ แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 10240
โทร : 0-2378-8300-9 โทรสาร : 0-2378-8343  (แผนที่ตั้งสถาบันฯ)