Recommend Print

ภูมิปัญญาฝ่าวิกฤตที่แจ้ซ้อน

ภูมิปัญญาฝ่าวิกฤตที่แจ้ซ้อน

lumpang

ตำบลแจ้ซ้อน อำเภอเมืองปาน อยู่ห่างจากตัวจังหวัดลำปางประมาณ 80 กิโลเมตร สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเขาสลับพื้นราบ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 218.5 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ส่วนหนึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่วังฝั่งขวา และเขตอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ซึ่งมีบ่อน้ำแร่น้ำพุร้อน และน้ำตกแจ้ซ้อน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ในอดีตตำบล แจ้ซ้อนมีทรัพยากรป่าไม้ที่สมบูรณ์และมีสัตว์ป่าหลากหลายชนิด เช่น เสือ หมี เก้ง กวาง หมูป่า ช้าง ฯลฯ 

ในสมัยที่อาณาจักรมอญยังเรืองอำนาจเมื่อหลายร้อยปีก่อน อิทธิพลของมอญเคยแผ่มาถึงที่นี่ ประวัติศาสตร์หมู่บ้านที่เล่าต่อๆ กันมาระบุว่า ในอดีตมีการนำพระศพของเจ้าเมืองลำปางองค์หนึ่งมาฝังไว้บนภูเขาแถบนี้ มีข้าทาสบริพารจำนวนมากร่วมขบวนแห่พระศพ ชาวมอญที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้เคียงก็นำเอาข้าวปลาอาหารมาวางขาย แล้วนำเอาช้อนจำนวนมากมาแช่เพื่อล้างทำความสะอาดในลำน้ำมอญ ต่อมาจึงเรียกว่า “บ้านแช่ช้อน” และเรียกเพี้ยนเป็น “แจ้ซ้อน” มาถึงทุกวันนี้

ปัจุบันตำบลแจ้ซ้อนมีประชากรทั้งหมดประมาณ 7,300 คน ประกอบไปด้วยคนพื้นราบ และพี่น้องชนเผ่า เช่น ม้ง เย้า มูเซอ ฯลฯ ส่วนใหญ่ทำมาหากินด้านการเกษตร เช่น ทำนา ปลูกถั่วเหลือง ข้าวโพด ยาสูบ เมี่ยง กาแฟ กะหลํ่าปลี ลิ้นจี่ ลำใย ฯลฯ และมีอาชีพเสริม เช่น ทอผ้า จักสาน เพาะเห็ด นอกจากนี้ยังเลี้ยงวัว ควาย หมู ไก่ ไว้ใช้งานและบริโภคในครัวเรือน

ด้านกิจกรรมการพัฒนาชุมชนในตำบลแจ้ซ้อน เริ่มต้นขึ้นในปี 2530 ด้วยการรวมกลุ่มกันจัดตั้งกลุ่มสหกรณ์เครดิตยูเนียนขึ้นมา จากนั้นจึงได้มีกิจกรรมต่างๆ เกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย ทั้งกิจกรรมด้านอาชีพ การเกษตร ภูมิปัญญาพื้นบ้าน สวัสดิการชุมชน ฯลฯ เมื่อมีปัญหาก็สามารถใช้ความเข้มแข็งของชุมชนฝ่าวิกฤตมาได้ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจหรือภัยพิบัติจากธรรมชาติ ปัจจุบันมีกลุ่มกิจกรรมต่างๆ ภายในตำบลกว่า 50 กลุ่ม 7 เครือข่าย ขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันโดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเวที ถือเป็นตำบลต้นแบบอีกแห่งหนึ่งที่มีกิจกรรมการพัฒนาชุมชนที่หลากหลายและนำมาบูรณาการเชื่อมโยงกัน เป้าหมายเพื่อชุมชนที่เข้มแข็ง พึ่งพาตนเองและจัดการตนเองได้ในทุกๆ ด้าน


“ซื่อต่อกั๋น ปั๋นใจ๋ฮื้อ ถือหน้าที่ มีเมตต๋า ศรัทธาด้วยใจ๋”

ข้อความดังกล่าวข้างต้นนี้คือสำเนียงคำพูดแบบคนเมืองเหนือ ถ้าถอดความเป็นภาษากลางก็คือ “ซื่อสัตย์ เสียสละ รับผิดชอบ เห็นใจกัน วางใจกัน” ถือเป็นหลักการหรือ “จิตตารมณ์” ของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่สมาชิกทั่วโลกต้องยึดถือและพึงปฏิบัติ ซึ่งที่ตำบลแจ้ซ้อนได้ริเริ่มโดยอาจารย์สมยงค์ เตชะวงค์ ข้าราชการครู ได้นำแนวคิดนี้มาเผยแพร่ในช่วงปี 2530 วัตถุประสงค์เพื่อให้ชาวบ้านมีธนาคารเป็นของตัวเอง ยามเดือดร้อนก็กู้เงินไปลงทุนทำมาค้าขาย เป็นค่าการศึกษาของบุตรหลาน หรือใช้ฉุกเฉินยามเจ็บไข้ได้ป่วย ฯลฯ

เมื่อมีชาวบ้านให้ความสนใจ อาจารย์สมยงค์จึงประชุมเพื่อจัดตั้งสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2530 กำหนดให้สมาชิกถือหุ้นๆ ละ 10 บาท คนหนึ่งไม่เกิน 10 หุ้น มีสมาชิกเริ่มแรก 43 คน มีทุนเรือนหุ้น 1,300 บาท ในช่วงแรกสมาชิกที่จะขอกู้เงินได้จะต้องสมัครเป็นสมาชิกครบ 6 เดือนขึ้นไป กู้ฉุกเฉินได้ไม่เกิน 2,000 บาท ผ่อนชำระคืนเป็นงวดๆ ละ 500 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 12 บาทต่อปี สมาชิกใหม่ที่มีความสนใจสมัครจะต้องเข้ามาอบรมหลักการของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนให้เข้าใจเสียก่อน คือ “ซื่อสัตย์ เสียสละ รับผิดชอบ เห็นใจกัน วางใจกัน” เมื่ออบรมผ่านแล้วจึงจะสมัครได้ ไม่ใช่มุ่งหวังแต่จะกู้เงินเพียงอย่างเดียว

ด้วยการริเริ่มของแกนนำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชครู และมีประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ทำให้สหกรณ์ฯ ได้รับความเชื่อถือจากชาวบ้าน มีการขยายสมาชิกออกไป จากเริ่มต้นที่มีสมาชิกไม่ถึง 50 คน ก็ขยายกลายเป็น 100...200...300.... 400....500... ฯลฯ ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 1,343 คน มีเงินหมุนเวียนทั้งหมดประมาณ 20 ล้านบาท ให้สมาชิกกู้สามัญได้ไม่เกิน 3 เท่าของเงินสะสม หรือไม่เกิน 60,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 12 บาทต่อปี กู้พิเศษได้ไม่เกิน 10 เท่าของเงินสะสม หรือสูงสุดไม่เกิน 400,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 11 บาทต่อปี (ลดลงจากเดิม 1 บาท ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา เนื่องจากสหกรณ์ฯ มีฐานะการเงินที่มั่นคงมากขึ้น) และมีสวัสดิการต่างๆ ให้แก่สมาชิก เช่น หากสมาชิกที่กู้เงินไปแล้วเสียชีวิต สหกรณ์ก็จะยกหนี้ให้ (คุ้มครองจนถึงอายุ 69 ปี) นอกจากนี้ยังมีสวัสดิการด้านการศึกษาและฌาปนกิจ

“สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนของเราดำเนินการมาได้ต่อเนื่องกว่า 20 ปี เพราะสมาชิกมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน มีความเข้าใจระเบียบและหลักการของสหกรณ์ ก่อนจะคุยเรื่องเงิน ก็ต้องคุยเรื่องจิตตารมณ์ก่อน เมื่อเป็นสมาชิกกู้แล้วก็ต้องมีความรับผิดชอบ คือต้องชำระเงินคืนตามกำหนด ส่วนกรรมการก็ต้องมีความโปร่งใส มีความเข้มแข็ง ทำให้ชาวบ้านมีความศรัทธา เชื่อว่าเงินที่เขาเอามาฝากจะไม่หายไปไหน” อาจารย์สมยงค์ เตชะวงศ์ แกนนำในการจัดตั้งสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแจ้ซ้อน จำกัด กล่าว

กว่าจะมีอายุยืนยาวมาถึง 24 ปี สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ ก็ต้องผ่านประสบการณ์มาไม่น้อย โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในปี 2538-2540 ทำให้โรงงานที่เคยรับซื้อผลผลิตจากชาวบ้านต้องปิดตัวเองไปหลายราย ไม่ว่าจะเป็นโรงงานข้าวโพดหรือถั่วเหลืองชาวบ้านเมื่อขายผลผลิตไม่ได้จึงไม่มีเงินส่งสหกรณ์ฯ ทำให้ฐานะของสหกรณ์ซวนเซ จำนวนเงินที่สมาชิกค้างชำระในช่วงนั้นรวมกันทั้งหมดประมาณ 600,000 บาท

แต่ด้วยความเข้มแข็งของคณะกรรมการ ไม่มีใครยอมถอดใจเสียก่อน เมื่อชาวบ้านไม่มีเงินจะส่ง สหกรณ์ฯ ก็ต้องยอมผ่อนปรน ยืดระยะเวลาชำระหนี้ออกไป ไม่ใช้วิธีการฟ้องร้องตามกฎหมาย ถ้อยทีถ้อยอาศัย แบบพี่แบบน้อง ใครที่มีปัญหาก็มาปรึกษากับคณะกรรมการว่าจะแก้ไขกันอย่างไร โชคดีที่ว่าในตอนนั้นสหกรณฯ ดำเนินการมาได้เกือบจะครบ 10 ปีแล้ว จึงมีทุนเรือนหุ้นสะสมอยู่หลายล้านบาทถือเป็นฐานที่มั่นคง ทำให้สามารถฝ่าวิกฤตในครั้งนั้นมาได้ สมดังกับคำขวัญของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแจ้ซ้อนที่ว่า “ยามมีมาฝาก ยามยากมาถอน ยามเดือดร้อนมากู้ สวัสดิการมีอยู่มากมาย”


พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส สร้างอาชีพ สร้างรายได้เข้าสู่ชุมชน

ปราโมทย์ รุ่งเรือง อดีตข้าราชการครูหนึ่งในแกนนำของสหกรณ์ฯ กล่าวว่า จากวิกฤตเศรษฐกิจใช่วงปี 2540 ทำให้คณะกรรมการสหกรณ์ฯ รวมทั้งชาวบ้านได้กลับมาตั้งหลักและคิดทบทวนถึงปัญหาที่เกิดขึ้น มีการตั้งกลุ่ม “ชุมชนคนเมืองปาน” ขึ้นมา โดยการเอาตัวแทนแต่ละตำบลๆ ละ 5 คน มานั่งพูดคุยถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอำเภอ เพื่อร่วมกันหาทางแก้ไข โดยเฉพาะปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องปากท้องของชาวบ้าน ประกอบกับในขณะนั้นสำนักงานวิจัยส่วนท้องถิ่นได้มาสนับสนุนให้ชาวบ้านทำการศึกษาปัญหาเรื่องหนี้สินในชุมชน ชาวบ้านจึงร่วมกันสำรวจข้อมูลครัวเรือน ปัญหาเรื่องหนี้สิน ฯลฯ

“จากการสำรวจเราพบว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่มีหนี้สิน ทั้งหนี้นอกระบบ หนี้ ธกส. และหนี้สหกรณ์ฯ สาเหตุก็มาจากการเล่นหวย การปลูกบ้านหลังใหญ่ๆ โตๆ แข่งกัน การใช้เงินส่งลูกหลานเล่าเรียน เมื่อขายผลผลิตไม่ได้ หรือขายไม่ได้ราคา จึงทำให้เกิดปัญหาขาดเงินหมุนเวียน ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน เมื่อรู้เห็นปัญหาแล้ว เราก็มานั่งคุยกันว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เพื่อให้มีรายได้เพิ่มเติม ก็สรุปได้ว่าจะต้องสร้างอาชีพขึ้นมาใหม่ ไม่ต้องรอผลผลิตเป็นรายปีเหมือนแต่เดิม” อาจารย์ปราโมทย์พูดถึงการพลิกวิกฤตในครั้งนั้นให้เป็นโอกาส

ในช่วงปี 2541-2542 รัฐบาลในขณะนั้นได้มีโครงการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจชุมชน ทั่วประเทศ เนื่องจากมีคนตกงานต้องกลับถิ่นฐานไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน รัฐบาลไทยจึงได้ไปกู้ยืมเงินจากธนาคารโลกมาประมาณ 4,800 ล้านบาท เพื่อกระจายลงไปสู่ชุมชน เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ เรียกว่า “กองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม” ( Social Invesment Fund) หรือที่ชาวบ้านเรียกชื่อย่อว่า “ซิฟ” (SIF)

ตำบลต่างๆ ในอำเภอเมืองปานต่างก็ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ด้วย โดยเฉพาะที่ตำบลแจ้ซ้อน ชาวบ้านได้รับงบประมาณจากซิฟมา 250,000 บาท จึงนำมาลงทุนเพื่อตั้งกลุ่มประกอบอาชีพ ซึ่งประกอบไปด้วย กลุ่มทอผ้า กลุ่มนวดแผนไทย กลุ่มเพาะเห็ด ปลูกชา ฯลฯ โดยอาศัยต้นทุนที่มีอยู่เดิมในชุมชนมาป็นฐานในการตั้งกลุ่มอาชีพ เพราะในตำบลแจ้ซ้อนมีน้ำตกและมีบ่อน้ำแร่น้ำพุร้อนที่โด่งดัง นักท่องเที่ยวนิยมมานอนแช่น้ำร้อน การฝึกอาชีพนวดแผนไทยจะทำให้ชาวบ้านมีรายได้จากนักท่องเที่ยว การทอผ้าฝ้ายและตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ก็เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวบ้านอยู่แล้ว ส่วนการเพาะเห็ดหอม ปลูกชา ชาวบ้านก็ได้ไปศึกษาดูงานที่ดอยตุง จังหวัดเชียงราย เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นป่าเขาเหมือนกัน จึงน่าจะผลิตพืชผลที่ตลาดมีความต้องการได้

ลัดดา ปงกา ตัวแทนกลุ่มนวดแผนไทย เล่าว่า ในช่วงปี 2542 เมื่อได้รับเงินจากซิฟมา จึงมีการรวมกลุ่มคนที่สนใจจะทำอาชีพนวดได้จำนวน 53 คน ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน มาฝึกอบรมการนวดแผนไทยจนได้ใบรับรองแล้วจึงมานวดให้บริการนักท่องเที่ยว ซึ่งการแช่น้ำพุร้อนจะทำให้ร่างกายสดชื่น เมื่อได้รับการนวดตัวไปด้วยก็จะทำให้เลือดลมหมุนเวียนดีขึ้น ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และช่วยกระตุ้นฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้น เหมือนกับเป็นการชาร์จแบตเตอรี่ให้แก่ร่างกาย ทำให้ร่างกายสดชื่นแจ่มใส นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศจึงนิยมมานอนแช่น้ำร้อนและนวดตัว

“ช่วงฤดูท่องเที่ยวที่แจ้ซ้อนจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาวไปจนถึงเดือนเมษายน ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาประมาณ 100,000 คน ทำรายได้ให้แก่คนนวดเฉลี่ยวันละ 1,000 บาท ถือเป็นอาชีพที่ดี แม้จะไม่มีรายได้ตลอดปี แต่ก็ทำให้ได้อยู่ใกล้ครอบครัว ไม่ต้องไปทำงานไกลบ้าน ครอบครัวก็อบอุ่น เวลาว่างเราก็ทำอาชีพอื่นเสริม” ลัดดากล่าว

สุทธิพร บุตรปะสะ ตัวแทนกลุ่มอาชีพทอผ้าตำบลแจ้ซ้อน เล่าว่า เดิมมีการก่อตั้งกลุ่มมาตั้งแต่ปี 2539 เป็นกลุ่มทอผ้าฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ เริ่มแรกมีสมาชิก 25 คน แต่เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจกลุ่มจึงมีปัญหาทางการเงิน เมื่อได้รับเงินจากซิฟมา จึงนำมาขยายกลุ่ม ซื้ออุปกรณ์ต่างๆ มาเพิ่ม เช่น กี่ทอผา เส้นด้าย ฯลฯ สมาชิกเพิ่มเป็นกว่า 100 คน ต่อมาจึงได้แยกออกเป็น 3 กลุ่ม เพราะกลุ่มใหญ่ทำให้ดูแลสมาชิกไม่ทั่วถึง สมาชิกกลุ่มทอผ้าจะต้องออมเงินคนละ 120 บาทต่อปี เพื่อนำมาเป็นทุนหมุนเวียน และให้สมาชิกกู้ยืมไปซื้อวัสดุอุปกรณ์ ไม่เกินรายละ 2,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 1 บาท ชำระคืนภายใน 3-6 เดือน ปัจจุบันกลุ่มมีทุนหมุนเวียนประมาณ 50,000 บาท สมาชิกก็จะมีรายได้จากการผลิตและจำหน่ายเฉลี่ยคนละ 3,000-4,000 บาทต่อเดือน

“สินค้าของเรามีหลายชนิด ทั้งเสื้อผ้าผู้หญิง ผู้ชาย ผ้าปูโต๊ะ ผ้าม่าน กระเป๋า ย่าม ตุ๊กตา ฯลฯ นอกจากจะวางขายนักท่องเที่ยวแล้ว เรายังฝากขายที่ห้างบิ๊กซีลำปาง นำไปออกร้านตามงานแสดงสินค้าต่างๆ บางเจ้าก็สั่งซื้อผ้าฝ้ายของเราแล้วเอาไปขายที่สวนจตุจักร กรุงเทพฯ แม้รายได้จะไม่เยอะ แต่ก็พออยู่ได้ ทำให้ชาวบ้านมีอาชีพ มีรายได้” สุทธิพรกล่าว

กลุ่มอาชีพนวดแผนไทยและทอผ้าฝ้าย เป็นตัวอย่างของกลุ่มอาชีพที่เกิดจากการรวมตัวกันเพื่อแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจที่ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2540 และยังดำเนินการมาจนถึงทุกวันนี้ ปัจจุบันมีกลุ่มอาชีพต่างๆ ที่แตกขยายออกไปทุกหมู่บ้าน เช่น กลุ่มเพาะเห็ดหอม เห็ดนางฟ้า กลุ่มผลิตหมอนใบชา กลุ่มปลูกชา กลุ่มปลูกกาแฟ กลุ่มผลิตอาหารและน้ำผลไม้ กลุ่มผลิตข้าวกล้องหอมมะลิ กลุ่มทำดอกไม้แห้ง กลุ่มสมุนไพร กลุ่มเลี้ยงไก่พื้นเมือง กลุ่มน้ำพริกลาบ กลุ่มจักสาน กลุ่มแกะสลัก ฯลฯ รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 50 กลุ่ม จากทั้ง 12 หมู่บ้าน มีครัวเรือนที่ได้รับผลประโยชน์ประมาณ 2,000 ครอบครัว สมาชิกแต่ละรายจะมีรายได้ตั้งแต่ 3,000-5,000 บาทต่อเดือนหรือมากกว่านั้น

ปราโมทย์ รุ่งเรือง กล่าวเสริมว่า นับจากมีการตั้งกลุ่มอาชีพอย่างจริงจังในปี 2542 ส่งผลให้สมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแจ้ซ้อนมีรายได้เพิ่มขึ้นในแต่ละเดือน จนสามารถผ่อนเงินกู้และฝากเงินสะสมเข้าสหกรณ์ฯ ได้เป็นปกติ บางรายก็สามารถชำระหนี้เงินกู้ได้หมด ทำให้สหกรณ์ฯ มีฐานะการเงินมั่นคง ต่อมาในเดือนธันวาคม 2545 จึงมีการรวบรวมกลุ่มองค์กรการเงินและกลุ่มอาชีพในอำเภอเมืองปานจำนวน 14 กลุ่ม เพื่อจัดตั้งเป็นเครือข่ายขึ้นมา ใช้ชื่อว่า “เครือข่ายออมทรัพย์เพื่อการประกอบอาชีพอำเภอเมืองปาน” และมีการกู้เงินจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.จำนวน 2 ล้านบาท เพื่อให้กลุ่มต่างๆ กู้ยืมไปเป็นทุนหมุนเวียนประกอบอาชีพ


ฝ่าวิกฤต “ดอมเรย” บทพิสูจน์ความเข้มแข็งของคนแจ้ซ้อน

แม้ว่าชาวตำบลแจ้ซ้อนจะผ่านวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงปี 2540 มาแล้ว แต่สำหรับวิกฤตจากภัยธรรมชาติโดยเฉพาะภัยจากน้ำท่วมฉับพลันถือเป็นสิ่งที่ท้าทายชาวแจ้ซ้อนมาก โดยเฉพาะในช่วงปลายเดือนกันยายน 2548 พายุไต้ฝุ่น “ดอมเรย” จากทะเลจีนใต้ได้พัดผ่านเข้ามายังภาคเหนือของประเทศไทย หลายจังหวัดได้รับความเสียหาย น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมหมู่บ้าน โดยเฉพาะที่จังหวัดลำปางได้รับความเสียหายมากที่สุดในรอบ 40 ปี

ที่อำเภอเมืองปานในคืนวันที่ 27 กันยายน น้ำป่าได้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนชาวบ้านทุกตำบล เฉพาะที่ตำบลแจ้ซ้อน นำ้จากแม่นำ้วังได้ไหลเข้าท่วมพื้นที่ในเขตเทศบาลแจ้ซ้อนอย่างรวดเร็ว ทำให้ชาวบ้านต่างขนข้าวของและทรัพย์สินขึ้นที่สูงไม่ทัน ระดับน้ำสูงกว่า 2 เมตร ทำให้ไร่นา พืชสวนต่างๆ ได้รับความเสียหาย วัว ควาย หมู ไก่ ฯลฯ จมน้ำตาย

น้ำท่วมขังเป็นเวลา 4 วัน ถนนหนทางถูกตัดขาด ไม่สามารถติดต่อกับภายนอกได้ หลังจากระดับน้ำลดลง บ้านเรือนและสถานที่ต่างๆ เต็มไปด้วยซากของต้นไม้ระเกะระกะและดินโคลนที่ถูกกระแสน้ำพัดพามาทับถมกัน

เมื่อน้ำลดลงชาวบ้านได้ช่วยกันเก็บกวาดเศษซากของต้นไม้ ช่วยกันชะล้างดินโคลนออกไป ซ่อมแซมถนนและสะพานที่ชำรุดเสียหาย คนที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อซ่อมแซมบ้านเรือนก็กู้ยืมเงินจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ มาใช้ สหกรณ์ฯ จึงเป็นที่พึ่งของสมาชิกในยามยาก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความเสียหายจากภัยพิบัติในครั้งนี้ขยายเป็นวงกว้างทั้งอำเภอเมืองปาน เครือข่ายออมทรัพย์ฯ เมืองปานจึงได้ขอใช้สินเชื่อจาก พอช.อีก 6 ล้านบาท เพื่อให้องค์กรสมาชิกได้กู้ยืมไปเป็นทุนในการประกอบอาชีพ และซ่อมแซมบ้านเรือน อุปกรณ์ เครื่องมือทำมาหากินต่างๆ

ปราโมทย์ รุ่งเรือง ในฐานะประธานเครือข่ายออมทรัพย์เพื่อการประกอบอาชีพอำเภอเมืองปาน กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆ จากวิกฤตน้ำท่วมในครั้งนั้นว่า หลังจากน้ำลด จึงได้มีการประชุมกลุ่มชาวบ้านต่างๆ ในตำบลแจ้ซ้อน รวมทั้งสมาชิกเครือข่ายออมทรัพย์ฯ อำเภอเมืองปาน และได้ข้อสรุปว่า

1.แต่ละกลุ่มจะต้องช่วยกันปลูกต้นไม้ในพื้นที่ต้นน้ำ เพื่อเป็นการชะลอกระแสน้ำ รักษาหน้าดิน และสร้างความชุ่มชื้นในฤดูแล้ง

2.จะช่วยกันดูแลป้องกันไม่ให้มีการบุกรุกทำลายป่าต้นน้ำ หรือป้องกันการลักลอบตัดต้นไม้ทำลายป่า

สำหรับเงินกู้จาก พอช.จำนวน 6 ล้านบาทนั้น เครือข่ายออมทรัพย์ฯ ได้ปล่อยให้สมาชิกแต่ละกลุ่มกู้ไปให้สมาชิกรายย่อยกู้ต่อ กลุ่มละประมาณ 200,000-500,000 บาท เพื่อให้สมาชิกนำไปหมุนเวียนประกอบอาชีพและซ่อมแซมบ้านเรือน ฯลฯ และได้นำเงินกู้จาก พอช.จำนวน 7 แสนบาทมาจัดซื้อรถไถเพื่อปรับหน้าดินที่เสียหายจากน้ำท่วม ดินโคลนและเศษซากไม้ทับถมไร่นา ราคาคันละประมาณ 1,200,000 บาท โดยสมาชิกเครือข่ายได้ร่วมกันระดมซื้อหุ้นๆ ละ 100 บาท ได้เงินมาประมาณ 400,000 บาท แล้วนำมาสมทบกับเงินกู้จาก พอช.เพื่อซื้อรถไถ ซึ่งรถไถที่ซื้อมานี้ สมาชิกสามารถยืมไปใช้เกรดหรือปรับหน้าดินที่ไร่ที่นาได้ฟรี เพียงแต่ต้องเติมน้ำมันเอง หากไปเช่ารถไถเอกชนก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่าวันละ 1,000 บาท


จาก “ฝายก้นบาตร” สู่ “หมอเมือง” ภูมิปัญญาของคนแจ้ซ้อน

หลังจากผ่านวิกฤตน้ำท่วมในปี 2548 แล้ว ตำบลแจ้ซ้อนยังต้องผจญกับพายุฝนอีกหลายลูก แต่ไม่รุนแรงเท่ากับพายุดอมเรย อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการป้องกันและชะลอกระแสน้ำ ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันสร้างฝายชะลอน้ำขึ้นมา โดยร่วมมือกันสร้างฝายมาตั้งแต่ปี 2551 ฝายชะลอน้ำนี้จะใช้ก้อนหินตามลำธารและเสาไม้หรือไม้ไผ่ นำมากองรวมกันคล้ายเป็นกำแพงธรรมชาติขวางกั้นทางเดินของน้ำ โดยจะสร้างฝายขึ้นที่บริเวณพื้นที่ต้นน้ำ ฝายน้ำนี้จะช่วยชะลอไม่ให้กระแสน้ำไหลเร็วจนเกินไปในช่วงน้ำหลาก และทำให้กระแสน้ำซึมลงสู่ใต้ดินได้มากขึ้น ในช่วงฤดูแล้งก็จะทำให้ต้นน้ำมีความชุ่มชื้น มีน้ำไหลใช้ได้ตลอดปี

ฝายชะลอน้ำนี้แต่เดิมชาวบ้านเรียกกันทั่วไปว่า “ฝายแม้ว” เพราะชาวม้งหรือชาวแม้วเป็นคนริเริ่มทำขึ้นมาก่อน ภายหลังคนพื้นราบเห็นว่าได้ผลดีจึงทำตาม แต่เนื่องจากคำว่า“แม้ว” ถือเป็นคำดูถูก เหยียดหยามว่าเป็นคนป่า คนดอย ชาวบ้านที่นี่จึงเรียกว่า “ฝาย ก้นบาตร” เนื่องจากในยามที่ชาวบ้านร่วมกันลงแรงขึ้นไปสร้างฝายที่ต้นน้ำ ท่านพระครูโสภณพัฒนวิกรม พระนักพัฒนาจากเครือข่ายพระสงฆ์ ก็จะนำ “ข้าวก้นบาตร” หรืออาหารต่างๆ ที่ได้จากการบิณฑบาตมามอบเป็นเสบียงให้แก่ชาวบ้าน ไม่ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายด้านอาหาร

นับตั้งแต่ปี 2551 ถึงปัจจุบัน ชาวบ้านได้ร่วมกันทำฝายก้นบาตรขึ้นที่ต้นน้ำแม่กาบริเวณหมู่ที่ 4 และหมู่ที่ 8 รวมทั้งหมด 184 ฝาย โดยในปี 2554 ที่ผ่านมาทำฝายได้ ประมาณ 100 ฝาย นอกจากนี้ยังได้ร่วมกันปลูกต้นไม้บริเวณป่าต้นน้ำ และช่วยกันทำแนวป้องกันไฟป่าอีกด้วย

นอกจากจะใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาจัดการเรื่องน้ำแล้ว ที่ตำบลแจ้ซ้อนยังสืบทอดความรู้เรื่องการรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ โดยการใช้ยาสมุนไพรพื้นบ้านมารักษา โดยมี “หมอเมือง” เป็นผู้สืบทอดความรู้นั้น และพัฒนามาเป็น “ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน”

สมยงค์ เตชะวงค์ อายุ 71 ปี ผู้ริเริ่มจัดตั้งสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแจ้ซ้อน กล่าวว่า ตระกูลของตนเป็น “หมอเมือง” หรือหมอรักษาโรคด้วยยาสมุนไพรสืบต่อมากัน ตนจึงได้รับความรู้นั้นมาด้วย แต่ยังไม่ได้มีการศึกษาอย่างจริงๆ จังๆ จนกระทั่งเกษียณอายุจากข้าราช ครูเมื่อ 11 ปีก่อน จึงได้หันกลับมาให้ความสนใจ เพราะไม่มีใครสืบทอดความรู้ด้านนี้เอาไว้ หากปล่อยไว้ก็จะสูญหาย ตนจึงได้นำเอาใบลานของครอบครัวที่จารึกตำรายาสมุนไพรเป็นภาษาล้านนาโบราณมาแปล แล้วจดบันทึกลงในสมุด

“ตอนนี้แปลไปแล้วได้เกือบ 30 เล่ม มีตำรายาโบราณมากมาย นับไม่ถ้วน โดยเฉพาะยารักษาโรคเกี่ยวกับมะเร็งต่างๆ เช่น มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งเต้านม ปากมดลูก ฯลฯ โรคเบาหวาน หากใครเจ็บป่วยแล้วมาหา ผมก็ยินดีรักษาให้” ครูสมยงค์ในฐานะหมอเมืองกล่าว

นอกจากจะรับรักษาโรคเพื่อช่วยเหลือคนป่วยแล้ว ครูสมยงค์ยังปลูกสมุนไพรพื้นบ้านที่หายากเอาไว้มากมาย เช่น กล้องเขาเขียว ที่มีสรรพคุณในการแก้โรคมะเร็งบางชนิด นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรที่บำรุงร่างกาย เช่น ฮ่อสะพายควาย โด่ไม่รู้ล้ม กำลังเลือดม้า ค้างคาวดำ อ้อยจ้าง รวมทั้งสมุนไพรอื่นๆ เช่น รางแดง ขมิ้นเครือ บึงเมืองเจิง กู้ดง กาสะลอง มะแตก ฯลฯ สมุนไพรเหล่านี้ครูสมยงค์ได้นำมาตากแห้งแล้วเก็บเอาไว้ใช้ และได้ช่วยเหลือผู้ป่วยไปแล้วหลายราย ปัจจุบันบ้านของครูสมยงค์ได้ใช้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านหมอเมือง มีนักเรียนและผู้ที่สนใจเดินทางมาศึกษาเรียนรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านอยู่ตลอดเวลา


บูรณาการทุกปัญหา ใช้สภาฯ เป็นเวที

นอกจากกิจกรรมพัฒนาชุมชนต่างๆ ดังที่กล่าวไปแล้ว ตำบลแจ้ซ้อนยังมีกิจกรรมเด่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น กิจกรรมของกลุ่มผู้พิการ กลุ่มเกษตรอินทรีย์ การจัดการขยะ กิจกรรมเด็กและเยาวชน กลุ่มผู้สูงอายุ กองทุนสวัสดิการชุมชน สภาองค์กรชุมชน ฯลฯ ถือว่าเป็นชุมชนต้นแบบที่มีการจัดกิจกรรมที่เอื้อประโยชน์ครอบคลุมประชากรทุกเพศ ทุกวัย

เพียงฟ้า สุทธิพรมณีวัฒน์ ตัวแทนเครือข่ายเพื่อเพื่อนผู้พิการตำบลแจ้ซ้อน เล่าว่า กลุ่มฯ เริ่มก่อตั้งในปี 2553 มีสมาชิกเริ่มแรก 12 คน ได้รับการหนุนช่วยจากหลายฝ่าย เช่น อบต. พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลำปาง สภาองค์กรชุมชน ที่ผ่านมาได้มีกิจกรรมช่วยเหลือสมาชิกในด้านต่างๆ เช่น จัดหาอุปกรณ์ขาเทียม รถวีลแชร์ เตียงนอน ซ่อมแซมบ้านเรือนสมาชิก ฯลฯ นอกจากนี้ยังจัดอบรมผู้ดูแลคนพิการ จัดอบรมอาชีพให้แก่คนพิการ เพื่อจะได้มีอาชีพ มีรายได้เลี้ยงดูตนเอง ปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 112 คน

“เราได้อบรมอาชีพเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ให้แก่สมาชิกไปแล้วเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา (2554) และมีการแจกพันธุ์ปลา พันธุ์ไก่ ให้สมาชิกไปเลี้ยงแล้ว 40 ราย ใช้งบประมาณรายละ 400 บาท ต่อไปเราจะฝึกเรื่องการทำเฟอร์นิเจอร์และอาชีพอื่นๆ อีก เพื่อให้สมาชิกมีอาชีพที่หลากหลาย มีรายได้ มีศักดิ์ศรี พึ่งตัวเองได้ ไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากคนอื่นตลอดไป” ตัวแทนเครือข่ายผู้พิการกล่าว

อาจารย์เทพพิทักษ์ สมใจ ผู้อำนวยการโรงเรียนแจ้ซ้อนวิทยา กล่าวว่า ทางโรงเรียนได้มีการนำนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน เช่น การทำฝายก้นบาตร ก็ได้นำนักเรียนเข้าไปช่วยชาวบ้านทำฝายไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง การรณรงค์ลดโลกร้อนด้วยการขี่จักรยาน ขี่จักรยานเพื่อสุขภาพ การปลูกต้นไม้ การขยายพันธุ์ต้นไม้และสมุนไพรที่หายากจากสวนของครูสมยงค์ (หมอเมือง) การจัดกีฬาต้านยาเสพติด จัดอบรมให้ชาวบ้านที่ต้องการจะเลิกเหล้าและบุหรี่ การจัดลานกีฬาชุมชน โดยใช้สถานที่ภายในโรงเรียนให้คนในชุมชนใช้เป็นสถานที่ออกกำลังกาย

“นอกจากนี้ยังมีโครงการจัดการขยะในชุมชน โดยการจัดตั้งธนาคารขยะขึ้นมาในโรงเรียน ให้นักเรียนคัดแยกขยะที่รีไซเคิลได้จากบ้านแล้วนำมาขายที่โรงเรียน เป็นการฝึกการบริหารจัดการขยะในชุมชน โดยนักเรียนแต่ละคนจะมีสมุดบันทึกว่าได้นำขยะอะไรบ้างมาขาย จำนวนเท่าใด ถือเป็นกิจกรรมพิเศษของนักเรียน เป็นการสร้างสำนึกในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ต่อไปเราจะขยายโครงการธนาคารขยะให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน ซึ่งจากการร่วมกิจกรรมต่างๆ กับชุมชน ทำให้โรงเรียนแจ้ซ้อนวิทยาได้รับรางวัลดีเด่นของกระทรวงศึกษาธิการลำดับที่ 11 จากโรงเรียนมัธยมทั่วประเทศ” อาจารย์เทพพิทักษ์กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

ปราโมทย์ รุ่งเรือง ในฐานะประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลแจ้ซ้อน กล่าวว่า สภาองค์กรชุมชนตำบลแจ้ซ้อนก่อตั้งขึ้นในช่วงปลายปี 2552 มีกลุ่ม องค์กรต่างๆ ทุกสาขาอาชีพจำนวน 29 กลุ่ม จาก 8 หมู่บ้านเข้าร่วม โดยจะจัดประชุมทุกๆ 3 เดือน ซึ่งในการประชุมแต่ละครั้งก็จะมีตัวแทนกลุ่มต่างๆ เข้าร่วม รวมทั้งตัวแทนจากโรงเรียน พระสงฆ์ ตำรวจ ป่าไม้ และสมาชิกสภา อบต. กลุ่มใดมีปัญหาหรือมีกิจกรรมใดก็นำมาปรึกษาหารือกัน มีการรายงานผลการดำเนินการของแต่ละกลุ่ม หรือหากกิจกรรมใดสามารถทำร่วมกันได้ทั้งตำบลก็จะทำร่วมกัน เช่น การรณรงค์ให้มีการขี่จักรยานเพื่อประหยัดพลังงาน การคัดแยกขยะ จัดตั้งธนาคารขยะร่วมกับโรงเรียน การรณรงค์ไม่ให้มีการจัดเลี้ยงสุราในงานศพ ฯลฯ

“เมื่อก่อนที่จะมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน เราเคยจัดให้มีการประชุมสมาชิกชุมชนคนเมืองปาน ซึ่งในการประชุมแต่ละครั้งเราต้องไปขออนุญาตจากทางอำเภอก่อน เพราะทางอำเภอกลัวชาวบ้าน กลัวว่าชาวบ้านจะรู้ทัน ทำให้ปกครองยาก แต่เมื่อมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนขึ้นมา เป็นเวทีให้ชาวบ้านมาคุยกันอย่างถูกกฎหมาย เราก็เชิญราชการ เชิญหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วม ถือเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกัน เชื่อมโยงกันทั้งตำบล ทำให้มีพลัง ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ” ประธานสภาองค์กรชุมชนกล่าว

อาจารย์ปราโมทย์ยังกล่าวด้วยว่า เพื่อให้ชุมชนมีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนและพึ่งพาตัวเองได้ สภาองค์กรชุมชนตำบลแจ้ซ้อนจึงจัดทำ “โครงการพัฒนาศักยภาพชุมชน” ขึ้นมาในปีนี้ (2554) โดยได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เป้าหมายก็เพื่อพัฒนาสมาชิกสภาองค์กรฯ และผู้นำชุมชน รวมทั้งหมด 68 คน ให้มีศักยภาพในการบริหารและจัดกิจกรรมชุมชนแบบบูรณาการ และมีการสำรวจข้อมูล ต้นทุนต่างๆ ในตำบลเพื่อนำมาจัดทำแผนชุมชน ซึ่งในเบื้องต้นได้มีการจัดทำแผนพัฒนาชุมชน ระหว่างปี 2554-2556 ออกมาแล้ว ครอบคลุมทั้งด้านสังคม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการบริหารสภาองค์กรชุมชน เช่น โครงการช่วยเหลือคนด้อยโอกาส คนพิการ, โครงการงดเหล้า-บุหรี่, การจัดทำบัญชีครัวเรือน,การปลูกผักปลอดสารเคมี, การนำขยะมาใช้ประโยชน์, การส่งเสริมอาชีพ ฯลฯ 

สมยศ รู้ชั้น นายก อบต.แจ้ซ้อน กล่าวว่า ที่ผ่านมา อบต.ได้สนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ในตำบล เช่น จัดงบประมาณให้กลุ่มอาชีพกลุ่มละ 10,000 บาท จัดงบประมาณแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ทำฝายก้นบาตร ซึ่งหากงบประมาณไม่เพียงพอเราก็จะดึงหน่วยงานอื่นเข้ามาช่วยสนับสนุน เพื่อให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง โดยเอาชุมชนเป็นตัวตั้ง เอาความต้องการของชุมชนมาจัดทำเป็นแผนของ อบต.

ดร.สุวรัฐ แลสันกลาง มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ในฐานะที่ปรึกษาสภาองค์กรชุมชนตำบลแจ้ซ้อน กล่าวว่า ตนเข้ามาที่ตำบลแจ้ซ้อนตั้งแต่ปี 2542 จึงได้เห็นการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตำบลแจ้ซ้อนมาตลอด และพบว่าชุมชนมีต้นทุนเดิม คือ มีคน มีภูมิปัญญา มีการสืบทอดความรู้กันมาตลอด เช่น มีการสืบสานการรักษาโรคด้วยสมุนไพร มีหมอเมือง มีภูมิปัญญาด้านการทอผ้าที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นอาชีพได้ มีการทำฝายก้นบาตรเพื่อแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วม เรื่องป่าไม้ ฯลฯ

“ตำบลแจ้ซ้อนถือว่าเป็นต้นแบบในการจัดการตนเองได้หลายเรื่อง ทั้งเรื่องภูมิปัญญา อาชีพ การแก้ปัญหาหนี้สิน แก้ปัญหาน้ำท่วม เรื่องการศึกษา ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีที่โรงเรียนได้นำเด็กมาร่วมกิจกรรมต่างๆ กับชุมชน ถือเป็นการส่งต่อภารกิจหรือถ่ายทอดภูมิความรู้ให้แก่เยาวชน คนรุ่นหลัง เพื่อจะได้เป็นพลังในการสร้างสรรค์ชุมชนให้เข้มแข็ง ยั่งยืนสืบต่อไป” ดร.สุวรัฐกล่าวสรุปท้าย

*******************

ฐานข้อมูลหน่วยงานของรัฐ
รับแจ้งเว็บไซต์ไม่เหมาะสม
กระทรวงพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์
การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
สภาพัฒนาการเมือง
องค์การมหาชน