พอช. จับมือผู้นำ 5 ภาค วางแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาคนในขบวนองค์กรชุมชน 3 ปี
playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

IMG_5257_resize.JPG

กทม. : ระหว่างวันที่ 12 - 13กุมภาพันธ์ 2561 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) ร่วมกับขบวนองค์กรชุมชน 5 ภาค จัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาคนในขบวนองค์กรชุมชน 3 ปี (พ.ศ. 2561-2563) ขึ้น ณ โรงแรมทาวน์อินทาวน์ โดยมีเป้าหมายคือ ผู้นำและขบวนองค์กรชุมชนสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นไปสู่การจัดการตนเองและเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ โดยวางหลักคิดสำคัญในการพัฒนาคนในขบวนองค์กรชุมชนนั้น ต้องสร้างการเรียนรู้ ใช้ความรู้ภูมิปัญญา ร่วมพลังภาคี ในการขับเคลื่อนอย่างมียุทธศาสตร์เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมโดยพลังองค์กรชุมชน และหลักการ เรียนรู้จากการปฏิบัติ (Learning by doing) หรือ ทำไป คิดไป เรียนรู้ไป มีผู้เข้าร่วมกว่า 100 คน จากผู้แทนขบวนองค์กรชุมชน 5 ภาค ประชาสังคม และนักวิชาการ

แนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาคนในขบวนองค์กรชุมชน ๓ ปี ที่ชุมชนต้องร่วมออกแบบ

IMG_5273_resize.JPG
นายอัมพร แก้วหนู รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) กล่าวว่า การพัฒนาคนถือว่ามีความสำคัญ โดยจะเห็นได้ว่าทั้งยุทธศาสตร์ชาติ แผนการปฏิรูปประเทศ รวมถึงยุทธศาสตร์และนโยบาย พอช. ก็ได้กำหนดเรื่องการพัฒนาคนไว้ในยุทธศาสตร์และนโยบายของ พอช. ซึ่งกระบวนการพัฒนาคนให้เกิดคุณภาพจำเป็นต้องมีกรอบงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง มีการปฏิบัติการในพื้นที่ และต้องมีทิศทางการพัฒนาคนอย่างน้อย 3 ปี ที่จะต้องวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องประกอบในการจัดทำทิศทาง ที่สอดรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย

“สำหรับทิศทางการพัฒนาคนในขบวนองค์กรชุมชน ปี 2561-2563 นั้น มีทิศทางสำคัญ คือ 1) การยึดเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาคน “ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง” 2) การใช้พื้นที่เปนตัวตั้ง มีการพัฒนาทีมในระดับตำบลเพื่อสร้างเครือข่าย 3) การพัฒนาคนต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อน 3-5 ปี โดยต้องวิเคราะห์สภาพแวดล้อมไปพร้อมกัน 4) เน้นการปฏิบัติการจริง 5) มีวิธีการพัฒนาหลายวิธี ไม่ใช่การอบรมเพียงอย่างเดียว 6) การพัฒนาต้องพัฒนาอย่างน้อย 3 กลุ่ม ประกอบด้วย การพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลง ผู้นำที่มีทักษะเชิงประเด็น และพัฒนาสมาชิก 7) ร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง และ 8) พัฒนาองค์กรชุมชนควบคู่กับผู้นำชุมชน”


สถานการณ์ภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อขบวนองค์กรชุมชน สังคม ประเทศ และวิเคราะห์สถานการณ์ผู้นำในทศวรรษหน้า

159A2787_resize.JPG
        นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ กรรมการคณะกรรมการปฏิรูปด้านสังคม กล่าวว่า ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถ้าเรายังคงทำแบบเดิมจะล้าสมัยทันที หากชุมชนกำลังจะไปข้างหน้า เราต้องคิดใหม่และไปข้างหน้า ก้าวสู่โลกใหม่ ที่มีความลื่นไหล ไม่แน่นอ ซับซ้อน กำกวม รวดเร็ว เราปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ซึ่งในชุมชนต้องยอมรับความจริง ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งชุมชนต้องทำเอง และพี่น้องขบวนองค์กรชุมชนอย่ามัวแต่อบรม ซึ่งจะไม่มีทางทัน ไม่เช่นนั้นจะเป็นน้ำชาล้นถ้วย ต้องนำคนรุ่นอื่นๆ ที่มีความรักถิ่น และไม่ใช่เรียกร้องให้กลับมาอยู่บ้านแต่เกาะเกี่ยวให้เป็นพี่น้องภาคีเครือข่าย และโยงกลับมาใช้ศักยภาพร่วมกัน ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญ อย่าคิดกันเอง ทำกันเองเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ต้องสานพลังของคนในพื้นที่มาเป็นพลังร่วมกัน

        ตอนนี้โลกมีความก้าวหน้าทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ธุรกิจหรือเศรษฐกิจเติบโตมาก มีของใช้สะดวก สบายมากขึ้น การคมนาคมมีการเปลี่ยนแปลงมาก การติดต่อสื่อสารมีความรวดเร็ว ว่องไว แต่การสื่อสารถูกนำมาใช้ให้ชุมชนเข้มแข็งมากน้อยเพียงใด ในขณะที่โลกมีความก้าวหน้า ความถดถอยของโลกก็เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน ทั้งการแย่งชิงทรัพยากร โลกร้อน วิกฤติธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ความขัดแย้ง ความเหลื่อมล้ำ ปัญหาด้านสังคม และเรากำลังเผชิญ 2 สิ่งที่ประทะกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นโลกาภิวัฒน์ กับ ท้องถิ่นภิวัฒน์ ทุนนิยม กับ ท้องถิ่นนิยม การรวมศูนย์ กับการกระจายอำนาจและการจัดการ เป็นต้น

        “การเชื่อมโยงในโลกปัจจุบัน มี 4 อย่างคือ 1) ความเชื่อมโยงทางกายภาพ จะเห็นได้ประเทศต่างๆ มีเส้นทางคมนาคม ติดต่อกันไม่ใช้เส้นทางเดิม เช่น เวียงจันทน์ มีการพัฒนาขุดคลอง มีตึกสูง มีศูนย์บริการทางการเงินของอาเซียน เป็นต้น 2) ความเชื่อมโยงของมนุษย์ ชุมชนที่เราบอกว่าเข้มแข็ง จะต้องปรับรูปตัวไปพร้อมด้วย มีกระบวนการชุมชนสิ่งแวดล้อม ไม่ปฏิเสธการเปเลี่ยนแลง แต่ต้องคงอัตลักษณ์ไว้ 3) ความเชื่อมโยงทางองค์กร 4) ความเชื่อมโยงเสมือนจริง และผู้นำยุคใหม่ จะต้องมีการนำใน 4 ข้อ คือ 1) การเรียนรู้ จะต้องมีการเรียนรู้ มีการสังเคราะห์ และนำมาเขียนหรือมีการจัดการความรู้นำไปสู่การเผยแพร่ต่อคนอื่น และความรู้ไม่ได้อยู่ในตำราเพียงอย่างเดียว ต้องรู้ความจริงจากส่วนต่างๆ ที่แตกต่างกันไป ชุมชนต้องรู้ในสิ่งที่อยู่ในชุมชนของตนเอง ไม่ใช่การคิดเอาเอง 2) ใช้ปัญญา ใช้ความรู้ผสานกับทิศทางที่ถูกต้อง 3) ร่วมกับภาคีหรือเพื่อน ซึ่งต้องดึงคนนอกพื้นที่ ภาคีที่เป็นหน่วยงานอื่นหรือเอกชนเข้ามาร่วม 4) เคลื่อนอย่างมียุทธศาสตร์นายแพทย์อำพลกล่าวทิ้งท้าย



เปิดวงถกมุมมองการพัฒนาเชิงคุณภาพของคนในขบวนองค์กรชุมชน มิติปัจจุบัน และแนวโน้มอนาคต

IMG_5241_resize.JPG
        นายจำนงค์ จิตนิรัตน์ คณะทำงานภาคประชาสังคม ระบุว่า การสร้างผู้นำเพื่อความเปลี่ยนแปลง เราต้องตอบคำถามก่อนว่า เราต้องการเปลี่ยนแปลง ประเทศ สังคม ชุมชน หรือเปลี่ยนแปลงอะไร รวมถึงขบวนองค์กรชุมชน ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้จะต้องมีความชัดเจน จะทำให้จุดมุ่งหมายมีความชัดเจนตามไปด้วย และมองว่าในขบวนชุมชนเรายังไม่ชัดเจน ว่าจะมุ่งไปสู่จุดใด สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้มีปัญหาอยู่มาก ขบวนเราใหญ่แต่ไม่รู้ตำแหน่งแห่งหน จุดยืน ทำให้ไม่มีความชัดเจนในการขับเคลื่อน ขอยกตัวอย่าง โมเดลหรือรูปธรรม ของ ต.นาน้อย จ.น่าน ที่ทำเกษตรอินทรีย์ และ ต.เนินฆ้อ จ.ระยอง ทำเรื่องท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งจะเห็นว่ามีเรื่องของชุมชนที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมมากมาย แต่ไม่ถูกนำมาใช้และขยายผลในขบวน ซึ่งหากเราสามารถนำมาเป็นตัวอย่างของสังคมและนำร่องได้ นำเสนอออกไปจะเป็นตัวอย่างให้กับรัฐบาลได้

        “รูปแบบการพัฒนาการอบรมมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง และสิ่งสำคัญคือ เป้าหมายที่เราจะกำหนด ว่ามีอะไร จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร และต้องนำทั้งยุทธศาสตร์และยุทธศิลป์มาใช้ร่วมกัน ซึ่งจุดสำคัญที่สุดคือ วิธีคิดของคนในพื้นที่ ที่ทำจริง มีการโยงเพื่อน โยงเครือข่ายหรือใช้พลังร่วม มีนโยบายการอบรมในรูปแบบต่างๆ ที่จะสามารถพัฒนาเข้าสู่กระบวนการทำให้คนเกิดคุณภาพได้”

IMG_5262_resize.JPG
        นายบรรจง นะแส ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) กล่าวว่า การพัฒนาคน ต้องเพิ่มกลุ่มเป้าหมายในสัดส่วนของ คณะกรรมการ พอช. ไปพร้อมด้วย อาจจะต้องใช้รูปแบบการสรุปบทเรียนของคณะกรรมการ พอช. เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพของคณะกรรมการบริหาร สำหรับบทเรียนของการทำงานชุมชน มี 2 แบบ คือ (1) พื้นที่ชุมชนปกติ ใช้วิถีชีวิตปกติอยู่แบบเย็นๆ โดยวิธีการทำงานหากเป็นพื้นที่ปกติ พอช. จะมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน ก็มีการจัดตั้งกลุ่ม/ตามเนื้อหาที่มีปัญหา และคำนึงถึงอาชีพ โดยการพัฒนาชุมชนต้องตอบโจทย์ ตอบสนองปากท้องของกลุ่มเป้าหมาย เกิดความยั่งยืน สามารถเพิ่มรายได้ในครอบครัวด้วย ไม่ตอบสนองนโนบายเพียงอย่างเดียว (2) พื้นที่ร้อน ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายต่างๆ ต้องมีวิธีการรับมือกับพื้นที่ที่นั้นเผชิญปัญหา เช่น จัดเวทีให้ข้อมูลกับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และสร้างการสื่อสารสู่สาธารณะให้เกิดการรับรู้ เป็นต้น การสื่อสารถือว่ามีความสำคัญ ดังนั้นหลักสูตรการพัฒนาเทคโนโลยี สารสนเทศ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาศักยภาพและใช้ให้เกิดประโยชน์ต่องานพัฒนา ต้องเริ่มตั้งแต่กระบวนการความคิด ซึ่งในกระบวนการพัฒนาผู้นำของ พอช. จำเป็นต้องออกแบบหลักสูตร/หาทางออกให้ชัดเจน

IMG_5265_resize.JPG
        รศ.ปาริชาติ วลัยเสถียร ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวว่า การสื่อสารปัจจุบันไปไกลมาก เราพัฒนาคนอบรมทั้งปีได้เพียง 3 พันคนถือว่ายังมีสัดส่วนน้อยมาก ปัจจุบันงานวิจัยพบว่า เด็กใช้เวลาอยู่หน้าจอวันละ 5 ชั่วโมง เราจะใช้วิธีการใช้สื่อสร้างสรรค์ได้อย่างไรบ้าง ซึ่งการพัฒนาหากจัดแบบเดิมจะสามารถพัฒนาได้จริงหรือ่ไม่ เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงการสื่อสารของผู้คนสูงมาก ในวันนี้จะมาให้ความเห็นใน 3 เรื่อง ในการพัฒนาคน ประกอบด้วย 1) การจัดการความรู้ : พอช. ก่อตั้งมา 17 ปี ความรู้ประสบการณ์ งานวิจัย มีเป็นจำนวนมาก และพี่น้องขบวนมีประสบการณ์ทำงานอยู่เป็นจำนวนมาก และถามว่าอยู่ตรงไหน ใครเรียนรู้ได้บ้าง เราจะจัดการความรู้อย่างไร ที่อยู่ในลักษณะที่เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ เราสามารถสร้างความรู้จากชีวิตและประสบการณ์การทำงานจริง สร้างความรู้ให้มีเนื้อหาเหมาะสม และสื่อสารแบ่งปันอย่างรวดเร็ว สิ่งที่จะจัดการความรู้สามารถแบ่งเป็น (1) ความรู้ในระดับปฏิบัติงาน อาจจะเป็นการดำเนินงานตามประเด็นงานที่มีอยู่อย่างหลากหลาย งานจากการปฏิบัติการ งานเชิงพื้นที่ ซึ่งควรมีการเรียนรู้เริ่มทำกันได้ กับ (2) การจัดการความรู้กับการผลักดันเปลี่ยนแปลงนโยบายเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม สร้างอย่างไร ใครสร้าง และเมื่อมีนโยบายและ จะขับเคลื่อนอย่างไร ติดตาม ประเมิน และ ต้องประเมินว่านโนบายนั่นใช่หรือไม่

        2) การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ เครือข่ายการเรียนรู้ต้องมองหาคนที่จะทำหน้าที่ในการทำหน้าที่เป็นโค้ชหรือพี่เลี้ยง และต้องรู้ชัดเจน ใครมีจุดแข็ง จุดอ่อน ต้องนำมาเสริมพลังซึ่งกันและกัน จะทำให้เกิดเครือข่ายการเรียนรู้ได้จริง เป็นทั้งพี่เลี้ยง บัดดี้ เพื่อนคู่คิด มิตรคู่งานได้ 3) การสร้างพลเมืองดิจิตอล วันนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ ขณะนี้มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวขนานใหญ่ เราจะทำอย่างไร ให้ลูกหลาน คนรุ่นใหม่ ที่จะดึงเข้ามาเป็นตัวหลักของพลเมืองดิจิตอล และเป็นเครื่อข่ายการเรียนรู้ ให้คนรุ่นใหม่เรียนวิชาชีวิตไปพร้อมด้วย เราต้องรู้จัก รู้ใช้ รู้ทัน รู้แบ่งปัน รู้สร้างสรรค์ มีพลังในการสื่อสาร นำไปสู่กรารเปลี่ยนแปลง และสุดท้ายคือการรู้คุณค่า

        “การพัฒนาศักยภาพของคนในขบวน ที่มีกลุ่มเป้าหมายหลากหลาย จำเป็นต้องอาศัยการเรียนรู้ เนื้อหาที่คุยร่วมกันมา 2 วันนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการเติมเต็มศักยภาพ รวมถึงการอบรมหรือจัดทำหลักสูตรเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศักยภาพ และ จนท.พอช. ต้องทำหน้าที่ในการหนุนเสริมผลักดัน จัดเตรียมเนื้อหา ข้อมูล ฉะนั้นการเรียนรู้จำเป็นต้องเรียน แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเรียนเรื่องอะไร เมื่อไร อย่างไร ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญการเรียนรู้ในงานถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเนื้อหาหลักสูตรสามารถใช้รูปแบบหลายวิธี และจะทำกับกลุ่มใดก่อนเป็นลำดับแรก ต้องมีการออกแบบที่เป็นระบบ ต้องกำหนด ขอบเขตการทำงานในระยะต่อไป”

IMG_5272_resize.JPG
        ดร.สืบวงศ์ กาฬวงศ์ รองคณะบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร กล่าวว่า องค์กรชุมชนต้องขับเคลื่อนแบบมีพลัง ใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แต่ต้องเข้าใจวิธีคิด เข้าใจธรรมชาติวิธีการทำงานของหน่วยงาน เพื่อออกแบบวิธีการประสานการทำงานร่วมกันได้ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยราชภัฎ จะต้องมียุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชนท้องถิ่น โดยมหาวิทยาลัยราชภัฎ 38 แห่ง และราชภัฎ 1 แห่งจะต้องรับผิดชอบและหนุนเสริมชุมชนใน 2 จังหวัด และเป็นตัวชี้วัดของราชภัฎด้วย ซึ่งขบวนชุมชนในพื้นที่จะต้องออกแบบประสานการทำงานร่วม และหลักสูตรการพัฒนาคน ที่แต่ละภาคจัดขึ้น จำเป็นต้องแยกประเภทกลุ่มเป้าหมาย และมีระบบติดตามประเมินผลอย่างชัดเจน โดยอาจจะแยกหลักสูตร เป็นสมรรถนะหลักสมรรถนะนักการเปลี่ยนแปลง และสมรรถนะเฉพาะทาง

IMG_5253_resize.JPG

          ในการนี้จากการสัมมนาเชิงปฏิบัติการมีการแนวทางการพัฒนาศักยภาพคนในขบวนองค์กรชุมชน เน้นกระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Learning by doing) โดยมี 4 แนวทางการพัฒนาคือ 1. วิธีคิด ทัศนคติ (Attitude) : การรู้จักตนเอง (Self awareness) /การคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) / การคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking) / การคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) 2. การพัฒนาสมรรถนะและทักษะ (Skill) ให้มีความรู้ (Knowledge) โดยมุ่งเน้นความรู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งที่นำไปสู่การจัดการตนเอง และการสังเคราะห์ความรู้จากการปฏิบัติในงานพัฒนาในพื้นที่และในด้านต่างๆ 3. การสร้างพื้นที่ปฏิบัติ (Practice) เป็นสำคัญเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาเพื่อนำไปสู่การคลี่คลายปัญหาของพื้นที่ 4. การจัดการความรู้( Knowledge Management) ที่สร้างกระบวนการปลดปล่อยศักยภาพของแต่ละคนแต่ละพื้นที่ และนำมาสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน เป็นชุมชนนักปฏิบัติ ระบบพี่เลี้ยง (Coaching) การจับคู่(Matching) พื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ เป็นต้น


IMG_5254_resize.JPG

IMG_5249_resize.JPG



รายงาน : สุธิดา บัวสุขเกษม และ ดวงใจ ดวงจันทร์โชติ

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter