โฉนดชุมชนของคนป่าแดง
โฉนดชุมชนของคนป่าแดง
ปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยถือว่าเป็นปัญหาโครงสร้างที่สำคัญของประเทศไทย และสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในสังคม ข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยระบุว่า มีเกษตรกรและคนไร้ที่ดินทำกิน รวมทั้งผู้ที่มีปัญหาที่ดินทำกินทั่วประเทศไม่น้อยกว่า 3.2 ล้านครอบครัว ในขณะที่ที่ดินเพื่อการเกษตรมีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 130 ล้านไร่ แต่อยู่ในมือของคนเพียง 10% ส่วนประชากรส่วนใหญ่ของประเทศกว่า 90% มีที่ดินเฉลี่ยไม่ถึงคนละ 1 ไร่ ทำให้เกิดปัญหาความยากจน มีหนี้สินติดตามมา บ้างก็ถูกจับกุม ถูกดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกที่ดิน ฯลฯ
ดังนั้นชาวบ้านในพื้นที่ที่ประสบปัญหาดังกล่าวจึงได้รวมกลุ่มกันเพื่อหาทางแก้ไข ดังเช่น ชาวบ้านในตำบลป่าแดง อ.เมือง จ.แพร่ ตำบลป่าแดง อยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดแพร่ อยู่ห่างจากตัวเมืองมาทางทิศตะวันออกประมาณ 10 กิโลเมตร มีสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาที่ตั้งอยู่ใกล้กับตำบลคือ "พระธาตุช่อแฮ" ซึ่งถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแพร่ เป็นศิลปะแบบเชียงแสน มีอายุเกือบ 700 ปี ตามตำนานระบุว่าพระธาตุช่อแฮเป็นที่บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า ในขณะที่ตำนานของตำบลป่าแดงที่คัดลอกมาจากคัมภีร์โบราณของวัดป่าแดงมีความเก่าแก่กว่านั้น
ตำนานวัดป่าแดงจารึกว่า ประมาณ พ.ศ.1188 ได้มีครอบครัวของพ่ออินศรีพร้อมด้วยญาติพี่น้องจำนวน 20 ครอบครัวได้อพยพจากเมืองเชียงแสนมาสร้างบ้านแปงเมือง ณ ที่แห่งนี้ ต่อมาจึงสร้างวัดขึ้นมาเพื่อเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ครอบครัวของพ่ออินศรีได้ขยายเผ่าพันธุ์ลูกหลานออกไปจนเป็นบ้านเมืองที่หนาแน่น และปกครองประชาชนด้วยความสงบสุขร่มเย็นยาวนานหลายร้อยปี
ต่อมาในราวปี พ.ศ.2138 จึงได้ย้ายวัดมายังที่ตั้งในปัจจุบันเพราะชุมชนหนาแน่นมากขึ้น พร้อมกันนั้นก็ได้มีชาวเมืองเชียงตุงและเชียงแสนที่เป็นเครือญาติกันอพยพเข้ามาอยู่ด้วย และสืบเชื้อสายมาจนปัจจุบัน ส่วนชื่อของวัดป่าแดงนั้น สันนิษฐานว่ามาจากที่ตั้งเดิมของวัดที่มีไม้แดงขึ้นอยู่มากมาย บ้างก็เชื่อว่ามาจากชื่อวัดเดิมคือ "วัดป่าแดง" ซึ่งเป็นวัดสำคัญในเมืองเชียงตุง เมื่ออพยพไปอยู่ที่ไหน ชาวเชียงตุงก็มักจะตั้งชื่อบ้านเรือนหรือชื่อวัดตามถิ่นฐานเดิมด้วย "ตำบลป่าแดง" จึงมีที่มาจากวัดป่าแดงนั่นเอง
ตำนานของแผ่นดิน
ในช่วงก่อนปี 2480 พื้นที่ป่าแดงและใกล้เคียงมีความอุดมสมบูรณ์มาก เป็นแหล่งไม้สักขนาดใหญ่ โดยมีบริษัทอีสต์เอเชียติกเป็นผู้ได้รับสัมปทาน ซึ่งในการชักลากไม้จะต้องใช้ช้างจำนวนมากนับร้อยเชือก เมื่อมีการสร้างภาพยนต์เรื่อง "พระเจ้าช้างเผือก" ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับสงครามในสมัยโบราณ นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสร้างและดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้นจึงได้เลือกพื้นที่ในตำบลป่าแดงเป็นสถานที่ถ่ายทำ เพราะต้องใช้ช้างหลายร้อยเชือกจากปางช้างมาเข้าฉากสงคราม ภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือกสร้างเสร็จในปี 2484 ต่อมาในปี 2550 องค์การยูเนสโกจึงประกาศเกียรติคุณยกย่องภาพยนตร์เรื่องนี้ ตำบลป่าแดงมีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 114,551 ไร่ เป็นที่ราบลุ่มประมาณ 5,000 ไร่ เป็นที่ราบเชิงเขาและภูเขาประมาณ 109,000 ไร่ แบ่งการปกครองออกเป็น 10 หมู่บ้าน มีประชากรทั้งหมด 2,740 คน จำนวน 1,006 ครัวเรือน ชาวบ้านมีอาชีพหลักคือเกษตรกรรม เช่น ปลูกเมี่ยง (ชาพื้นเมืองชนิดหนึ่ง) กาแฟ ถั่วเหลือง กระเทียม ไผ่เปาะ (ไผ่หวาน) นวม (นำมาทำอาหาร) ทำนา และไม้ผล เช่น ลำไย ลิ้นจี่ ฯลฯ ชาวบ้านส่วนใหญ่ขาดแคลนที่ดินทำกิน และที่ดินที่ครอบครองทำกินไม่มีเอกสารสิทธิ์ เนื่องจากถูกหน่วยงานต่างๆ ประกาศเขตที่ดินทับที่ทำกิน เช่น ป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ และกรมธนารักษ์
วินัย ตาจา ผู้ประสานงานเครือข่ายที่ดินจังหวัดแพร่ ในฐานะแกนนำการแก้ไขปัญหาที่ดินบ้านสันกลาง เล่าถึงต้นตอของปัญหาที่ดินในตำบลป่าแดงว่า ในปี พ.ศ.2505 ทางหน่วยงานความมั่นคงมีแผนงานที่จะจัดตั้งหน่วยทหารขึ้นมาในจังหวัดแพร่ เนื่องจากจังหวัดแพร่มีเขตติดต่อกับจังหวัดน่านและอุตรดิตถ์ ซึ่งทั้งสองจังหวัดมีชายแดนติดต่อกับประเทศลาว ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางทหารที่สำคัญ ตำบลป่าแดงเป็นพื้นที่เป้าหมายในการจัดตั้งค่ายทหาร เพราะมีพื้นที่ราบและยังมีภูเขาเป็นชัยภูมิที่ดี หลังจากนั้นจึงได้มีนายทหารคนหนึ่งเข้ามาติดต่อกับชาวบ้านที่บ้านสันกลาง โดยบอกว่าทางราชการมีนโยบายที่จะออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินเป็นโฉนดให้แก่ชาวบ้าน ให้ชาวบ้านที่มีเอกสาร ส.ค.1 (หนังสือแจ้งการครอบครองที่ดิน) นำมามอบให้ตน แล้วตนจะนำไปออกโฉนดให้ มีชาวบ้านที่หลงเชื่อนำ ส.ค.1 จำนวน 18 ฉบับ เนื้อที่รวมประมาณ 320 ไร่ ซึ่งทางราชการออกให้ตั้งแต่ปี 2498 มามอบให้ แต่ปรากฏว่านายทหารคนดังกล่าวได้นำเอา ส.ค.1 ของชาวบ้านไปทำลาย โดยไม่ได้ออกโฉนดให้ และอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของทหารมาแต่เดิม ชาวบ้านจึงไม่กล้าโต้แย้ง อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาทางทหารยังไม่มีการจัดตั้งหน่วยทหารขึ้นมาแต่อย่างใด ชาวบ้านจึงอยู่อาศัยต่อมาเรื่อยๆ
เหตุการณ์ล่วงมาถึงปี 2528 จึงได้มีตัวแทนจากทางราชการได้นำหนังสือมาให้ชาวบ้านลงชื่อรับรองว่าที่ดิน ส.ค.1 ที่ชาวบ้านครอบครองอยู่นั้น เป็นที่ดินของหลวง หรือเรียกว่าที่ดิน "น.ส.ล." (หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง) ต่อมาในปี 2535 ทางจังหวัดแพร่จึงสั่งให้มีการยกเลิก ส.ค.1 ทั้ง 18 ฉบับดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าพื้นที่ที่ชาวบ้านครอบครองเป็นที่ดินของราชพัสดุ ซึ่งมีกรมธนารักษ์เป็นหน่วยงานที่ดูแลที่ดินดังกล่าว และมีเอกสารสำคัญคือหนังสือลงนามรับรองที่ชาวได้เซ็นยินยอมว่าเป็นที่ดินของหลวง หรือ "นสล."
หลังจากนั้นทางสำนักงานราชพัสดุจังหวัดแพร่จึงเริ่มติดประกาศแจ้งให้ชาวบ้านไปทำสัญญาเช่าที่ดินกับราชพัสดุ แต่ก็ไม่มีชาวบ้านรายใดไปทำสัญญาเช่า เพราะชาวบ้านถือว่าเป็นที่ดินของตนเอง ได้อยู่อาศัยและทำกินมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายาย ต่อมาในปี 2547 กรม ธนารักษ์จึงได้มีหนังสือแจ้งเตือนให้ชาวบ้านไปทำสัญญาเช่าที่ดินอีก ครั้งนี้ชาวบ้านจึงอยู่เฉยๆ ไม่ได้อีกแล้ว เริ่มมีการไปสืบถามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนทราบข้อเท็จจริงว่า ที่ดิน ส.ค.1 ที่ชาวบ้านครอบครอง และทางราชการได้ออกใบ ส.ค.1 ให้ตั้งแต่ปี 2498 นั้น
ทางทหารได้อ้างว่าเป็นที่ดินของกรมการสัตว์ทหารบก และได้ครอบครองมาตั้งแต่ปี 2472 ต่อมาเมื่อไม่ได้ทำประโยชน์จึงได้มอบให้ราชพัสดุดูแล "เมื่อชาวบ้านรู้ข้อเท็จจริงแล้ว จึงได้ลุกขึ้นมาทวงสิทธิของตนตั้งแต่ปี 2547 โดยได้ร่วมกันทำหนังสือร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด กรม ธนารักษ์ ฯลฯ และรวมตัวกันชุมนุมเรียกร้องที่ศาลากลางจังหวัด โดยชาวบ้านเสนอให้มีการพิสูจน์สิทธิในที่ดิน เพราะยืนยันว่าได้ครอบครองทำกินมาตลอด ตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายาย แต่ถูกทางราชการหลอกให้เซ็นหนังสือ ชาวบ้านร้องเรียนไปหลายครั้งแล้ว แต่เสียเปรียบสู้ไม่ได้ โดยเฉพาะหลักฐานสำคัญที่ชาวบ้านไปเซ็นรับรองเอาไว้ว่าเป็นที่หลวง" วินัยแจงความเป็นมาของปัญหาที่ดินในตำบลป่าแดงโดยเฉพาะที่บ้านสันกลางหมู่ที่ 9
ต้นแบบการแก้ไขปัญหาที่ดินที่บ้านสันกลาง
ถึงแม้ว่าชาวบ้านจะต่อสู้เรื่องที่ดิน ส.ค.1 ไม่สำเร็จ แต่ก็มีผลทำให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่มีคำสั่งระงับการบังคับให้ชาวบ้านเช่าที่ดินกับทางราชพัสดุ และที่สำคัญก็คือ การลุกขึ้นมาทวงสิทธิ์ของชาวบ้านสันกลางหมู่ที่ 9 ในครั้งนี้ ได้จุดประกายให้ชาวบ้านในตำบลป่าแดงเกือบทั้งหมดเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาที่ดิน ทั้งนี้เพราะส่วนใหญ่ชาวบ้านยังไม่มีความมั่นคงในที่ดิน ไม่มีเอกสารสิทธิ์ เนื่องจากเป็นพื้นที่ทับซ่้อนกับที่ดินของหน่วยราชการอื่นๆ เช่น ป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ และราชพัสดุ นอกจากนี้ชาวบ้านยังได้ร่วมกันรักษาป่า เช่น ปลูกต้นไม้ ทำแนวกันไฟไหม้ป่า ดูแลป่าชุมชน ฯลฯ
วินัย ตาจา แกนนำในการแก้ไขปัญหาที่ดินบ้านสันกลาง กล่าวว่า หลังจากที่ชาวบ้านในตำบลป่าแดงเริ่มตื่นตัวลุกขึ้นมาทวงสิทธิเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของตนเองตั้งแต่ปี 2547 โดยมีบ้านสันกลางเป็นแกนนำแล้ว จากนั้นตัวแทนชาวบ้านจึงเริ่มศึกษากระบวน การในการแก้ไขปัญหาที่ดิน มีการเข้าร่วมประชุม สัมมนา ฝึกอบรม และนำประเด็นปัญหาเรื่องที่ดินในตำบลป่าแดงเข้าสู่เวทีที่หน่วยงานและองค์กรต่างๆ จัดขึ้นมา เช่น ศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะปัญหาความยากจนภาคประชาชน (ศตจ.ปชช.) ด้านที่ดิน ซึ่งมีพลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง เป็นประธาน มีการประชุมร่วมกับราชพัสดุจังหวัดแพร่ และ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ฯลฯ เพื่อหาทางแก้ไขปัญหา
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาในระดับท้องถิ่นยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก โดยเฉพาะคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินบ้านสันกลางที่ทางจังหวัดแพร่แต่งตั้งไม่มีความชัดเจนว่าจะแก้ปัญหาให้ชาวบ้านได้อย่างไร ในขณะที่สำนักงานราชพัสดุจังหวัดแพร่ก็ยืนยันที่จะให้ชาวบ้านเช่าที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ดังนั้นชาวบ้านจึงได้กลับมาสรุปบทเรียน และเห็นว่าจะต้องมีการสำรวจข้อมูลต่างๆ เพื่อเป็นหลักฐานในการต่อสู้ต่อไป
"เราได้ร่วมกันสำรวจประวัติความเป็นมาของชุมชน สอบถามจากพ่อเฒ่า แม่เฒ่าว่าอยู่กิน ทำกินมาตั้งแต่สมัยไหน มีประเพณีที่สำคัญอะไรบ้าง สำรวจข้อมูลที่ดินเป็นรายครัวเรือน รายแปลง และทั้งชุมชน มีการจัดทำแผนที่ชุมชน สำรวจหลักหมุดต่างๆ เพื่อเป็นฐานในการจัดทำข้อมูล" ผู้ประสานงานเครือข่ายที่ดินจังหวัดแพร่กล่าว
จากข้อมูลที่ได้ทำให้ได้รับรู้ร่วมกันว่า ชาวบ้านในหมู่ที่ 9 บ้านสันกลาง มีจำนวนครอบครัวทั้งหมด 211 ครอบครัว มีแปลงที่ดินจำนวน 265 แปลง มีเนื้อที่รวมกันทั้งหมด 219 ไร่เศษ มีที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ใช้ร่วมกัน 15 ไร่เศษ และพื้นที่ป่าชุมชน 1,867 ไร่เศษ รวมเป็นเนื้อที่ 2,102 ไร่
นอกจากนี้ยังพบหลักฐานต่างๆ ที่ยืนยันว่าชาวบ้านได้เข้ามาอยู่อาศัยและทำกินยาวนานหลายร้อยปี เช่น ต้นไม้ใหญ่ขนาด 3-4 คนโอบที่ชาวบ้านปลูกเอาไว้มีอายุไม่ต่ำกว่า 100 ปี "ฝายท่าช้าง" ซึ่งเป็นฝายน้ำล้นเพื่อใช้ในการเกษตร แต่เดิมชาวบ้านป่าแดงได้ร่วมกันสร้างโดยใช้ไม้มาทำเป็นฝาย เมื่อบริษัทอีสต์เอเซียติกจากยุโรปเข้ามาทำสัมปทานไม้สักในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 จึงได้รื้อฝายไม้ออกแล้วสร้างเป็นฝายคอนกรีตให้ชาวบ้าน ซึ่งฝายท่าช้างนี้หากนับอายุตั้งแต่ชาวบ้านเริ่มสร้างก็น่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่า 100 ปี
หลักฐานทางด้านวัฒนธรรมประเพณี เช่น มีประเพณีการเลี้ยงผีต้นน้ำ หรือผีฝาย เพื่อเป็นการคาราวะ ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้มีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ประเพณีการเลี้ยงผีนี้มีมายาวนานหลายร้อยปีและยังสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน เช่น การเลี้้ยงผีเจ้าพ่อผาด่าน การเลี้ยงผีเจ้าพ่อสันใน การเลี้ยงผีขุนลั๊วะอ้ายก๊อม ตลอดจนประเพณีการไหว้พระธาตุช่อแฮ ซึ่งประเพณีต่างๆ เหล่านี้เป็นการยืนยันถึงความเก่าแก่ของชุมชนได้เป็นอย่างดี
การขับเคลื่อนเชิงนโยบายเพื่อผลักดันโฉนดชุมชน
หลังจากที่ชาวบ้านได้ข้อสรุปว่าการแก้ไขปัญหาในระดับท้องถิ่น โดยใช้กลไกของจังหวัดไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใดแล้ว ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันผลักดันปัญหาเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ดินในระดับนโยบายร่วมกับองค์กรภาคีต่างๆ เช่น เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย หรือ "คปท." ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาในปี 2550 มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือครองที่ดินให้มีความเป็นธรรมและยั่งยืน เป็นการรวมตัวกันของเกษตรกร คนยากคนจนที่ไร้ที่ดินทำกินทั่วประเทศ จุดร่วมของ คปท.ก็คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน โดยเฉพาะการเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มคนไร้ที่ดิน การผลักดันให้รัฐกำหนดนโยบายการปฏิรูปที่ดินให้แก่ชาวนาและคนที่ไร้ที่ดินทำกิน
นอกจากนี้ คปท.ได้เริ่มต้นพัฒนารูปแบบการจัดการที่ดินโดยชุมชน การจัดสรรโฉนดชุมชน การพัฒนาเกษตรกรรมทางเลือก เพื่อพิสูจน์ศักยภาพของชุุมชนในการพัฒนาที่ดินอย่างยั่งยืน เพื่อให้ชาวไร่ ชาวนา สามารถผลิตอาหารหล่อเลี้ยงครอบครัว ชุมชน และสังคมได้ ซึ่งหลังจากที่ชาวบ้านสันกลางได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวและผลักดันปัญหาร่วมกับ คปท. แล้ว แกนนำชาวบ้านจึงได้นำความรู้ที่ได้รับต่างๆ มาขยายผล สร้างกระบวนการเรียนรู้ให้แก่ประชาชน เช่น มีการอบรมให้ความรู้เรื่องสิทธิของชุมชน สิทธิของชาวบ้านในการรวมตัวเรียกร้องตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ความรู้เรื่องกฎหมายที่ดิน การจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่าไม้ ฯลฯ ตลอดจนการเดินทางไปศึกษาเรียนรู้จากพื้นที่ต่างๆ ในภาคเหนือ
เมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชนตำบล พ.ศ.2551 กลุ่มองค์กรต่างๆ ในชุมชนจำนวน 40 กลุ่มจึงเข้าร่วมจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลป่าแดงในปีนั้น และทำให้สภาองค์กรชุมชนมีบทบาทในการหนุนเสริมการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินของชาวบ้าน
คฑาวุธ กุนัน ประธานสภาองค์กรชุมชนฯ กล่าวว่า เมื่อมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนฯ ขึ้นมา ทำให้มีการนำปัญหาเรื่องที่ดิน เรื่องป่าไม้เข้าสู่ที่ประชุมสภาฯ ซึ่งเมื่อก่อนจะมีการพูดคุยปัญหากันนานๆ ครั้ง แต่เมื่อมีสภาฯ จึงได้นำเอาปัญหาที่ดินมาคุยกันบ่อยขึ้น มีตัวแทนแต่ละหมู่บ้าน แต่ละกลุ่ม มาช่วยกันคิดแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ยังเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น เช่น อบต.เข้ามาร่วมประชุมด้วย
"เมื่อก่อน อบต.ยังไม่เข้าใจการทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินของชาวบ้าน โดยบอกว่า อบต.ไม่มีหน้าที่แก้ไขปัญหาที่ดิน เราก็ต้องทำให้ อบต.เข้าใจ โดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นตัวเชื่อม เชิญ อบต.มาร่วมประชุม ชี้แจงว่าชาวบ้านไม่ได้ต้องการจะให้ อบต.มาจัดสรรหรือแบ่งที่ดินให้ แต่ขอให้ อบต.เข้าใจการทำงานของชาวบ้านและร่วมสนับสนุน" คฑาวุธกล่าวถึงบทบาทของสภาองค์กรชุมชนฯ ซึ่งนอกจากจะเชื่อมโยงสร้างความเข้าใจกับหน่วยงานในท้องถิ่นแล้ว สภาองค์กรชุมชนฯ ยังเป็นเวทีในการดึงชาวบ้านทุกหมู่มาเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องอีกด้วย เช่น การสร้างแนวกันไฟป่า การปลูกต้นไม้ในพื้นที่แหล่งต้นน้ำ การดูแลป่าชุมชน ฯลฯ
จากการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินร่วมกับเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) มาอย่างต่อเนื่อง ในปี 2552 คปท.จึงได้คัดเลือกให้บ้านสันกลาง ต.ป่าแดง จ.แพร่เป็น 1 ใน 35 ชุมชนนำร่องในการแก้ไขปัญหาที่ดินเพื่อนำไปสู่การออกโฉนดชุมชนทั่วประเทศ โดยชุมชนนำร่องทั้ง 35 แห่งเหล่านี้ต่างมีปัญหาที่ดินแตกต่างกันไป เช่น เป็นที่ดินในเขตป่าสงวนฯ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ฯลฯ ส่วนที่บ้านสันกลางเป็นที่ดินของราชพัสดุ
พื้นที่นำร่องโฉนดชุมชน
การเคลื่อนไหวของชาวบ้านสันกลางร่วมกับเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) เพื่อผลักดันให้รัฐบาลออกโฉนดชุมชนให้แก่ประชาชนที่ไร้ที่ดินทำกินมีผลทำให้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องบรรจุเอาเรื่องโฉนดชุมชนเข้าเป็นนโยบายของรัฐบาล และได้มีการแถลงนโยบายโฉนดชุมชนต่อสภา ซึ่งต่อมาได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยขึ้นในเดือนมีนาคม 2552 มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จากนั้นจึงมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางการปฏิบัติตามนโยบายการกระจายการถือครองที่ดิน โดยมีนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เป็นประธาน มีตัวแทนจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนภาคประชาชน เป็นอนุกรรมการ
ต่อมาคณะอนุกรรมการฯ ได้จัดให้มีการสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนและภาครัฐในการแก้ไขปัญหาที่ดินของเกษตรกรและประชาชนที่ยากจน ซึ่งผลสัมมนาสรุปได้ว่า การกระจายการถือครองที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชนจะเป็นการลดความขัดแย้งระหว่างภาครัฐกับประชาชน ทั้งในเรื่องของการแย่งชิงสิทธิครอบครอง การอ้างการครอบครองอยู่ก่อน ฯลฯ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในเรื่องของโฉนดชุมชนในระยะยาวจะต้องมีการร่างกฎหมายขึ้นมาบังคับใช้ ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ ดังนั้นจึงเห็นร่วมกันว่า ในเบื้องต้นจะต้องมีการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน ขึ้นมาก่อน ทั้งนี้เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ยึดถือและนำเอาไปปฏิบัติ
ในเดือนมิถุนายน 2553 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.2553 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาลงวันที่ 11 มิถุนายน 2553 สาระสำคัญก็คือ จะมีการสำรวจพื้นที่นำร่องไม่ต่ำกว่า 30 พื้นที่ทั่วประเทศเพื่อดำเนินการออกโฉนดชุมชน โดยหมู่บ้านสันกลางเป็นหนึ่งในพื้นที่นำร่องในครั้งนี้ด้วย ซึ่งหลังจากที่มีระเบียบสำนักนายกฯ ออกมาแล้ว ต่อมาได้มีการจัดตั้ง "สำนักงานโฉนดชุมชน" ขึ้นมา เพื่อเป็นที่ทำการของคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน มีที่ทำการอยู่ในทำเนียบรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่จะมีการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีขึ้นมา ในเดือนเมษายน 2553 ชาวบ้านสันกลางได้ประชุมร่วมกัน เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการที่ดินในพื้นที่จะจัดทำโฉนดชุมชน โดยชาวบ้านได้ร่วมกันกำหนดกฎระเบียบในการใช้ที่ดินดังนี้
- ที่ดินทุกแปลงในพื้นที่โฉนดชุมชนจะต้องทำให้เกิดประโยชน์และทุกแปลงจะต้องมีต้นไม้ยืนต้นไว้ในแปลงตามความเหมาะสมของพื้นที่นั้น
- ให้คณะกรรมการพิจารณาที่ดินที่ไม่ได้ทำประโยชน์ใดๆ เป็นระยะเวลา 2 ปี ให้คณะกรรมการมีมติในที่ดินแปลงนั้น ให้นำที่ดินมาทำประโยชน์ในกิจรรมส่วนรวมเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี แล้วจึงคืนให้เจ้าของที่เดิม ในกรณีเช่นนี้ยังเกิดในพื้นที่เดิมให้คณะกรรมการพิจารณายึดเป็นสมบัติของกองทุนที่ดินต่อไป
- พื้นที่แปลงการเกษตรในพื้นที่โฉนดชุมชนต้องลดการใช้สารเคมีในปริมาณที่เหมาะสม
- การกระทำกิจกรรมใดๆ ในพื้นที่โฉนดชุมชนที่อาจก่อให้เกิดมลพิษหรือสร้างความเดือดร้อนรำคาญต่อชุมชน เช่น เผาขยะ เผาถ่าน เลี้ยงสัตว์บางชนิด ฯลฯ ต้องได้รับการเห็นชอบจากที่ประชุมประชาคมหมู่บ้าน สำหรับกิจกรรมที่ได้ดำเนินการอยู่ก่อนระเบียบนี้บังคับใช้ ต้องมีการควบคุมดูแลกิจกรรมที่ดำเนินการอยู่แล้วมิให้สร้างผลกระทบเพิ่มมากขึ้น
- การซื้อขายหรือเปลี่ยนมือเจ้าของที่ดินในพื้นที่โฉนดชุมชนจะต้องแจ้งให้คณะกรรมการกองทุนที่ดินทราบทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนมือ มิฉะนั้นจะถือว่าการเปลี่ยนมือนั้นเป็นโมฆะ
- เจ้าของมีสิทธิตั้งราคาขายที่ดิน โดยคณะกรรมการเป็นผู้ตัดสินราคาที่เหมาะสม โดยเจ้าของที่ดินต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้แก่ธนาคารที่ดินจำนวนร้อยละ 5 ของราคาที่ดิน
- เมื่อมีที่ดินว่างลง จะต้องมีการประกาศให้ผู้ต้องการใช้สิทธิในที่ดินมาเข้าชื่อ โดยคณะกรรมการจะเป็นผู้คัดเลือกผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมให้ได้รับสิทธิในการใช้ที่ดิน และต้องนำผลการพิจารณาของคณะกรรมการเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมประชาคมหมู่บ้าน มติของที่ประชุมประชาคมเป็นอันสิ้นสุด
- ผู้มีสิทธิในการใช้ที่ดิน ต้องมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้ เป็นทายาทโดยธรรม เป็นผู้สืบสันดาน เป็นเครือญาติ เป็นลูกเขย ลูกสะใภ้ เป็นสมาชิกของชุมชน โดยผู้มีสิทธิจะต้องมีรายชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในชุมชนอย่างน้อย 10 ปี
- ห้ามมิให้ปลูกหน่อไม้ไผ่ใกล้ที่อยู่อาศัย โดยให้ห่างจากเขตแดนอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 10 เมตร
- ทุกคนในพื้นที่อาศัยอยู่ในพื้นที่โฉนดชุมชนต้องให้ความร่วมมือในกิจกรรมการดูแลรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของชุมชนและเครือข่าย
- การแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบให้กระทำได้เมื่อมีสมาชิกอย่างน้อยสองในสามของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่จึงจะบรรจุเข้าสู่การพิจารณาแก้ไขในที่ประชุมใหญ่ และในการแก้ไขต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกที่เข้าร่วมประชุม
- ระเบียบนี้ให้มีผลบังคับใช้ ณ วันที่ 27 เมษายน 2553 เป็นต้นไป
นอกจากจะมีกฎระเบียบในการใช้ที่ดินแล้ว ชาวบ้านสันกลางยังได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนที่ดินและทรัพยากรบ้านสันกลางขึ้นมา โดยในช่วงแรกได้ระดมทุนด้วยการจัดทอดผ้าป่า ได้เงินทุนครั้งแรกประมาณ 20,000 บาทเศษ (ตุลาคม 2554 มีเงินกองทุนประมาณ 35,000 บาท) โดยมีคณะกรรมการกองทุนที่ดินฯ จำนวน 15 คน
แผนบริหารจัดการที่ดินและป่าอย่างยั่งยืน
หลังจากที่บ้านสันกลางได้ถูกบรรจุเป็นพื้นที่นำร่อง 1 ใน 35 แห่งทั่วประเทศ เพื่อดำเนินการเรื่องโฉนดชุมชนแล้ว ต่อมาในเดือนกันยายน 2553 คณะกรรมการสำรวจและตรวจสอบพื้นที่ในการจัดให้มีโฉนดชุมชน สำนักงานโฉนดชุมชน ได้เข้ามาสำรวจข้อมูลที่บ้านสันกลาง รวมทั้งพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในการออกโฉนดชุมชน และต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 สหกรณ์ชุมชนคลองโยง อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม จึงได้รับโฉนดชุมชนเป็นแห่งแรกในประเทศไทย
ขณะเดียวกันชาวบ้านสันกลางก็ได้เตรียมแผนในการบริหารจัดการที่ดินโฉนดชุมชน มีแผนในการดูแลรักษาป่าและทรัพยากรธรรมชาติ แผนในการใช้ที่ดินและทำการเกษตร อย่างยั่งยืน (รายละเอียดในระเบียบการใช้ที่ดิน) ตลอดจนการเตรียมขยายพื้นที่ในการออกโฉนดชุมชนให้ครอบคลุมทั้งตำบล นอกจากนี้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้จัดงบประมาณสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่ดินนำร่องทั่วประเทศ 35 พื้นที่ๆ ละ 200,000 บาท โดยตำบลป่าแดงได้รับงบสนับสนุนเช่นกัน
วินัย ตาจา แกนนำในการแก้ไขที่ดินบ้านสันกลาง กล่าวว่า หลังจากเจ้าหน้าที่จากสำนักงานโฉนดชุมชนได้เข้ามาสำรวจข้อมูลต่างๆ ในพื้นที่แล้ว ชาวบ้านก็ได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เป็นเจ้าของที่ดินหลายครั้ง เช่น ราชพัสดุ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ ฯลฯ เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งในส่วนที่ดินของบ้านสันกลางพื้นที่ประมาณ 320 ไร่ที่ราชพัสดุดูแลอยู่นั้น ขณะนี้สำนักงานโฉนดชุมชนได้ผ่านความเห็นชอบให้ออกโฉนดชุมชนแล้ว แต่ยังติดอยู่ที่ขั้นตอนสุดท้าย คือ หน่วยงานที่เป็นเจ้าของที่ดินจะต้องให้ความเห็นชอบด้วย ซึ่งจากการพูดคุยกับราชพัสดุจังหวัดแพร่ ราชพัสดุยังยืนยันที่จะให้ชาวบ้านเช่าพื้นที่ เพราะกฎระเบียบของราชพัสดุกำหนดเอาไว้อย่างนั้น
"แต่ชาวบ้านก็ยืนยันว่า เราไม่ต้องการเช่าที่ดิน พวกเรายอมเสียภาษีที่ดินในรูปแบบของการช่วยกันดูแลที่ดิน ดูแลป่า ช่วยกันทำแนวป้องกันไฟไหม้ป่า และที่ผ่านมาพวกเราก็ช่วยดูแลป่า ปลูกต้นไม้เป็นทุกปีอยู่แล้ว" วินัยกล่าวถึงท่าทีของชาวบ้านสันกลาง
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในขณะนี้อยู่ในระหว่างการเริ่มต้นทำงานของคณะรัฐบาลชุดใหม่ แม้ว่ารัฐบาลชุดใหม่ยืนยันว่าจะดำเนินนโยบายโฉนดชุมชนต่อไป แต่ก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของรายละเอียดต่างๆ ตลอดจนจะต้องมีเปลี่ยนแปลงคณะทำงาน หรือเปลี่ยนผู้ผิดชอบใหม่ ซึ่งชาวบ้านก็จะต้องจับตาดูกันต่อไป
ในส่วนของงบประมาณที่ได้รับจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน จำนวน 200,000 บาทนั้น วินัยกล่าวว่าจะนำมาใช้ขับเคลื่อนปัญหาที่ดินทั้งตำบลป่าแดงเพื่อนำไปสู่การออกโฉนดชุมชนต่อไป โดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเวทีในการสร้างความเข้าใจ ระดมคนเข้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหา จัดให้มีการสำรวจข้อมูลชุมชน ทำแผนที่ชุมชน สำรวจการใช้ที่ดินเป็นรายแปลง การกันแนวเขตที่ดินทำกินของชาวบ้านกับพื้นที่ป่า ฯลฯ
"ในปีนี้เราจะขยายพื้นที่แก้ไขปัญหาให้ครอบคลุมทั้งตำบล รวมทั้งหมด 10 หมู่บ้าน โดยใช้ต้นแบบจากบ้านสันกลาง เพราะพื้นที่เกือบทั้งหมดในตำบลป่าแดงส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ของกรมป่าไม้ เป็นพื้นที่ของอุทยาน ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ได้คุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว และแต่ละหน่วยงานก็มีความเข้าใจชาวบ้าน เห็นว่าชาวบ้านอยู่อาศัยกันมานาน แต่เราก็จะต้องร่วมกันสำรวจข้อมูลต่างๆ ในพื้นที่ เพื่อให้รู้ข้อมูลแน่ชัดว่าหมู่บ้านไหนมีพื้นที่เท่าไหร่ มีที่ดินกี่แปลง แล้วนำมาจัดทำเป็นแนวเขตกันชนระหว่างที่ดินทำกินของชาวบ้านกับที่ดินของป่าไม้ โดยมีหลักการว่า ชาวบ้านสามารถทำกินในพื้นที่เดิมได้ โดยไม่มีการบุกรุกเพิ่มเติม และต้องช่วยกันดูแลรักษาป่าไม้ รักษาสิ่งแวดล้อม ขณะที่เจ้าหน้าที่ก็จะไม่จับกุมชาวบ้าน" แกนนำในการแก้ไขปัญหาที่ดินกล่าว
สำหรับแผนงานในการใช้ที่ดินและทรัพยากรให้ยั่งยืนนั้น แกนนำรายนี้กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีการจัดเวทีรณรงค์สร้างความเข้าใจแก่ชาวบ้านในการทำเกษตรยั่งยืน มีการจัดตั้งกลุ่มเกษตรยั่งยืนขึ้นที่บ้านสันกลาง หมู่ที่ 9 มีการชี้แจงให้ชาวบ้านลดการใช้สารเคมี หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์และสารชีวภาพในการขับไล่แมลง มีการประสานกับทางโรงเรียนเพื่อนำนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมการบวชป่า การปลูกต้นไม้ การดูแลป่าชุมชน ฯลฯ
นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร เนื่องจากในตำบลป่าแดงชาวบ้านส่วนใหญ่จะปลูกเมี่ยงเป็นพืชหลัก ซึ่งเมี่ยงหรือชาพื้นเมืองชนิดนี้สามารถนำไปทำชาเขียวได้และมีราคาดี ประกอบกับเมี่ยงเป็นพืชที่มีอายุยืนยาวเป็นร้อยปีและไม่ต้องใช้สารเคมีหากชาวบ้านมีรายได้มากขึ้นก็จะไม่ไปปลูกข้าวโพดหรือยางพารา เพราะข้าวโพดต้องใช้สารเคมีมากและอาจมีการบุกรุกพื้นที่ป่า ขณะที่ยางพาราเป็นพืชที่ไม่มีรากแก้ว หากนำมาปลูกในพื้นที่สูงก็อาจจะทำให้เกิดอุบัติภัยได้หากมีน้ำป่าหรือดินโคลนถล่มลงมา
"ผลจากการดูแลป่าชุมชนตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ทำให้ชาวบ้านมีผลพลอยได้จากการเก็บหน่อไม้ เก็บเห็ดต่างๆ ได้ปีละ 2-3 ครั้ง เช่น เห็ดแพะ เห็ดไข่เหลือง เห็ดด่าง เห็ดถอบ ฯลฯ หากคิดเป็นมูลค่าก็ตกปีละหลายหมื่นบาท แต่บางคนก็คิดจะเอาแต่ได้ ใช้วิธีการเผาป่า เพื่อจะให้เห็ดที่ชอบอุณหภูมิสูงๆ ออกดอก เช่น เห็ดถอบที่มีราคาแพงแต่ออกดอกเพียงปีละครั้ง แต่หากเราช่วยกันดูแลรักษาป่า เราก็จะมีเห็ดกินตลอดทั้งปี"
นี่คือรูปธรรมตัวอย่างการจัดการตนเองด้านที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของชาวบ้านสันกลาง ต.ป่าแดง อ.เมือง จ.แพร่ แม้ในวันนี้พวกเขาจะยังไม่ได้รับโฉนดชุมชน แต่การลุกขึ้นมาทวงสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และร่วมกันผลักดันให้มีการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม ได้ส่งผลให้พี่น้องคนจน คนยากไร้ทั่วประเทศ ตื่นตัวขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนเองและชุมชน เป็นการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย !!
************************
เส้นทางของโฉนดชุมชน
การเคลื่อนไหวผลักดันให้มีการครอบครองและกระจายที่ดินให้เป็นธรรม ทั่วถึง และ ยั่งยืน ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 โดย เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) มีผลทำให้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องบรรจุเรื่องโฉนดชุมชนเอาไว้เป็นนโยบายของรัฐบาล และต่อมาในเดือนมีนาคม 2552 ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยขึ้นมา กระทั่งกลายมาเป็น "ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.2553" ดังเนื้อหาของระเบียบดังกล่าวที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาลงวันที่ 11 มิถุนายน 2553 ระบุว่า
"โดยที่สมควรจัดให้ประชาชนที่รวมตัวกันเป็นชุมชนมีสิทธิได้รับหนังสืออนุญาตใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐตามนโยบายโฉนดชุมชนของรัฐบาลที่แถลงไว้ต่อสภา โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการกลางทำหน้าที่ประสานงานระหว่างหน่วยงานของรัฐเจ้าของที่ดิน ชุมชน และประชาชน เพื่อดำเนินการขออนุญาตให้เป็นไปตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการตามระเบียบนี้กำหนด อันจะเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล ยั่งยืน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน"
"โฉนดชุมชน" ในระเบียบนี้หมายความว่า หนังสืออนุญาตให้ชุมชนร่วมกันบริหารจัดการ การครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐเพื่อสร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัยและการใช้ประโยชน์ในที่ดินของชุมชน ซึ่งชุมชนต้องมีหน้าที่ต้องดูแลรักษาทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้โดยกฎหมายและระเบียบนี้
"ชุมชน" หมายความว่า กลุ่มประชาชนที่รวมตัวกัน โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกันเพื่อการจัดการด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และมีการวางระบบบริหารจัดการและการแสดงเจตนาแทนกลุ่มได้ โดยดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสามปีก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ
จากระเบียบดังกล่าวทำให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นมา เรียกว่า "คณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน" หรือใช้ชื่อย่อว่า "ปจช." มีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีตัวแทนจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนจากองค์กรชุมชน และผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ ทำหน้าที่ในการประสานงานให้หน่วยงานของรัฐอนุญาตให้ประชาชนที่รวมตัวกันเป็นชุมชน ที่มีคุณสมบัติเข้าหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดในกฎหมายเฉพาะที่ใช้บังคับกับที่ดินของรัฐประเภทต่างๆ และตามข้อกำหนดเงื่อนไขที่คณะกรรมการได้วางขึ้น สามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐบางประเภทได้ ภายใต้การบริหารจัดการของชุมชน โดยชุมชนจะต้องช่วยกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในบริเวณนั้น แต่ประชาชนแต่ละคนจะไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น และหากชุมชนใดทำผิดเงื่อนไขและข้อตกลงที่ให้ไว้ หน่วยงานเจ้าของที่ดินก็สามารถอนคืนการอนุญาตให้ใช้ที่ดินได้
ต่อมาในเดือนตุลาคม 2553 คณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) จึงได้ประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโฉนดชุมชนออกมา โดยมีสาระสำคัญดังนี้ คือ ชุมชนที่ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต้องมีการรวมตัวกันเป็นชุมชนก่อนมีระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.2553 ไม่น้อยกว่า 3 ปี มีคณะกรรมการทำการแทนชุมชนไม่น้อยกว่า 7 คน เป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็งและมีศักยภาพในการบริหารจัดการที่ดินอย่างเป็นระบบ มีกฎระเบียบชัดเจน ฯลฯ
โดยชุมชนที่มีคุณสมบัติดังกล่าวสามารถยื่นคำขอเพื่อดำเนินงานโฉนดชุมชน โดยต้องมีแผนที่สังเขปชุมชนและบริเวณโดยรอบที่จะบริหารจัดการที่ดิน ข้อมูลครัวเรือนสมาชิกในชุมชน จำนวนเนื้อที่ที่ดินของแต่ละครอบครัว ประเภทของการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประวัติและรูปแบบการรวมตัวของชุมชน ข้อเสนอและแผนงานของชุมชนในการบริหารจัดการที่ดิน แนวทางความร่วมมือกับรัฐในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ทั้งนี้คณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชนจะต้องดำเนินการตรวจสอบข้อมูล หลักฐานต่างๆ ภายในระยะเวลา 60 วัน หรือหากตรวจสอบในพื้นที่อาจขยายเวลาออกไปได้ไม่เกิน 90 วัน หรือหากมากกว่านั้นให้คณะกรรมการพิจารณาเป็นรายกรณี
ปัจจุบัน (กันยายน 2554) มีชุมชนทั่วประเทศได้ยื่นเรื่องเพื่อขอออกโฉนดชุมชนแล้ว จำนวน 434 ชุมชน ปจช.ให้ความเห็นชอบแล้ว 55 ชุมชน แต่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาอนุมัติโฉนดชุมชนโดยหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ ส่วนชุมชนที่ได้รับโฉนดแล้วมี 2 ชุมชน โดยสหกรณ์บ้านคลองโยง ต.คลองโยง อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เป็นแห่งแรกที่ได้รับโฉนดชุมชนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2554 รวมเนื้อที่ 1,803 ไร่ มีชาวบ้านได้รับประโยชน์ 969 คน
************************





