โฉนดชุมชน : ทางเลือกในการดูแลรักษาที่ดินให้ยังคงอยู่กับผู้ที่ใช้ทำกินและอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน
|
Written by Administrator
|
|
Friday, 30 October 2009 04:47 |
|
จากนโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ได้ประกาศว่า จะสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่ดินเกษตรกร โดยเน้นให้นำที่ดินที่มีสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรมมาจัดเป็นที่ทำกินโดยออกเป็นโฉนดชุมชนนั้น นับว่าเป็นแนวนโยบายที่สำคัญถ้าได้นำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังยิ่งเมื่อรัฐมนตรีกระทรวงการคลังได้ประกาศว่าจะผลัดดันร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้มีผลบังคับใช้ ก็น่าจะทำให้เกิดใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างจริงจัง ป้องกันการกว้านซื้อ กักตุนที่ดิน ที่นับวันจะทำให้ที่ดินทำกินหลุดมือไปจากเกษตรกรไปทุกที ในช่วงที่ผ่านมาเครือข่ายองค์กรชุมชนในพื้นที่ที่มีปัญหาที่ดิน ซึ่งมีทั้งผู้ที่มีที่ทำกินแต่ไม่มีเอกสารสิทธิ เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ประกาศเขตป่าสงวนหรืออุทยานแห่งชาติทับที่ทำกิน ซึ่งมีทั้งที่สามารถอยู่อาศัยทำกินไปได้ตลอด แต่เมื่อถึงช่วงที่ต้องตัดโค่นต้นยางพาราที่ปลูกมาเป็นรุ่นที่สองที่สามเพื่อปลูกใหม่ทดแทนก็ไม่สามารถทำได้ เพราะอยู่ในเขตอุทยานหรือป่าสงวน บางส่วนถูกจับกุม บางส่วนเป็นเกษตรกรที่เช่ามาตลอดชีวิตไม่เคยมีที่ทำกินของตัวเอง บางส่วนเป็นเกษตรกรที่ไร้ที่ทำกินที่เคยมีที่ดินแต่ได้ขายหรือสูญเสียที่ทำกินไปแล้ว รวมทั้งกลุ่มคนจนที่อาศัยอยู่ในเมืองโดยเช่าที่ หรือบุกรุกที่ดินรัฐและเอกชนอยู่อาศัย โดยไม่มีความมั่นคงประสบปัญหาถูกไล่ที่ ยกเลิกการให้เช่าที่ดิน ในขณะที่บางส่วนที่ไม่มีที่ดินทำกินได้เข้าไปทำกินในที่ดินเอกชนที่ถูกปล่อยทิ้งร่างไว้เป็นระยะเวลายาวนาน โดยไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ เครือข่ายชุมชนเหล่านี้ได้ร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาที่ดินเพื่อที่จะให้คนจนได้มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยอย่างมั่นคง สิ่งสำคัญที่เห็นรวมกันอย่างหนึ่งก็คือ การที่ชุมนุมมาจัดการที่ดินร่วมกัน มีการออกกติกา ข้อตกลงร่วมในการดูแลรักษาที่ดิน ที่จะทำให้ที่ดินสามารถคงอยู่กับคนในชุมชนได้อย่างยั่งยืน ป้องกันการขายสิทธิ์ให้คนภายนอกที่ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกินหรือที่อยู่อาศัยการจัดกรรมสิทธิ์แบบปัจเจกบุคคลยิ่งจะทำให้โอกาสการสูญเสียที่ดินมีสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ดินที่เป็นที่ต้องการเพื่อการค้า การท่องเที่ยว มีราคาสูงขึ้นรวดเร็ว การคิดค้นเรื่อง "โฉนดชุมชน" จึงได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง มีการออกแบบ ตั้งชื่อที่แตกต่างกันออกไป แต่ต่างก็มีเป้าหมายเดียวกันคือ การสร้างการยอมรับการครอบครองที่ดินทำกินและที่ดินอยู่อาศัยของผู้ที่ใช้ประโยชน์ในที่ดินจริง และมุ่งดูแลรักษาให้ที่ดินผืนนั้นยังคงอยู่กับผู้ที่ได้ทำและใช้ประโยชน์ตลอดไป เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคเหนือทั้งที่ จ.ลำพูน และเชียงใหม่ เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินได้เริ่มดำเนินการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน โดยการเข้าไปทำกินในที่ดินรกร้างว่างเปล่าของเอกชนที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ ซึ่งมีทั้งที่ดินที่ออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ และที่ดินที่ติดจำนองธนาคาร (หนี้ NPL) เครือข่ายได้เข้าไปจัดการพื้นที่เพื่อนำมาใช้เป็นที่ทำกินโดยการจัดแบ่งแปลงปรับที่ดิน จัดระบบน้ำ ระบบการผลิต วางกติกา การใช้ประโยชน์ที่ดินร่วมกัน เช่น บ้านโฮ่ง บ้านแพะใต้ จ.ลำพูน, บ้านโป่ง จ.เชียงใหม่ (ที่ดิน NPL เอกชน) ได้มีการออกเอกสารรับรองการเข้าทำกินของสมาชิกแต่ละราย โดยระบุกติกา เงื่อนไขที่ชุมชนตกลงร่วมกันไว้ด้านหลังของเอกสารที่ระบุขอบเขตขนาดที่ดิน นายศราวุธ สมพูเวช ผู้จัดการธนาคารหมู่บ้านสระพัง ต.บางเสาธง อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งชาวบ้านอยู่อาศัยทำกินในที่ดินสาธารณะ 1,600 ไร่ มาตั้งแต่ปี 2491 จนสภาพพื้นที่ปัจจุบันมีสภาพเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่มีหน่วยงานราชการ โรงเรียนสถานีอนามัยในพื้นที่ มีธนาคารหมู่บ้านที่มีเงินทุนกว่าสามล้านบาท เมื่อชุมชนได้เข้าร่วมขบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินในปี 2548 ก็ได้มีการทำแผนที่ทำมือที่ดินรายแปลงทั้งหมด จากแผนที่แปลงที่ดินของชุมชนได้นำไปสู่การจัดทำเป็นเอกสารรับรองการทำประโยชน์ที่ดินรายแปลง ที่บอกขอบเขต ขนาดพื้นที่ มีข้อความที่ระบุคล้ายโฉนด แต่ไม่สามารถใช้ครุฑเหมือนโฉนดได้ จึงใช้สัญลักษณ์ช้างดำแทน จึงกลายเป็นที่มาของ "โฉนดช้างดำ" ที่ได้นำไปใช้ค้ำประกันเงินกู้จากธนาคารหมู่บ้านที่เจ้าของที่ดินเป็นสมาชิก ซึ่งได้ลงนามรับรองโดยประธานและผู้จัดการธนาคารหมู่บ้าน และนำไปสู่การจัดตั้งกองทุนที่ดินรองรับสำหรับรายที่อาจจำเป็นต้องขายที่ดินหรือจะไม่ให้ประโยชน์ที่ดินแล้วกองทุนจะเป็นผู้รับซื้อแทนการขายให้คนภายนอก กำนันเกษตร ยศบุญเรือง ตำบลศรีสะเกษ อ.นาน้อย จ.น่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านทำกินส่วนใหญ่ได้ประกาศเป็นเขตป่าสงวนและเตรียมประกาศเขตอุทยาน จากประสบการณ์การทำแผนชุมชน ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลด้านต่างๆ ของชุมชนมาใช้ในการทำงานแก้ไขปัญหาของชุมชน มีการกันพื้นที่ป่า พื้นที่สาธารณะ พื้นที่ทำกินของชุมชน ได้นำมาสู่การจัดสำรวจข้อมูล ผู้ที่มีปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน จัดที่ดินสาธารณะในหมู่บ้านที่กันไว้สำหรับครอบครัวขยายหรือครอบครัวยากจนเป็นที่ปลูกบ้านตามโครงการบ้านมั่นคงชนบท การสำรวจการครอบครองที่ดินรายแปลง ทำเอกสารครอบครองที่ดินรายแปลงได้ 2,000 กว่าแปลง มีรายการข้อมูล และระบุข้อความในเอกสารคล้ายกับโฉนด แต่เป็นใบรับรองสิทธิที่ดินของชุมชน ที่เซ็นรับรองร่วมกันโดยกำนันผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกอบต.ในหมู่บ้าน จากตำบลศรีสะเกษ ได้ขยายสู่ตำบลใกล้เคียงคือตำบลบัวใหญ่ ที่เป็นพื้นที่การจัดทำแผนชุมชน และได้มีการสำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเช่นเดียวกัน คุณฑิฆัมพร กองสอน ได้ขยายการทำงานทั้งในเรื่องการสำรวจครอบครัวที่เดือดร้อนที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ซึ่งได้รวมกลุ่มคนจนที่เดือดร้อนเรื่องที่ดินและที่อยู่อาศัย 126 ครอบครัว จัดทำโครงการบ้านมั่นคงชนบท ปลูกสร้างที่อยู่อาศัยคนจนทั้งที่ใช้ที่ดินเดิมของครอบครัว และใช้ที่สาธารณะที่แต่ละหมู่บ้านได้กันไว้ โดยจัดให้ครอบครัวละ 2 งาน ในขณะที่ได้มีการแก้ไขปัญหาโดยระบบชุมชน ซึ่งใช้การปรึกษาหารือและกติกาที่ตกลงร่วมกันมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินรัฐ (ป่าสงวนแห่งชาติ) ชุมชนจะมาจัดการกันเองได้อย่างไร จึงได้นำไปสู่การสำรวจข้อมูลการครอบครองและใช้ประโยชน์ที่ดินรายแปลงในตำบลบัวใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่ ที่ทำกินของชุมชนเป็นเขตป่าสงวนและบางส่วนเตรียมประกาศเขตอุทยานแห่งชาติขุนสถานหลังจากสำรวจโดยมีเจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้าร่วมทำงานด้วยกัน ได้นำข้อมูลที่ดินรายแปลง มาออกเอกสารรับรองการทำประโยชน์ ได้ 1,432 แปลง มีการตกลงกันแนวเขตที่ทำกินและเขตป่าร่วมกับป่าไม้ จากนั้นได้นำข้อมูลที่สำรวจลงแผนที่ 1:4000 และนำข้อมูลเข้าในระบบ GIS เรียบร้อยแล้ว จากการดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวของตำบลบัวใหญ่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่านจึงนำไปเป็นกรณีตัวอย่างในการขยายพื้นที่อื่นๆ ในจังหวัดน่านซึ่งมีปัญหาลักษณะเดียวกัน ในภาคเหนือได้มีพื้นที่การจัดทำข้อมูลที่ดินและแผนที่โดยชุมชนร่วมกับหน่วยงานโดยทำแผนที่ในระบบ GIS เสร็จแล้ว 37 ตำบล 90 หมู่บ้าน และออกเอกสารรับรองการทำกินที่เรียกกันว่า "โฉนดชุมชน" แล้วในอีกหลายที่ เช่น บ้านขุนแตะ อ.จอมทอง บ้านห้วยโป่ง อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ฯลฯ ในส่วนของภาคใต้จากปัญหาที่ดินผู้ประสบภัยสึนามิเดิม ที่ได้ขยายเป็นเครือข่ายปัญหาที่ดินอันดามันได้มีการจัดทำข้อมูล แผนที่ ปักแนวเขตการอยู่อาศัยของชุมชนร่วมกับหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบดูแลพื้นที่โดยพื้นที่จังหวัดภูเก็ตมีความคืบหน้าการดำเนินงานร่วมกันชัดเจน พื้นที่ตำบลปากทรง อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร ชุมชนได้ร่วมกับป่าไม้ในการจับพิกัดจัดทำแผนที่การครอบครองที่ดินรายแปลง นำมาสู่การจัดทำเอกสารรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐใช้พื้นที่ดังกล่าวในการปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่ป่า และรับรองสิทธิในต้นไม้ที่ผู้ใช้ประโยชน์ที่ดินปลูก โดยขึ้นบัญชีกับธนาคารต้นไม้ ซึ่งเอกสารรับรองมีข้อความที่บอกถึงเจตนาของการรับรองเพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาป่า การถือครองที่ดินทำกิน ต้นไม้ที่ปลูก โดยมีแผนที่ภาพถ่ายแปลงที่ดินที่ระบุพิกัด ขอบเขต ขนาดพื้นที่ชัดเจน ลงนามรับรองโดย นายอำเภอ นายกอบต.และผู้ใหญ่บ้าน ด้านหลังระบุเงื่อนไขการถือครองและทำประโยชน์ ที่จะต้องทำตามกติกาข้อตกลงร่วมกันของชุมชนและผู้เกี่ยวข้องเช่นเดียวกับที่อื่นๆ นอกจากนี้ในหลายพื้นที่ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการจัดทำข้อมูลที่ดินในพื้นที่ให้ชัดเจน บางที่อาจเริ่มจากแผนที่ภาษี แต่บางที่เริ่มจากการแก้ไขปัญหาที่ดินที่มีการทำข้อมูลเฉพาะปัญหาที่ดิน แล้วก้าวสู่การทำข้อมูลที่ดินรายแปลงทั้งตำบล อย่างเช่น ที่ตำบลไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและรับรองข้อมูลร่วมกัน มีการกั้นพื้นที่สาธารณะพื้นที่ป่าและพื้นที่ทำกินที่ชาวบ้านครอบครองไว้อย่างชัดเจน ตัวอย่างที่ยกมาอาจเป็นเพียงบางส่วนที่ชุมชนต่างได้มาร่วมกันคิด ร่วมกันทำเพื่อหาทางที่จะทำให้เกิดการดูแลรักษาที่ดินให้สามารถอยู่กับผู้ใช้ประโยชน์ทำกินให้มากที่สุด จากนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ที่ได้ระบุเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและโฉนดชุมชนก็น่าจะช่วยสานต่อในสิ่งที่ชุมชนร่วมกันคิดได้มีผลกว้างขวางยิ่งขึ้น พรรณทิพย์ เพชรมาก สถาบันพัฒนาองค์กรุชมชน (องค์การมหาชน) สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ฉบับวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2552
|