Recommend Print

ข้อบัญญัติท้องถิ่น กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ กรณี ตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่

ข้อบัญญัติท้องถิ่น กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
กรณี ตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่

อรอนงค์  พลอยวิเลิศ และกฤษฎา  วงศ์วิลาสชัย : เรียบเรียง

     ปัญหาที่ดินทำกินเป็นปัญหารากฐานที่สำคัญของประเทศ แม้ว่าที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องจะมีความพยายามแก้ไขปัญหามาโดยตลอด แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร อีกทั้ง ปัญหาที่ดินทำกินยังสัมพันธ์กับปัญหาความยากจนของคนจน เนื่องจากที่ดินถือเป็นทุนของชีวิต เมื่อคนจนไม่มีที่ดินทำกินจึงส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆ ติดตามมา  ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม เช่น ปัญหาหนี้สินที่เกิดจากการทำเกษตรกรรม ปัญหาความมั่นคงในชีวิต  การอพยพจากชนบทเข้าสู่เมือง เป็นต้น จะเห็นได้จากสถิติผู้ที่มีความเดือดร้อนเรื่องปัญหาที่ดินทำกินทั่วประเทศ  ในปี พ.ศ.๒๕๔๗ ซึ่งมีสูงถึง ๓.๙๖๘ ล้านราย (รายงานความคืบหน้า การสำรวจความต้องการของประชาชนเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ, ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๗) ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย ส่วนใหญ่ประสบปัญหาการบุกรุกที่ดิน การใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่สาธารณะ พื้นที่อุทยานแห่งชาติและพื้นที่ป่าสงวน การประกาศเขตป่าทับที่ดินทำกินของประชาชน การไม่ได้รับเอกสารสิทธิที่ดินของประชาชน    เป็นต้น 

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินต้องเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ซึ่งนับตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๘ เป็นต้นมา ประเทศไทยได้เริ่มนำกระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการวางแผน ประกอบกับนโยบายของภาครัฐที่สนับสนุนการกระจายการถือครองที่ดินของรัฐบาล และนโยบายการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถพึ่งตนเอง และตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๘ (๓) บทบาทสำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคือ การให้ความร่วมมือกับองค์กรชุมชนในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง ซึ่งขณะนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่งเริ่มพัฒนาข้อบัญญัติท้องถิ่นเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และยังมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกหลายแห่งที่สนใจและพร้อมดำเนินการพัฒนาข้อบัญญัติท้องถิ่น แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถทำได้มากน้อยเพียงใด

เสริมความมั่นใจ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยเร่งแก้ไขปัญหาชุมชน

องค์กรปกครองบริหารส่วนท้องถิ่นของประเทศไทย ปัจจุบันมี ๕ รูปแบบ คือ ๑) องค์การบริหารส่วนจังหวัด ๒) องค์การบริหารส่วนตำบล ๓) เทศบาล ๔) กรุงเทพมหานคร และ ๕) เมืองพัทยา ต่างก็มีกฎหมายจัดตั้งองค์กรแต่ละประเภทให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการออกข้อบัญญัติเพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดทำบริการสาธารณะ โดยการออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเกิดจาก “ปัญหา” ที่เกิดขึ้นในชุมชน เป็นปัญหาที่คนในชุมชนไม่สามารถแก้ไขได้เองหรือต้องการการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาจเป็นปัญหาเดียวหรือหลายปัญหา ซึ่งหลายๆ ปัญหาที่ชุมชนไม่สามารถแก้ไขได้นั้น เรียกว่า “ประเด็นปัญหา” เมื่อปัญหานั้นถูกกล่าวถึงในวงกว้างและไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของใครคนใดคนหนึ่งจนเป็น “ประเด็นสาธารณะ” จากนั้น หน่วยงานหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้นๆ ให้ความสนใจและต้องการแก้ไขปัญหา เกิดการยกระดับแนวทางการแก้ไขปัญหาไปเป็น “วาระสาธารณะ” และร่วมกันพัฒนาแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเข้มข้น  มีการแบ่งบทบาทหน้าที่ และการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานั้นๆ อย่างชัดเจน จนเกิดเป็น “นโยบายสาธารณะ” ในขั้นตอนนี้เองที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในการร่วมแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เนื่องจากถือว่าเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับชุมชนมากที่สุด ดังนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำเป็นต้องมีการพัฒนาและ “ออกข้อบัญญัติท้องถิ่น” โดยมีเป้าหมายสำคัญ ๒ ประการ คือ เพื่อควบคุมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของมนุษย์ และเพื่อวางแผนการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ รับรองอำนาจขององค์กรปกครองท้องถิ่น ดังนี้

มาตรา ๖ “รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้” ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถออกข้อบัญญัติท้องถิ่นที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญได้ตามแนวนโยบายบริหารราชการแผ่นดิน ที่เน้นการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

มาตรา ๖๖  “ บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชน ชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติและมีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรัษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมรวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน ”

มาตรา ๗๘ (๓) “กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ พัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่น ให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น” โดยการออกข้อบัญญัติเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สามารถอ้างถึงรัฐธรรมนูญมาตรา

มาตรา ๒๙๐ เพื่อส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ กฎหมายตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

      (๑) การจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม   ที่อยู่ในเขตพื้นที่
(๒) การเข้าไปมีส่วนในการบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่นอกเขตพื้นที่ เฉพาะในกรณีที่อาจมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ของตน
(๓) การมีส่วนร่วมในการพิจารณาเพื่อริเริ่มโครงการหรือกิจกรรมใดนอกเขตพื้นที่ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่
นอกจากรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาข้อบัญญัติท้องถิ่น ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติแล้ว ยังมีพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง คือ พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๔๖ ได้ให้อำนาจกับท้องถิ่นไว้ ดังนี้

มาตรา ๑๒ ให้ยกเลิกความใน มาตรา ๔๔ แห่ง พระราชบัญญัติ สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติ สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๔๖ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน ซึ่ง มาตรา ๔๔ มีสาระสำคัญคือ องค์การบริหารส่วนตำบลประกอบด้วยสภาองค์การบริหารส่วนตำบลและนายกองค์การบริหารส่วนตำบล

มาตรา ๑๓ ให้ยกเลิกความใน มาตรา ๔๖ และ มาตรา ๔๗ แห่ง พระราชบัญญัติ สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.๒๕๓๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติ สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๖ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

มาตรา ๔๖ สภาองค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) ให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารกิจการขององค์การบริหารส่วนตำบล
(๒) พิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบล ร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี และร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม
(๓) ควบคุมการปฏิบัติงานของนายกองค์การบริหารส่วนตำบลให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล ข้อบัญญัติ ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ

          ซึ่งการผลักดันให้ชุมชนร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยนั้น ขบวนองค์กรชุมชนท้องถิ่นได้มีการดำเนินการเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การจัดสัมมนา “การจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินโดยชุมชนท้องถิ่น” เพื่อให้เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินที่ชุมชนและท้องถิ่นเป็นหลักในการดำเนินการ ทั้งในด้านบทบาทขององค์กรปกครองท้องถิ่น การใช้ที่ดินสาธารณะและที่ดินรัฐเพื่อแก้ไขปัญหาและกองทุนในการพัฒนาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน เมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๒  และนำเสนอเป็นข้อเสนอในสมัชชาการจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินโดยขบวนชุมชนและท้องถิ่น ในวันจันทร์ที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ ณ ห้องประชุมใหญ่ สหประชาชาติ โดยได้มีการมอบรางวัลสำหรับองค์กรปกครองส่วนถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้มีการดำเนินงานในแนวทางนี้ด้วย จากนั้นได้มีการจัดเวทีหารือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีประสบการณ์และมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาแนวทางการดำเนินการเรื่องนี้ร่วมกัน  จนได้ข้อสรุปแนวทางการดำเนินการเสนอคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ  เสนอต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นำเสนอคณะกรรมการกระจายอำนาจฯ ในการประชุมครั้งที่ ๑/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ เพื่อให้จัดให้มีโครงการทดลองใน อปท. ที่มีความพร้อมก่อน โดยร่วมมือกับคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ กำหนด อปท. เป้าหมายในการดำเนินการ และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องข้างต้นเข้ามาสนับสนุนการดำเนินการในการออกกฎ หรือระเบียบกลาง เพื่อให้ อปท. สามารถดำเนินโครงการได้ และมีระบบติดตามประเมินผลโครงการเพื่อประโยชน์ในการขยายผลการดำเนินการต่อไปในอนาคตซึ่งคณะกรรมการกระจายอำนาจฯ ได้มีมติเห็นชอบให้กระทรวงมหาดไทยแก้ไขหนังสือสั่งการที่เกี่ยวข้องภายใน ๓๐ วัน และให้สำนักปลัดนายกรัฐมนตรี เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ส่วนราชการที่สามารถสนับสนุนการดำเนินการให้ความสำคัญต่อการจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินและที่ดินทำกินดังกล่าวและเร่งรัดพิจารณาการขอใช้ที่ดินเมื่อ อปท.ร้องขอ

หลังจากนั้นสำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจฯ ได้เสนอเรื่องต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พร้อมความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งเห็นด้วยในแนวทางเรื่องและควรจัดให้มีการหารือร่วมกัน ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามมติคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในคราวประชุมครั้งที่ ๑/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ  และหลังจากนั้นสำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจได้เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการกระจายอำนาจฯ อีกครั้งในการประชุมเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๓ ได้มีมติเห็นชอบแนวทางให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดำเนินการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย พิจารณาแก้ไขระเบียบ หนังสือสั่งการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินให้เอื้อต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ อปท. และในการดำเนินการดังกล่าวให้ขอความร่วมมือมายังคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติในการสนับสนุนข้อมูลที่เกี่ยวข้องแก่กระทรวงมหาดไทยในการดำเนินงาน

          แม้ว่าความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องตระหนักและคำนึงถึงคือ “พลัง (อำนาจ) ของท้องถิ่น” ซึ่งประกอบด้วย ๓ ส่วน คือ ๑) พลัง (อำนาจ) จากการยอมรับที่แท้จริงของคนในชุมชน ยกตัวอย่างให้สามารถเข้าใจได้โดยง่าย เช่น ในบางชุมชน ชาวบ้านให้การยอมรับผู้นำท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนันหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งมากกว่ายอมรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สังเกตได้จาก เมื่อเกิดปัญหาขึ้นในชุมชน ชาวบ้านร้องเรียนและขอความช่วยเหลือไปยังผู้นำชุมชน ทั้งที่บทบาทหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาหลักของชุมชนคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้น การพัฒนาข้อบัญญัติท้องถิ่นต้องคำนึงถึงพลังในความจริงของชุมชนนั้นๆ ด้วย ๒) พลัง (อำนาจ) ตามกฎหมาย และ ๓) พลัง (อำนาจ) จากกลไกของรัฐ

ดังนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีการเตรียมความพร้อม เพื่อการจัดการท้องถิ่นด้วยหลักสัญญาประชาคม ดังนี้
๑) การมีระบบการสื่อสารภายในชุมชนท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพ
๒) การมีระบบการตัดสินใจ (บนพื้นฐานของข้อมูล ความเข้าใจร่วมกัน การมีส่วนร่วม และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้)
๓) การสร้างและพัฒนาระบบการรับรู้ร่วมกันของชุมชน และการสร้างภาวะผู้นำที่หลากหลาย มีมาตราฐานของความเป็นผู้นำ เช่น  ความเป็นกลาง  ความยุติธรรม
๔) การสร้างกรอบความคิดร่วมกันในการพัฒนาชุมชน (พัฒนาสมาชิก  การดึงสมาชิกเข้ามามีส่วนร่วม การสร้างความรับผิดชอบร่วมกัน)
๕) การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือในระดับต่างๆ ทั้งในส่วนภาคราชการ ภาคเศรษฐกิจ ภาคสังคม
๖) มีการสร้างเวทีกิจกรรมร่วมกันภายในชุมชนอย่างต่อเนื่อง  

          อย่างไรก็ตาม นอกจากการเตรียมความพร้อมแล้ว สิ่งหนึ่งที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมองข้ามไม่ได้คือ การพิจารณาเชิงกระบวนการออกข้อบัญญัติท้องถิ่น ดังนี้

๑) ความชอบธรรมของการใช้อำนาจในการตราข้อบัญญัติความชอบธรรมในทางการเมืองการปกครอง เป็นไปตามความต้องการของประชาชนหรือไม่
๒) ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและหลักการกระจายอำนาจหรือไม่
๓) ความชอบด้วยขอบอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
๔) ความชอบด้วยอำนาจตามกฎหมายเฉพาะหรือไม่?
๕) กระบวนการ ทั้งในระดับชุมชน ระดับภายในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและในระดับระหว่างส่วนราชการ
๖) จังหวะ กำหนดเวลาที่เหมาะสม 
๗) ระบบและวิธีการในการบังคับการให้เป็นไปตามข้อบัญญัติท้องถิ่น
๘) กระบวนการทางเลือก (วิธีการทางสังคม  หรือ การยกระดับจากวิธีการทางสังคมให้เป็นข้อบัญญัติท้องถิ่น)      
๙) ร่างข้อบัญญัติ ซึ่งประกอบด้วยแบบฟอร์ม โครงสร้างและองค์ประกอบที่สำคัญๆ ของข้อบัญญัติ ภาษาและวิธีการเขียน
๑๐) การสื่อสารประชาสัมพันธ์
๑๑) การปรับปรุงข้อบัญญัติท้องถิ่น

          นอกจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องมีการเตรียมความพร้อมและคำนึงถึงกระบวนการออกข้อบัญญัติท้องถิ่นแล้ว ยังต้องพิจารณาเชิงประเด็นประกอบด้วย เช่น บทบาทของกลุ่มต่างๆ ที่อยู่ในชุมชนและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและวิธีการดำเนินการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เหมาะสมสำหรับประเด็นนั้นๆ

จะเห็นว่าการออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาตินั้น อาจเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องเรียนรู้และต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและละเอียดรอบคอบ ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่ดูยุ่งยาก แต่แท้ที่จริงแล้ว การออกข้อบัญญัติท้องถิ่นมีหัวใจสำคัญคือ ให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชน เท่านั้นเอง

“เมื่อมีกฎหมายต่างๆ รองรับ ท้องถิ่นที่มีความสนใจและเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ควรผลักดันร่างข้อบัญญัติท้องถิ่นที่เอื้อต่อคนส่วนรวมและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีส่วนร่วม โดยไม่ขัดต่อกฎหมายที่มีอยู่”

ชุมชนแม่ทา...บทเรียนในพื้นที่ที่ต้องเรียนรู้
ที่ผ่านมา ชุมชน หน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องพยายามร่วมกันแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ ต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตป่าเขา ในอดีตมีความทุรกันดารมาก ห่างไกลความเจริญ คนในชุมชนส่วนใหญ่ไม่สามารถอ่านและเขียนหนังสือได้ เนื่องจากไม่มีโรงเรียน คนที่อ่านออกเขียนได้ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายที่เคยไปอาศัยเล่าเรียนอยู่ในวัด ตำบลแม่ทาถือว่าขาดการสนับสนุนและช่วยเหลือจากภาครัฐ ทำให้คนในชุมชนต้องดิ้นรนต่อสู้ด้วยตนเอง จนในปัจจุบัน ตำบลแม่ทายังคงมีการดิ้นรนต่อสู้แก้ไขปัญหาด้วยตนเอง ถือเป็นชุมชนต้นแบบของการแก้ไขปัญหาในชุมชนโดยภาคประชาชน ซึ่งเป็นการต่อสู้ในลักษณะของการเรียกร้อง ทั้งเรื่องการทำมาหากิน การจัดการทรัพยากรและอื่นๆ โดยมีองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ ให้การสนับสนุนและเป็นองค์กรพี่เลี้ยง ผลักดันให้คนในชุมชนสามารถยืนได้ด้วยลำแข้งของตนเอง

          การขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาของชุมชนโดยภาคประชาชนทำให้ชุมชนแม่ทาเกิดกลุ่มต่างๆ ขึ้น เช่น กลุ่มป๊อก ซึ่งเป็นกลุ่มออมทรัพย์เล็กๆ ระดับหมู่บ้าน ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรพัฒนาเอกชน ภายใต้โครงการพัฒนาชนบทอำเภอสันกำแพง ต่อมาเกิดการขยายตัวของกลุ่มป๊อก โดยผู้นำกลุ่มหลายๆ คน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ระดมแนวทางการดำเนินงาน และร่วมกำหนดทิศทางของชุมชนว่าจะเป็นไปในทิศทางใด เกิดเป็นเครือข่ายที่เรียกว่า “เครือข่ายคณะกรรมการกลาง” มีภารกิจในการพลิกฟื้นชุมชน เช่น เป็นสื่อกลางในการต่อรองราคาผลผลิตกับพ่อค้าคนกลาง การแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ อีกทั้งยังมีส่วนร่วมในสภาองค์กรชุมชนตำบลแม่ทา ทำให้มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงาน แนวคิดและเป้าหมายของกลุ่มป๊อกกับสภาฯ จนกระทั่งในปี พ.ศ.๒๕๕๔ เครือข่ายคณะกรรมการกลางได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบมาเป็น “สหกรณ์เกษตรยั่งยืนแม่ทาจำกัด” เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปและเพื่อสร้างการยอมรับกับทั้งคนในชุมชนและภายนอก

          ตลอดระยะเวลากว่า ๒๐ ปี การแก้ไขปัญหาในชุมชนถูกสั่งสมบทเรียนการทำงาน ประสบการณ์การทำงานและองค์ความรู้ต่างๆ ซึ่งผู้นำชุมชนตำบลแม่ทาและแกนนำกลุ่มองค์กรต่างๆ ร่วมกันแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและการทำการเกษตร จนสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดีขึ้นนำไปสู่การจัดตั้ง “สถาบันพัฒนาทรัพยากรและเกษตรกรรมยั่งยืนแม่ทา” ขึ้น โดยการรวมกลุ่มขององค์กรสองกลุ่มคือ “เครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน” และ “เครือข่ายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติตำบลแม่ทา” โดยมีเป้าหมายให้องค์กรต่างๆ ในตำบลแม่ทาบูรณาการการทำงาน เกิดเป็น “สภาประชาชน” มีหน้าที่ในการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย สร้างความมั่นคงและมั่นใจในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ซึ่งแนวทางอย่างหนึ่งของสถาบันฯ คือ การมีส่วนร่วมในโครงสร้างการเมืองท้องถิ่น ผลักดันแกนนำขึ้นเป็นฝ่ายบริหารในองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นการยกระดับการจัดการให้ครอบคลุมทั้งตำบล โดยใช้กระบวนการตามกฎหมายอย่างสร้างสรรค์ เช่น การผลักดันให้เกิดข้อบัญญัติท้องถิ่นด้านการจัดการป่า เป็นต้น

          องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา จัดทำ “ข้อบัญญัติตำบลแม่ทา เรื่องการจัดการป่าชุมชน ตำบลแม่ทา พ.ศ.๒๕๕๐” ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือของชุมชนในการบริหารจัดการป่าอย่างยั่งยืน โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่ได้บัญญัติอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการ คุ้มครองดูแล บำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในเขตพื้นที่ (ที่มา: “ขับเคลื่อนความรู้ชุมชน...สู่” จังหวัดจัดการตนเอง, เอกสารประกอบการศึกษาดูงานและการประชุมเชิงปฏิบัติการ “ระบบความรู้ชุมชนท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนสู่นโยบายสาธารณะ” วันที่ ๗-๘ พฤษภาคม ๒๕๕๓ จังหวัดเชียงใหม่) ในการจัดทำข้อบัญญัติ เรื่องการจัดการป่าชุมชนตำบลแม่ทานั้น มีขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนี้

  • อบต.แม่ทา จัดประชุมองค์กรชาวบ้านแม่ทา เพื่อแลกเปลี่ยนการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ท้องถิ่น และหากลไกการสนับสนุนความเข้มแข็งองค์กรชาวบ้าน ต่อการจัดการป่าชุมชนตำบล   แม่ทา
  • สมาชิก อบต.แม่ทา ลงพื้นที่ศึกษาข้อมูลและรูปแบบการจัดการป่าชุมชน ๗ หมู่บ้าน และจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องบทบาทหน้าที่ กลไกการสนับสนุนองค์กรชาวบ้านในการจัดการป่าชุมชนและการออกข้อบัญญัติตำบล
  • สภา อบต.แม่ทา จัดประชุมสมาชิก อบต. ฝ่ายบริหารของ อบต.แม่ทา เพื่อเสนอวาระเรื่องการจัดทำข้อบัญญัติตำบล ว่าด้วยการจัดการป่าชุมชนตำบลแม่ทา (ประชุมวาระที่ ๑) ซึ่งที่ประชุมสภา อบต. มีมติเห็นชอบ รับในหลักการและให้สมาชิก อบต. ดำเนินการรวบรวมข้อมูลเพื่อทำการยกร่างเป็นข้อบัญญัติตำบล ว่าด้วยการจัดการป่าชุมชนตำบลแม่ทา
  • สมาชิก อบต.แม่ทา ๗ หมู่บ้าน ลงพื้นที่จัดประชุมระดมความคิดเห็นและความต้องการขององค์กรชาวบ้าน ๗ หมู่บ้าน ต่อข้อบัญญัติตำบล ว่าด้วย การจัดการป่าชุมชนตำบลแม่ทา
  • อบต. แม่ทา จัดประชุมเพื่อรวบรวมข้อมูล ๗ หมู่บ้าน และยกร่างข้อบัญญัติตำบล ว่าด้วย การจัดการป่าชุมชนตำบลแม่ทา
  • สภา อบต.แม่ทา เรียกประชุมสมาชิก อบต. เพื่อเสนอร่างข้อบัญญัติตำบล เรื่องการจัดการป่าชุมชนตำบลแม่ทา (ประชุมวาระที่ ๒) และให้ที่ประชุมปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมร่างข้อบัญญัติตำบลและได้รับมติเห็นชอบให้นำร่างข้อบัญญัติตำบลไปจัดทำเวทีประชาพิจารณ์ รับฟังความคิดเห็นร่วมกับองค์กรชาวบ้านแม่ทา ๗ หมู่บ้าน
  • อบต.แม่ทา จัดประชุมองค์กรชาวบ้านแม่ทา ๗ หมู่บ้าน เพื่อสร้างความเข้าใจและทำประชาพิจารณ์ พร้อมรับฟังความคิดเห็นต่อข้อบัญญัติตำบล
  • อบต.แม่ทา รวบรวมข้อคิดเห็นและนำไปปรับปรุงแก้ไขต่อร่างข้อบัญญัติตำบล ตามมติ  ส่วนใหญ่ของเวทีประชาพิจารณ์องค์กรชาวบ้านแม่ทา ๗ หมู่บ้าน
  • สภา อบต.แม่ทา เรียกประชุมสมาชิก อบต. เพื่อขอมติรับรองให้ความเห็นชอบต่อร่างข้อบัญญัติตำบล เรื่องการจัดการป่าชุมชน ตำบลแม่ทา (ประชุมวาระที่ ๓) และที่ประชุมมีมติรับร่างข้อบัญญัติตำบล และให้นำไปเสนอต่ออำเภอ เพื่อการพิจารณา

          ๑๐) อำเภอศึกษาและพิจารณาร่างข้อบัญญัติตำบล เรื่องการจัดการป่าชุมชน ตำบลแม่ทา ตามขั้นตอนของ มาตรา ๗๑ พ.ร.บ. อบต. พ.ศ.๒๕๓๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๔๖
๑๑) สภา อบต.แม่ทา จัดประชุมสมาชิก เพื่อพิจารณา ทบทวน และขอมติตามร่างข้อบัญญัติตำบล เรื่องการจัดการป่าชุมชน ตำบลแม่ทา ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิก อบต. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ และมีมติให้นายก อบต. ลงชื่อ และประกาศใช้ตามขั้นตอนของ มาตรา ๗๑ พ.ร.บ. อบต. พ.ศ.๒๕๓๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่๕) พ.ศ.๒๕๔๖
๑๒) นายก อบต. ลงชื่อ และออกคำสั่งประกาศข้อบัญญัติตำบลแม่ทา เรื่องการจัดการป่าชุมชนตำบลแม่ทา และนำไปติดประกาศตามที่ระเบียบกำหนดไว้

กระบวนการจัดทำข้อบัญญัติตำบลแม่ทา เรื่องการจัดการป่าชุมชนตำบลแม่ทา

        สำหรับเนื้อหาในข้อบัญญัติตำบลแม่ทา เรื่องการจัดการป่าชุมชนตำบลแม่ทา ๒๕๕๐ ประกอบด้วย

  • ข้อมูล อบต.แม่ทา ได้แก่ ข้อมูลพื้นฐานของชุมชน วิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ แผนการดำเนินงาน การดำเนินกิจกรรมต่างๆ และการบริหารจัดการบุคลากร
  • หนังสือส่วนราชการ ยืนยันคำประกาศองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา เรื่อง การใช้ข้อบัญญัติตำบล เรื่องการจัดการป่าชุมชน ตำบลแม่ทา พ.ศ.๒๕๕๐
  • ส่วนนำข้อบัญญัติ กล่าวถึงหลักการและเหตุผลของข้อบัญญัติ คำนิยม และอำนาจหน้าที่ของ อบต.แม่ทา ต่อข้อบัญญัติ
  • รายละเอียดข้อบัญญัติ เริ่มตั้งแต่หมวดที่ ๑ ถึงหมวดที่ ๕ และบทเฉพาะกาล ดังนี้
  • หมวด ๑ หมวดทั่วไป กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งป่าชุมชน บทบาทหน้าที่ในการบริหารจัดการของ อบต.แม่ทา คณะกรรมการป่าชุมชน
  • หมวด ๒ คณะกรรมการเครือข่ายป่าชุมชนระดับตำบล กล่าวถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการ คุณสมบัติ วาระการดำรงตำแหน่งและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ
  • หมวด ๓ คณะกรรมการป่าชุมชนหมู่บ้าน มีรายละเอียดคล้ายคลึงกับหมวด ๒ คือ กล่าวถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการ คุณสมบัติ วาระการดำรงตำแหน่งและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ
  • หมวด ๔ สิทธิและหน้าที่ของสมาชิกป่าชุมชนหมู่บ้าน กล่าวถึงสิทธิหน้าที่ของสมาชิกป่าชุมชน
  • หมวด ๕ กองทุนป่าชุมชนหมู่บ้าน กล่าวถึงลักษณะกองทุนป่าชุมชน วัตถุประสงค์ การใช้เงินทุน อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุนป่าชุมชนหมู่บ้านต่อการจัดการกองทุน
  • บทเฉพาะกาล กล่าวถึงผลบังคับใช้ กำหนดระยะเวลาเลือกคณะกรรมการป่าชุมชนหมู่บ้านและการเลือกคณะกรรมการเครือข่ายป่าชุมชนระดับตำบล ระยะเวลากำหนดปรับปรุงเขตป่าชุมชน

๕) เนื้อหาอื่นๆ เช่น กระบวนการจัดทำข้อบัญญัติ การบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ตำบล      แม่ทา
ข้อบัญญัติตำบล เรื่องการจัดการป่าชุมชน พ.ศ.๒๕๕๐ เป็นรูปธรรมหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการออกกฎหมายเพื่อการจัดการทรัพยากรของท้องถิ่น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าท้องถิ่นมีความพร้อมและมีศักยภาพที่จะบริหารจัดการตนเองได้ ทั้งนี้ การเติบโตของท้องถิ่นไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียวหรือเกิดจากคนใดคนหนึ่ง ตำบลแม่ทามีฐานทุนเดิมสูง ทั้งทรัพยากรบุคคล องค์ความรู้ ทรัพยากรธรรมชาติ
จากตัวอย่างการขับเคลื่อนข้อบัญญัติท้องถิ่นเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ จะเห็นว่าทุนทางสังคมที่ชัดเจนของชุมชนแม่ทา คือ วิถีชีวิตดั้งเดิมและความภาคภูมิใจในความยากจน สังเกตได้จากคำบอกเล่าของพ่อกำนันอนันต์ ที่กล่าวว่า “ความยากจน ทำให้คนแม่ทาเข้มแข็ง” ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความยากจนเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ การถูกกีดกันให้เป็นพื้นที่สีชมพู การถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ การถูกกระแสรัฐปฏิเสธการลุกขึ้นมาต่อสู้ ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็น “ทุน”

การจัดการตัวเอง การจัดการตั้งแต่ระดับผู้นำ ปรับพฤติกรรมเพื่อเป็นตัวอย่าง เรื่องไหนทำไม่ได้ก็ไม่พูด มีการประชุมสัญจรที่ทำความเข้าใจ ทำให้คนในครอบครัวตนเองมีความเข้าใจ ขยายแนวร่วม เริ่มจากคนใกล้ตัวแล้วขยายออกไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังมีเรื่อง การจัดการทรัพยากรในท้องถิ่น ทรัพยากรบุคคล คิดเรื่องแกนนำจะทำอย่างไร? แกนนำคนรุ่นใหม่ทั้งที่เป็นหนุ่มสาวแล้วก็คนรุ่นใหม่ที่ไม่สนใจ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การนำภูมิปัญญามาใช้สร้างอาหาร ผลิตอาหารในชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ขึ้นอยู่กับส่วนกลาง ส่งผลกระทบอย่างไรกับชุมชนบ้าง? แล้วทางออกที่เป็นรูปธรรม คือ อบต. ต้องมีส่วนในการออกกฎที่มาหนุนเสริมการจัดการตัวเองของชุมชน

ข้อมูลบางส่วนจาก การฝึกอบรม “เสริมความมั่นใจด้านกฎหมายในการออกข้อบัญญัติตำบล”
วันที่ ๒๘-๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๓

ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา
ว่าด้วยการจัดการป่าชุมชนตำบลแม่ทา
พ.ศ. ๒๕๕๐
------------------------------
            อาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพ.ศ. ๒๕๔๒ และมาตรา ๗๑ แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.๒๕๓๗ แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๔๖  ประกอบกับแผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕  องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา จึงออกข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา โดยความเห็นชอบของสภาองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา ดังต่อไปนี้
ข้อ๑ ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบลนี้เรียกว่า “ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา ว่าด้วยการจัดการป่าชุมชน ตำบลแม่ทา พ.ศ. ๒๕๕๐”
ข้อ ๒ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบลนี้ให้ใช้บังคับได้นับถัดจากวันประกาศ ณ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทาแล้ว ๑๕ วัน

ข้อ ๓ ในข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบลนี้
“ป่าชุมชนตำบลแม่ทา” หมายถึง
(๑) ป่าชุมชนบ้านทาม่อน เนื้อที่จำนวน ๘,๕๔๗ ไร่ มีอาณาเขตทิศเหนือติดต่อกับห้วยป่ากล้วยจนถึงสันต้นม่วงคุ๊ ทิศใต้ติดต่อกับสันห้วยแล้ง ห้วยน้ำขุ่น และสันกลางห้วยป่าเต้า ทิศตะวันออก ติดต่อกับ ห้วยแม่บอนบก และทิศตะวันตกติดต่อกับห้วยแม่ผาแหน และสันห้วยแม่ลาน
(๒) ป่าชุมชนบ้านท่าข้าม - บ้านค้อกลาง เนื้อที่จำนวน ๑๘,๘๑๓ ไร่ มีอาณาเขตทิศเหนือติดต่อกับห้วยยาบ สันห้วยแล้ง และห้วยแม่ตะกร้า ทิศใต้ติดต่อกับสันเขาห้วยแม่เลาะ และห้วยแม่ค่อม ทิศตะวันออกติดต่อกับห้วยแม่นึง และห้วยแม่แจก และทิศตะวันตกติดต่อกับลำน้ำแม่ทา
(๓) ป่าชุมชนบ้านห้วยทราย เนื้อที่จำนวน ๕,๐๐๐ ไร่ มีอาณาเขตทิศเหนือติดต่อกับห้วยน้ำขุ่น ทิศใต้ติดต่อกับห้วยปงกา ทิศตะวันออกติดต่อกับห้วยเมี่ยง และห้วยฮ่อม และทิศตะวันตกติดต่อกับห้วยแม่ธิ
(๔) ป่าชุมชนบ้านป่านอด เนื้อที่จำนวน ๑๐,๖๐๑ ไร่ มีอาณาเขตทิศเหนือติดต่อกับสันห้วยทราย และขุนห้วยน้ำขุน ทิศใต้ติดต่อกับห้วยป่ากล้วย และห้วยแม่ตีบ ทิศตะวันออกติดต่อกับห้วยแม่เลาะ และทิศตะวันตกติดต่อกับห้วยแม่ธิ
(๕) ป่าชุมชนบ้านดอนชัย - บ้านใหม่ดอนชัย เนื้อที่จำนวน ๙,๘๖๒ ไร่ มีอาณาเขตทิศเหนือติดต่อกับสันกอม่วงจดสันเขาแม่ตีบ ทิศใต้ติดต่อกับห้วยหก และห้วยแม่โฮงห่าง ทิศตะวันออกติดต่อกับสันเขาทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดสันเขาห้วยไม้งุ้น จดสันเขาแม่ขะแมว  ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ติดต่อกับห้วยหกติดสันเขาแม่ป่าข่า ทิศตะวันตกติดต่อกับสันเขาห้วยแม่ธิ และทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดต่อกับลำห้วยจะค่าน จดสันเขาแม่โฮ่งห่าง
โดยชุมชนได้ร่วมกันจัดการอนุรักษ์ ดูแลรักษา และใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา ๑๒ ปี
ข้อ ๔ ให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา และสภาองค์การบริหารส่วนตำบล มีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตามข้อบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งเพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบลนี้

หมวด ๑
บททั่วไป

ข้อ ๕ ป่าชุมชนที่จัดตั้งขึ้นต้องเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้
(๑) เพื่อให้ชุมชนเกิดความตระหนักในการรักษาทรัพยากรป่าไม้ ดิน และน้ำ
(๒) เพื่อส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมของชุมชน และตำบล
(๓) เพื่อให้ชุมชนบริหารจัดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้ ดิน และน้ำ อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน
(๔) เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ ดูแลรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรป่าไม้ ดิน และน้ำ
(๕) เพื่อเสริมสร้างความเข้มเข็ง และพัฒนาศักยภาพในการบริหารจัดการให้กับบุคคล กลุ่ม และองค์กรชุมชนในตำบล
ข้อ ๖ป่าชุมชนตำบลแม่ทาที่จัดตั้งขึ้นอยู่ภายใต้การกำกับดูแลขององค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา โดยให้คณะกรรมการเครือข่ายป่าชุมชนระดับตำบลและคณะกรรมการป่าชุมชนหมู่บ้านมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ

หมวด ๒
คณะกรรมการเครือข่ายป่าชุมชนระดับตำบล

ข้อ ๗ ให้มีคณะกรรมการเครือข่ายป่าชุมชนระดับตำบลประกอบด้วยประธานและกรรมการอื่นอีกจำนวนไม่น้อยกว่าสิบห้าคนแต่ไม่เกินยี่สิบห้าคน ซึ่งได้รับการคัดเลือกโดยคณะกรรมการป่าชุมชนหมู่บ้านแต่ละชุมชน และได้รับการรับรองจากที่ประชุมของสมาชิกป่าชุมชนหมู่บ้าน
ข้อ ๘ คณะกรรมการเครือข่ายป่าชุมชนระดับตำบล ต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
(๑) เป็นคณะกรรมการป่าชุมชนของหมู่บ้าน
(๒) มีอายุตั้งแต่สิบแปดปีบริบูรณ์ขึ้นไป    
(๓) มีแนวคิดและจิตสำนึกในด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติแบบมีส่วนร่วม
(๔) มีประสบการณ์การทำงานการจัดการทรัพยากรป่าไม้ ดิน และน้ำ ไม่น้อยกว่าสองปี
ข้อ ๙ คณะกรรมการเครือข่ายป่าชุมชนระดับตำบลมีวาระการดำรงตำแหน่งสองปี และจะดำรงตำแหน่งได้ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน
ข้อ ๑๐ คณะกรรมการเครือข่ายป่าชุมชนระดับตำบล พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ครบวาระตามการดำรงตำแหน่ง
(๔) พ้นจากตำแหน่งคณะกรรมการป่าชุมชนหมู่บ้าน
(๕) ขาดการทำงานของเครือข่ายป่าชุมชนระดับตำบลเกินสามครั้งติดต่อกันโดยไม่ได้แจ้งต่อคณะกรรมการเครือข่ายป่าชุมชนระดับตำบล
(๖) คณะกรรมการเครือข่ายป่าชุมชนระดับตำบลมีมติไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมดให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะบกพร่องต่อหน้าที่ หรือกระทำผิดระเบียบของคณะกรรมการป่าชุมชนทั้งในระดับหมู่บ้านและระดับตำบลอย่างร้ายแรง
(๗)  สภาองค์การบริหารส่วนตำบลมีมติไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกสภาทั้งหมดให้พ้นจากตำแหน่งเพราะบกพร่องต่อหน้าที่ หรือกระทำผิดระเบียบของคณะกรรมการป่าชุมชนทั้งในระดับหมู่บ้านและระดับตำบลอย่างร้ายแรง
ข้อ ๑๑  คณะกรรมการเครือข่ายป่าชุมชนระดับตำบล มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) สนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการป่าชุมชนระดับหมู่บ้าน
(๒) ดำเนินการประสานแผนจัดการป่าชุมชนของแต่ละหมู่บ้าน
(๓) สนับสนุนงานของเครือข่ายป่าชุมชนระดับหมู่บ้าน และเครือข่ายป่าชุมชนระดับตำบล
(๔) ประสานจัดทำและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านป่าชุมชนให้แก่ระดับชุมชน และระดับตำบล
(๕) ติดตามการดำเนินงานบริหารจัดการป่าชุมชนของคณะกรรมการป่าชุมชนระดับหมู่บ้าน
(๖) ประสานความร่วมมือกับบุคคล หน่วยงาน องค์กรที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เข้ามาสนับสนุน
การจัดการป่าชุมชนทั้งระดับหมู่บ้านและระดับตำบล
(๗) จัดทำรายงานการดำเนินงานด้านป่าชุมชนระดับตำบลอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง เสนอต่อที่ประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบล

หมวด ๓
คณะกรรมการป่าชุมชนหมู่บ้าน

ข้อ ๑๒ ให้มีคณะกรรมการป่าชุมชนหมู่บ้านประกอบด้วยประธานและกรรมการอื่นอีกจำนวนไม่น้อยกว่าสิบห้าคนแต่ไม่เกินยี่สิบคน ซึ่งมีการเสนอชื่อและได้รับการคัดเลือกจากมติที่ประชุมของสมาชิกป่าชุมชนหมู่บ้าน
ข้อ ๑๓ คณะกรรมการป่าชุมชนหมู่บ้าน ต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
(๑) ต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านของหมู่บ้านไม่น้อยกว่าร้อยแปดสิบวัน
(๒) เป็นบุคคลมีความน่าเชื่อถือของคนในชุมชน มีคุณธรรม หรือมีความรู้ที่สมาชิกชุมชนยอมรับ
(๓) ไม่เป็นบุคคลทุพลภาพ หรือ ต้องคดีอาญา
ข้อ ๑๔ คณะกรรมการป่าชุมชนหมู่บ้านมีวาระการดำรงตำแหน่งจำนวนคราวละสองปี

ข้อ ๑๕ กรรมการป่าชุมชนหมู่บ้านพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ครบวาระตามการดำรงตำแหน่ง
(๔) ไม่ปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการป่าชุมชนระดับหมู่บ้าน และคณะกรรมการเครือข่ายป่าชุมชนระดับตำบล โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
(๕) ปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์การบริหารจัดการกองทุนป่าชุมชนหมู่บ้าน
(๖) คณะกรรมการป่าชุมชนหมู่บ้านมีมติไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมดให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะบกพร่องต่อหน้าที่ หรือทำผิดระเบียบข้อบังคับการบริหารจัดการป่าชุมชนของหมู่บ้านอย่างร้ายแรง
(๗) สภาองค์การบริหารส่วนตำบลมีมติไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกสภาทั้งหมดให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะบกพร่องต่อหน้าที่ หรือทำผิดระเบียบข้อบังคับการบริหารจัดการป่าชุมชนของหมู่บ้านอย่างร้ายแรง
ข้อ๑๖ คณะกรรมการป่าชุมชนหมู่บ้าน มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) บริหารจัดการ ดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน
(๒) ประสานจัดทำแผนการจัดการ และกิจกรรมการจัดการป่าชุมชนในหมู่บ้าน
(๓) จัดทำแนวเขตป่าชุมชน และแบ่งพื้นที่จัดการป่าชุมชนให้ชัดเจน
(๔) พิจารณากำหนดระเบียบการขอใช้ไม้ หรือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอื่นในป่าชุมชน
(๕) สร้างจิตสำนึกให้แก่สมาชิกป่าชุมชนให้รู้จักคุณค่า รักษา หวงแหน และเข้ามาร่วมบริหารจัดการป่าชุมชนในหมู่บ้าน
(๖) ประสานจัดทำและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านป่าชุมชนให้แก่สมาชิกป่าชุมชนหมู่บ้าน
(๗) ประสานความร่วมมือกับบุคคล หน่วยงาน องค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้ามาสนับสนุนการจัดการป่าชุมชนในหมู่บ้าน
(๘) จัดทำรายงานผลการดำเนินงานด้านป่าชุมชนหมู่บ้านเสนอต่อที่ประชุมหมู่บ้าน และที่ประชุมคณะกรรมการเครือข่ายป่าชุมชนระดับตำบลอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
(๙) ปฏิบัติหน้าที่เป็นคณะกรรมการกองทุนป่าชุมชนหมู่บ้านตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๒๐
(๑๐) บริหารจัดการกองทุนป่าชุมชนหมู่บ้านให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ใน     ข้อ ๑๙

หมวด ๔
สิทธิและหน้าที่ของสมาชิกป่าชุมชนหมู่บ้าน

ข้อ ๑๗ สมาชิกป่าชุมชนมีสิทธิและหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) ร่วมกำหนดแนวเขตป่าชุมชน แนวเขตพื้นที่การใช้ประโยชน์ และพื้นที่จัดการอื่นในป่าชุมชน
(๒) ร่วมบริหารจัดการ การจัดทำแผนการจัดการ และกิจกรรมดูแลรักษาฟื้นฟูป่าชุมชน
(๓) ร่วมจัดทำและปรับปรุงกฎระเบียบป่าชุมชนระดับหมู่บ้าน
(๔) มีสิทธิขอใช้ไม้และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอื่นในป่าชุมชนตามกฎระเบียบของป่าชุมชน
(๕) มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งและถอดถอนคณะกรรมการป่าชุมชนระดับหมู่บ้าน
(๖) ตรวจสอบและตรวจตราผู้ที่เข้ามากระทำผิดกฎระเบียบป่าชุมชนในพื้นที่หมู่บ้าน
(๗) ตรวจสอบการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการป่าชุมชนตำบลแม่ทาของคณะกรรมการป่าชุมชนหมู่บ้าน และคณะกรรมการเครือข่ายป่าชุมชนระดับตำบล

หมวด ๕
กองทุนป่าชุมชนหมู่บ้าน

ข้อ ๑๘ ให้มีกองทุนป่าชุมชนหมู่บ้าน ประกอบด้วยเงินและทรัพย์สินที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนตำบล การระดมทุนสนับสนุนจากภายในชุมชนและภายนอกชุมชน การจัดเก็บเงินค่าปรับผู้กระทำผิดต่อกฎระเบียบป่าชุมชน การจัดเก็บเงินค่าสมาชิกป่าชุมชน หรือการรับเงินบริจาคเพื่อการบริหารจัดการป่าชุมชน
ข้อ ๑๙ วัตถุประสงค์ในการใช้เงินกองทุนป่าชุมชนหมู่บ้าน
(๑) เพื่อการบริหารจัดการป่าชุมชนหมู่บ้านให้มีประสิทธิภาพ
(๒) เพื่อการสนับสนุนการดำเนินงานและบริหารจัดการป่าชุมชนตำบลแม่ทาของคณะกรรมการเครือข่ายป่าชุมชนระดับตำบล
(๓) เพื่อเป็นค่าตอบแทนหรือจัดสวัสดิการให้แก่คณะกรรมการป่าชุมชนหมู่บ้าน และสมาชิกป่าชุมชนหมู่บ้าน
ข้อ ๒๐ ให้คณะกรรมการกองทุนป่าชุมชนหมู่บ้านมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข ระเบียบและวิธีการดำเนินงานของการใช้เงินกองทุนป่าชุมชนหมู่บ้าน
(๒) พิจารณาการใช้เงินกองทุนป่าชุมชนหมู่บ้าน เพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ใน    ข้อ ๑๙
(๓) ติดตาม รายงาน และประเมินผลการใช้จ่ายเงินกองทุนป่าชุมชนหมู่บ้าน อย่างน้อยปีละสองครั้งเสนอต่อที่ประชุมหมู่บ้าน

บทเฉพาะกาล

ข้อ ๒๑ ให้กฎระเบียบป่าชุมชนหมู่บ้านที่ใช้มาก่อนข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา ว่าด้วยการจัดการป่าชุมชนตำบลแม่ทา พ.ศ.๒๕๕๐ ฉบับนี้ประกาศใช้บังคับให้มีผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าคณะกรรมการป่าชุมชนหมู่บ้านจะมีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมต่อไป    
ข้อ ๒๒ ให้มีการเลือกคณะกรรมการป่าชุมชนหมู่บ้านให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาหกสิบวันภายหลังจากข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา ว่าด้วยการจัดการป่าชุมชนตำบลแม่ทานี้ประกาศใช้บังคับ
ข้อ ๒๓ ให้มีการเลือกคณะกรรมการเครือข่ายป่าชุมชนระดับตำบลให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาเก้าสิบวันภายหลังจากข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา ว่าด้วยการจัดการป่าชุมชนตำบลแม่ทานี้ประกาศใช้บังคับ
ข้อ ๒๔  ให้องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา กำนันตำบลแม่ทา ผู้ใหญ่บ้าน ๗ หมู่บ้านในตำบลแม่ทา คณะกรรมการเครือข่ายป่าชุมชนระดับตำบล และคณะกรรมการป่าชุมชนหมู่บ้าน ร่วมกันจัดทำและปรับปรุงแนวเขตป่าชุมชนตำบลแม่ทา ให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันวันภายหลังจากข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา ว่าด้วยการจัดการป่าชุมชนตำบลแม่ทานี้ประกาศใช้บังคับ

หรือดังเช่นกรณี การออกเทศบัญญัติของเทศบาลเมืองตะพานหิน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร เกี่ยวกับการกำหนดวิธีการและอัตราค่าตอบแทนการอนุญาตเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐ พ.ศ..... ซึ่งหากพิจารณาขั้นตอนการออกข้อบัญญัติของ อบต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ในส่วนของเทศบาลเมืองตะพานหิน ก็อยู่ในขั้นตอนการเสนอให้ทางจังหวัดพิจารณาเห็นชอบ และดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปในการประกาศใช้  โดยใช้อำนาจในการจัดการการใช้ประโยชน์ที่ดินรัฐ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙/๑ พ.ศ.๒๕๔๒ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ ๑๑ พ.ศ.๒๕๕๑ ทั้งนี้ขั้นตอนการดำเนินการในที่ดิน    สาธารณะประโยชน์ของเทศบาลเมืองตะพานหินที่มีเงื่อนไขในการทำสัญญาเช่าที่ดิน แบ่งออกเป็น ๒ กรณี คือ ที่สาธารณะประโยชน์ที่ไม่มีการบุกรุก (ที่ว่าง) และที่สาธารณะประโยชน์ที่มีการบุกรุก มีเงื่อนไขในการทำสัญญาเช่าที่ดิน ดังนี้
๑. ระยะเวลาในการเช่า ไม่เกินคราวละ ๕ ปี ต่ออายุได้คราวละ ๕ ปี
๒. ขนาดของที่ดินไม่เกินครอบครัวละ ๑๕ ไร่
๓. อัตราค่าเช่า ไร่ละไม่เกิน ๑.๐๐๐ บาท
๔. ค่าธรรมเนียมอื่นๆ
โดยผู้ขอเช่ายื่นคำร้องหรือหนังสือขอเช่าที่หน่วยงานท้องถิ่นที่เป็นเจ้าของที่ดิน และมีขั้นตอนการดำเนินการในกรณีที่บุกรุก ดังนี้

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ
ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้
กระทรวงพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์
การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
สภาพัฒนาการเมือง
องค์การมหาชน