นโยบายโฉนดชุมชนในที่ดินของรัฐ ยังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในการแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินและบุกรุกที่ดินของรัฐซึ่งรูปแบบการถือครองกรรมสิทธิ์ร่วม “โฉนดชุมชน” ซึ่งได้ผ่านการศึกษาทางวิชาการและทดลองใช้มาในระดับหนึ่ง และได้ผลสำเร็จบางส่วน แต่ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวติดขัดด้วยปัญหาสำคัญ กล่าวคือ ปัจจุบันยังไม่มีกฎเกณฑ์ทางกฎหมายออกมารองรับอย่างจริงจัง จึงก่อให้เกิดความไม่มั่นคงในการดำเนินงาน และขาดองค์กรกลางที่เป็นเจ้าภาพหลัก ตลอดจนขาดการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการที่ชัดเจนในการดำเนินงานสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) ได้จัดงานรำลึก 9 ปี ปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน ณ บ้านไร่ดง-แม่อาว อ.ป่าซาง จ.ลำพูน เมื่อวันที่ 8-9 พฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมา มีการจัดเสวนา “โฉนดชุมชน กองทุนธนาคารที่ดินจะแก้ไขปัญหาความยากจนได้จริงเหรอ ? " โดยมีผู้เสวนาประกอบด้วย นายนิพนธ์ บุญญภัทโร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายดิเรก กองเงิน เครือข่ายปฎิรูปที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ นายประยงค์ ดอกลำไย เครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคเหนือ นายไพสิฐ พาณิชย์กุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบันทึกเทปโทรทัศน์ในรายการเวทีสาธารณะ (ทีวีไทย) ถึงทางออกในการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาว่าจะเป็นการจัดสรรที่ดินให้ชาวบ้านได้จริง หรือว่ากลับเป็นการเพิ่มภาระความสับสนก่อนที่ระเบียบโฉนดชุมชนจะออกมาให้ชุมชนได้ยื่นขอใช้สิทธิ์
นายไพสิฐ พาณิชย์กุล กล่าวว่า สิ่งสำคัญต้องมีการตั้งโจทย์ เรื่องการปฏิรูปที่ดินให้กับชาวบ้านมีความมั่นคง เพื่อรักษาที่ดินให้อยู่ยั่งยืนไม่ถูกขายทอด มีหลายนโยบายที่เห็นว่าดี จัดสรรที่ดินในพื้นที่ป่าแต่ต้องจัดสรรให้คนอยู่ด้วย แต่มีหลายนโยบายที่ถูกทักท้วง โดยเฉพาะจะเอาพื้นที่ราชพัสดุ จำนวน 1 ล้านไร่ มาแจกให้กับเกษตรกร อย่างที่พื้นที่ อ.หนองเสือ เป็นพื้นที่ชาวบ้านอยู่มาก่อน มีการถกเถียงกันว่ากำลังบีบเกษตรกรให้เข้าตาจน ได้กลายมาเป็นที่บุกรุกจำนวนมาก ราษฎรดูเหมือนว่าเป็นผู้บุกรุก และเสมือนว่ารัฐเอาที่ดินมาแจกให้ชาวบ้านเป็นการถูกต้อง
ส่วนที่คลองโยง จ.นครปฐม รัฐบาลได้ใช้นโยบาย มติครม.ปี 2513 มีกองทุนเช่าซื้อให้เกษตรกร แต่มติ ครม. ปี 2544 ได้ยกเลิก
"ที่ดินหนองเสือ ธัญญบุรี จ.ปทุมธานี และคลองโยง จ.นครปฐม จากที่เกษตรกรได้รับสิทธิ์ที่จ่ายที่ดินเช่าซื้อไปแล้ว แต่มาถูกมติครม.ปี 2544 ยกเลิกไป แล้วให้เป็นที่ราชพัสดุของรัฐ โดยที่เมื่อระบบอุตสาหกรรมเข้ามาจะเข้าไปซื้อที่ราชพัสดุที่ใดก็ได้ ทำให้ตกว่าที่ดินเหล่านี้ เมื่อรัฐบาลจัดสรรให้เกษตรกรผู้ยากไร้จะถูกขายทอดให้กับนายทุนอีกครั้ง" นายไพสิฐ กล่าว
นายไพสิฐ กล่าวว่า ที่ดินหนองเสือ ธัญญบุรี คลองโยง ต้องได้รับสิทธิชุมชน เป็นโฉนดชุมชนส่วนตัวเพื่อรักษาพื้นที่เกษตรกรรม ดังนั้นหากรัฐจัดสรรพื้นที่ป่าที่เป็นของรัฐให้กับชาวบ้าน ร่างโฉนดชุมชน จึงได้ลดทอนเรื่องราวลงมากมาย สิทธิของชาวบ้านต้องได้รับสิทธิก่อนตามกฏหมายรัฐธรรมนูญ ยกเว้นแต่ว่าเกษตรกรไม่มีที่ดินทำกินรัฐต้องไปจัดสรรที่ให้
ดังนั้นรัฐบาลต้องสะสางปัญหาที่ดินในแต่ละพื้นที่ ถ้าไม่จัดการให้ดีที่ดินเกษตรกรก็จะหลุดมือเป็นของนายทุน เพราะถ้าอยู่ในมือของรัฐเป็นที่ราชพัสดุเกษตรกรจะสู้ยาก ขอให้เครือข่ายปฏิรูปที่ดินกดดันไม่เอากฏหมายที่ราชพัสดุมาแก้ปัญหาที่ดิน เพราะโฉนดชุมชน จะเป็นปัญหาพันชาวบ้านรุงรัง ไม่รู้อีกกี่ปีจึงจะกลับมาแก้อีก
นายนิพนธ์ กล่าวว่า โฉนดชุมชนมีกฏหมายขึ้นมารองรับจะกลายเป็นรูปปกครองตนเอง ต้องมองแต่ละพื้นที่ เพราะปัญหาไม่เหมือนกัน เหมารวมไม่ได้ โดยเฉพาะพื้นที่ใดมีความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชน กรมป่าไม้ต้องตกลงและยอมถอย และคณะรัฐมนตรีก็ต้องดำเนินการได้ เพราะกฏหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 66, 67 และ85 คุ้มครองไว้ พื้นที่ อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี เป็นพื้นที่ป่าสงวน ที่นายทุนบุกรุกเมื่อปี 2528 มีนายทุนเช่าเป็นเวลา 15 ปี ครบสัญญาเช่าปลูกปาล์ม รัฐบาลต้องตัดสินใจให้ชัดเจน เมื่อรัฐประกาศเป็นพื้นที่สปก.แล้ว จะต้องขับไล่ให้นายทุนออกไป แต่นายทุนก็มีอิทธิพล ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งก็มีอิทธิพล จึงไม่มีใครแก้ปัญหาได้ ดังนั้นโฉนดชุมชน จึงต้องดูเป็นแต่ละพื้นที่ไป
"พื้นที่เอกชนต้องเปิดโอกาสให้ทำโฉนดชุมชน แต่ให้ชุมชนร้องขอยื่นเข้ามาหลังระเบียบสำนักนายกฯประกาศออกมา แต่ขณะนี้ยังเป็นร่างอยู่ จึงต้องรับฟังประชาชน และกระบวนการการมีส่วนร่วมที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ยังคงเห็นภาคประชาชนขับเคลื่อนมีข้อคิดเห็น แต่ตอนนี้ยังมีความสับสนมากมายที่ดินหนองเสือ ธัญญบุรีที่นายกฯไปแจกที่ดิน ก็ยังมีความสับสนอยู่" นายนิพนธ์กล่าว
นายประยงค์ ดอกลำใย กล่าวว่า รัฐบาลต้องออกกฏระเบียบชัดเจน และไม่มีกติกาไหนใช้ได้ 100% แต่วิตกว่ากฏระเบียบสำนักนายกฯออกมาปฏิบัติไม่ได้ เพราะหลักการไม่ชัดเจน เพราะหากหลักการชัดเจนกฏระเบียบต้องกลับมาดูที่เจตนารมย์ ดังนั้นหากไม่ชัดเจนทำให้สับสน จึงผลักดันโฉนดชุมชนยาก โฉนดชุมชนสะท้อนการกระจายอำนาจที่แท้จริง เพราะเป็นเรื่องวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ และการจัดการทรัพยากรของชุมชน
นายดิเรก กองเงิน กล่าวว่า ที่บ้านโป่ง อ.สันทราย จ. เชียงใหม่ ชาวบ้านได้ตั้งคณะกรรมการจัดการดูแล โดยสมาชิกของกลุ่มจะได้รับการจัดสรรที่ดินครอบครัวละ 2 ไร่ 1 งาน และมีการกำหนดระเบียบการใช้และการบริหารจัดการที่ดิน โดยมีวิธีคิดที่สำคัญ คือ นำเอาที่ดินออกจากระบบตลาด ห้ามซื้อขายที่ดินให้บุคคลภายนอก การเปลี่ยนแปลงการใช้ และการถือครองที่ดินต้องผ่านการพิจารณาโดยชุมชน ประสบการณ์การต่อสู้และบทเรียนของการสูญเสียที่ดินชุมชนในพื้นที่บ้านโป่ง ชาวบ้านกลุ่มปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนจึงได้สรุปบทเรียนความล้มเหลวที่เกิดขึ้น และเห็นว่าการจัดการที่ดินแบบปัจเจกของรัฐ รวมทั้งนโยบายการสนับสนุนให้ที่ดินเป็นสินค้า ล้วนแต่เป็นตัวเร่งที่ทำให้เกษตรกรรายย่อยขาดแคลนที่ดินทำกินเพิ่มขึ้นภายใต้วงจรเดิมๆ ที่ไม่สิ้นสุด บทเรียนดังกล่าวได้ก่อกำเนิดแนวความคิดการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนในรูปแบบ "โฉนดชุมชน" เพราะขบวนการต่อสู้ของชาวบ้านเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ซึ่งได้เสนอแนวคิดแก้ปัญหากับรัฐบาลชุดปัจจุบัน
นายดิเรก กล่าวต่อว่า โฉนดชุมชน ไม่ควรกำหนดเงื่อนระยะเวลารับรองเป็นโฉนดชุมชนที่กำหนดไว้ 25-30 ปี ขณะเดียวกัน การให้ประชาชนทำกิน 3 ปีก่อนออกโฉนดชุมชน ทำให้เกิดปัญหา หลายพื้นที่เจ้าพนักงานราชการไม่ยอมรับ และไม่ยอมให้ประชาชนเข้าไปทำกิน
ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง กล่าวว่า พื้นที่บ้านไร่ดง-แม่อาว อ.ป่าซาง จ.ลำพูน เดิมเป็น "ที่ดินหน้าหมู่ที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกัน" ต่อมาได้มีนายทุนมากว้านซื้อที่ดิน และนำที่ดินไปออกเอกสารสิทธิ แต่พอนายทุนเหล่านั้นนำที่ดินไปออกเอกสารสิทธิแล้วก็ไม่ได้นำที่ดินมาใช้ให้เป็นประโยชน์มากว่า 40 ปีแล้ว ยังมีข้อกังขาของชาวบ้านว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวมีการออกเอกสารสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในปี 2543 ชาวบ้านซึ่งไร้ที่ดินทำกินราว 282 ครัวเรือน จึงได้มีการรวมตัวกันเพื่อเข้าปฏิรูปที่ดินกันเอง ด้วยการบุกยึดที่ดินที่รกร้างว่างเปล่าดังกล่าวในพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 426 ไร่ ชาวบ้านจึงมองว่าหากรัฐบาลเตรียมจะประกาศออกระเบียบสำนักนายกฯออกมาว่าชุมชนจะได้ประโยชน์ในนโยบายโฉนดชุมชน และการถือครองที่ดินยังกระจุกตัวหรือกระจายการถือครอง
ที่ผ่านมาสมาชิกกลุ่มปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มแนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ (นกน.) และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ยื่นข้อเรียกร้องและเจรจากับผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในวันที่ 23 มกราคม 2544 ซึ่งต่อมาได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน ที่มีตัวแทนภาครัฐและชาวบ้านเพื่อพิจารณาปัญหา
คณะกรรมการมีมติว่าการออก น.ส. 3 ก. ทั้งหมด 31 แปลงออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยการใช้ "สค. บิน" กล่าวคือ นำใบ สค. 1 ที่ระบุพื้นที่แห่งหนึ่งไปใช้ออกโฉนดในพื้นที่อีกแห่งหนึ่ง และ "สค. เวียนเทียน" ใช้ สค. 1 แผ่นเดียวนำมาเป็นหลักฐานออกโฉนดหลายครั้ง แต่ยังไม่มีการเพิกถอน
รูปแบบการออกโฉนดชุมชนที่ใช้พลังชุมชนในการจัดการที่ดินของตัวเอง น่าจะเป็นทางออกเลือกที่เหลืออยู่ในขณะนี้ เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชนได้มีที่ทำกิน เป็นการขีดวงป้องกันมิให้การบุกรุกพื้นที่เกินขอบเขตที่เป็นอยู่จริง.


