playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน/ พล.อ.อนันตพร รมว.พม. ร่วมงานประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติครั้งที่ 10   พร้อมนำข้อเสนอทางนโยบายที่เกี่ยวข้องกับกระทรวง พม.ไปพิจารณาเพื่อแก้ปัญหา  ส่วนปัญหาการจัดการน้ำ-ที่ดิน-ป่าไม้-ทะเล-ความมั่นคงทางอาหาร  ฯลฯ  จะนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการต่อไป

Received.JPG

สภาองค์กรชุมชนตำบลเกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551  เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนและประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ   โดยการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขึ้นมาในแต่ละตำบล  เพื่อเป็นเวทีในการปรึกษาหารือ  เวทีในการวางแผนพัฒนาและแก้ไขปัญหาในชุมชนท้องถิ่น  และสามารถนำเสนอข้อมูลเพื่อให้หน่วยงานรัฐ  ทั้งในระดับจังหวัด  รวมถึงคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการได้ 

การประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติจัดขึ้นปีละ 1 ครั้ง   โดยในปีนี้เป็นการประชุมครั้งที่ 10  จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-15 ธันวาคม  ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ  ถนนนวมินทร์  กรุงเทพฯ  ใช้ชื่อการประชุมครั้งนี้ว่า ‘1 ทศวรรษสภาองค์กรชุมชน  น้อมนำศาสตร์พระราชา  เดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย’  มีผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลที่มาจากตัวแทนแต่ละจังหวัดๆ ละ 2 คน  รวมทั้งตัวแทนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมทั้งหมดประมาณ 200 คน 

National_Conference1.jpg

โดยวันนี้ (15 ธันวาคม) เป็นการประชุมวันสุดท้าย  มีพลเอกอนันตพร  กาญจนรัตน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เดินทางมารับฟังผลการประชุมซึ่งจัดทำเป็นข้อเสนอทางนโยบายในประเด็นปัญหาและแนวทางพัฒนาประเทศ ซึ่งประเด็นปัญหาต่างๆ นั้น  จะมาจากการนำเสนอของสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศ  แล้วนำมาเข้าสู่ที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนฯ ระดับชาติ  เพื่อปรับปรุง  แก้ไข  และเพิ่มเติม  ก่อนนำเสนอต่อ รมว.พม. และจะนำเสนอสู่คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป  ตามที่ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 มาตรา 32 (3) กำหนดเอาไว้

Minister.JPG

พลเอกอนันตพร  รมว.พม.กล่าวว่า  สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายที่ได้เสนอในที่ประชุมวันนี้เกิดจากประมวลประเด็นปัญหาของพี่น้องมาอย่างต่อเนื่อง และอยากให้จัดลำดับความสำคัญของปัญหา  ว่าเรื่องไหนเร่งด่วน  หรือไม่เร่งด่วน  เรื่องไหนมีความเดือดร้อน  เพื่อจะได้นำไปสู่การปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหา  โดยปัญหาใดที่เกี่ยวกับสังคม และเกี่ยวข้องกับกระทรวง พม.  กระทรวงก็จะนำไปพิจารณา  โดยให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ช่วยกลั่นกรองก่อน  ส่วนปัญหาใดที่ไม่เกี่ยวข้องจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการต่อไป

“การพัฒนาของชุมชน   มีหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง  ทั้งมหาดไทย   กรมพัฒนาชุมชน  พม.  แม้กระทั่งกรมการปกครองก็มีบทบาทหน้าที่   ดังนั้นต้องมีการบูรณาการ  สร้างการเชื่อมโยง  แบ่งบทบาทหน้าที่ว่าจะทำงานร่วมกันอย่างไร เพื่อให้การวางแผน  การติดตาม  ซึ่งต้องมีข้อมูล   โดยชุมชนเป็นผู้ชี้เป้า เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา  ซึ่งสภาองค์กรชุมชน เป็นฐานสำคัญที่จะทำให้องค์การบริหารส่วนตำบลมีความแข็งแรง   ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง และอยากให้องค์กรปกครองท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมผลักดันด้วย  ซึ่งหากผนึกกำลังกันได้ก็จะเป็นการดี”  พลเอกอนันตพรกล่าว

ส่วนปัญหาเรื่องงบประมาณของสภาองค์กรชุมชนที่มีจำกัดนั้น  รมว.พม.กล่าวว่า  ขณะนี้มีการจัดตั้งสภาฯ แล้ว  6,579   แห่ง  หากผลงานสภาองค์กรชุมชนฯ ดี  มีผลงานชัดเจน  สามารถแก้ปัญหาของชุมชนได้  ก็จะของบประมาณได้ง่าย  อย่างไรก็ตาม  การจัดทำงบประมาณในปี 2562 ในส่วนของสภาองค์กรชุมชนนั้น  ตนจะช่วยพูดคุยเรื่องงบประมาณให้

สำหรับข้อเสนอทางนโยบายที่ได้จากการประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติในครั้งนี้  ประกอบด้วย สิทธิชุมชนกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ  เนื่องจากที่ผ่านมา  ประเทศไทยยังขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำ  จึงทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม  น้ำแล้ง  ปัญหาน้ำเน่าเสีย  ฯลฯ  ที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติจึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาล  เช่น  รัฐควรทบทวนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชน  และต้องมีการประเมินผลกระทบในด้านต่างๆ ด้วย,  รัฐบาลต้องปฏิรูประบบการจัดการน้ำ  โดยการจัดทำแผนบริหารจัดการลุ่มน้ำ 25 ลุ่มน้ำ  เป็นการจัดทำ ‘แผนยุทธศาสตร์พัฒนาลุ่มน้ำของประเทศ’ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละท้องถิ่น,  ออกกฎหมายการเก็บภาษีน้ำจากภาคอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำจากธรรมชาติ  ฯลฯ

การจัดการที่ดินและป่าไม้  มีข้อเสนอการปฏิรูปกฎหมาย  เช่น  การผลักดัน พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน  เพื่อกำหนดมาตรการกระจายการถือครองที่ดินและการใช้ประโยชน์ที่ดิน  เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงการใช้ประโยชน์จากที่ดิน  โดยมีการจัดตั้งกองทุนที่ดินและสหกรณ์รองรับ,  การปฏิรูประบบภาษีและกำหนดมาตรการ  เพื่อสร้างความเสมอภาคและกระจายการเข้าถึงทรัพยากรที่สำคัญ  การจัดเก็บภาษีที่ดินและมรดกในอัตราก้าวหน้า ,การทวงคืนผืนป่าควรมีการตรวจสอบข้อมูลการครอบครองที่ดินโดยชุมชนและผ่านฉันทามติของชุมชนก่อน  และให้มีการชะลอการจับกุมหรือดำเนินคดีกับชาวบ้าน  ฯลฯ

การจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง  มีข้อเสนอ  เช่น การจัดทำแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแบบมีส่วนร่วม, การแก้ไขกฎหมายอุทยานแห่งชาติ  เพื่อใช้ประโยชน์ทางทะเลในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติ  เพื่อให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการเพื่อการพัฒนา  อนุรักษ์  ฟื้นฟู  และใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน , ยกเลิกโครงการพัฒนาขนาดใหญ่  อุตสาหกรรมหนัก  ปิโตรเคมี ที่ทำลายฐานทรัพยากร,  ยกเลิกการสร้างโรงฟ้าถ่านหิน  โดยเฉพาะในภาคใต้  สนับสนุนพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน,  ยกเลิกเครื่องมือประมงที่ทำลายทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง  ฯลฯ

ความมั่นคงทางอาหารต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก   เนื่องจากที่ผ่านมา  เกษตรกรกว่า 60 % ของประเทศต้องเช่าที่ดินทำกิน  และอีกจำนวนมากสูญเสียที่ดินเพราะปัญหาหนี้สิน, เมล็ดพันธุ์  90 % อยู่ในมือ 4-5  บริษัทใหญ่, ผลและผลไม้มีสารพิษปนเปื้อนเกินมาตรฐานเฉลี่ย 30-40%  ฯลฯ

ที่ประชุมมีข้อเสนอต่อรัฐบาล  เช่น  ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2551 ยุติการใช้สารเคมีการเกษตรกำจัดศัตรูพืชอันตราย 5 ชนิด  ได้แก่  พาราควอต  ไกลโฟเสต  คลอร์ไพริฟอส  คาร์โบฟูราน  และเมทโทมิล,  รัฐบาลต้องคุ้มครองที่ดินเพื่อการเกษตร  เพื่อไม่ให้นำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น    และไม่ให้บุคคลต่างด้าว  ทั้งส่วนตัวและนิติบุคคลเข้าครอบครองที่ดินทั้งทางตรงและทางอ้อม, ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจฐานราก  การเพิ่มพื้นที่การเกษตรที่ยั่งยืน  การผลิตอาหารที่ปลอดภัย  เพื่อเป็นแหล่งอาหารและสร้างรายได้ให้ชุมชน  ฯลฯ

ข้อเสนอทางนโยบายรองรับสังคมผู้สูงวัย  ประเทศไทยจะเข้าถึง ‘สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในปี 2575’  โดยจะมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป  เพิ่มขึ้นเป็น 20 % ของประชากรทั้งประเทศภายในปี 2575  ทำให้เกิดผลกระทบในด้านต่างๆ  เช่น  การขาดแคลนแรงงาน  ฐานะการคลัง   สวัสดิการผ้สูงอายุ  ฯลฯ

ที่ประชุมมีข้อเสนอทางนโยบาย  เช่น  ให้ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ  กระทรวง พม.ขับเคลื่อนนโยบายการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุในชุมชนให้เข้มแข็ง,  ให้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย  ปรับแก้ระเบียบการใช้จ่ายเงินของท้องถิ่นให้สามารถดูแลและพัฒนาคุณภาพของประชากรในพื้นที่ ได้, ให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ เร่งรัดสนับสนุนและส่งเสริมศักยภาพและการทำงานกับขบวนองค์กรชุมชนให้มีความเข้มแข็ง   ฯลฯ

การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนและระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก  ทั้งนี้เนื่องจากที่ผ่านมา  การดำเนินโครงการดังกล่าวทำให้เกิดปัญหาการจัดการที่ดินที่ขัดแย้งกับประชาชนในพื้นที่  รวมทั้งข้อกังวลเรื่องผลกระทบด้านมลพิษจากอุตสาหกรรม  และการหลั่งไหลของแรงงานข้ามชาติ  ฯลฯ

ที่ประชุมสภาฯ มีข้อเสนอให้รัฐบาลปรับปรุงนโยบายการพัฒนาดังกล่าว โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง  เป้าหมาย  หรือออกแบบการพัฒนาร่วมกัน, ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดหาที่ดินและกำหนดโซนนิ่งการใช้ประโยชน์ที่ดิน  แก้ปัญหาการประกาศพื้นที่พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทับซ้อนกับที่ดินของประชาชน, รัฐบาลควรส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างจริงจัง  โดยสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย  วิสาหกิจชุมชน  หรือวิสาหกิจเพื่อสังคม  เพื่อให้ผู้ประกอบการเหล่านี้มีบทบาทหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น ฯลฯ 

การแก้ไข พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน  พ.ศ.2551  มีข้อเสนอต่อรัฐบาล  เช่น  เสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.สภาฯ  เช่น  คำนิยามคำว่า ‘ตำบล’ ซึ่งมีปัญหากับงานในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ใช้ ‘เขต’ เป็นหน่วยจัดตั้งของสภาองค์กรชุมชน, กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้, กำหนดให้สภาองค์กรชุมชนจังหวัดเป็นนิติบุคคล   ฯลฯ

IMG_2715_resize.JPG

นอกจากนี้  ข้อเสนอทางนโยบายดังกล่าวนี้  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ จะนำไปเสนอต่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน  เพื่อนำไปพิจารณาประกอบการจัดทำแผนงานปฏิรูปประเทศต่อไป

นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ  ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  กล่าวว่า  นับตั้งแต่มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา  จนถึงขณะนี้มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศแล้ว  จำนวน 6,579  สภาฯ  คิดเป็นร้อยละ 84.08 ของจำนวนตำบล/เทศบาล/เขตทั่วประเทศ (7,825 แห่ง) โดยมีกลุ่มและองค์กรต่างๆ เข้าร่วมจัดตั้งกว่า  136,847  กลุ่ม/องค์กร  รวมจำนวนสมาชิกทั้งหมด  219,574  คน  และในปีงบประมาณ 2561 รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณเพื่อสนับสนุนภารกิจของสภาองค์กรชุมชนฯ จำนวน  97 ล้านบาทเศษ   ทั้งนี้ พอช.มีเป้าหมายภายในปี 2562 จะสนับสนุนการจัดตั้งสภาฯ ให้ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ  หรือประมาณ  7,825  แห่ง 

“ในอีกห้าปีข้างหน้า  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ  จะเน้นเรื่องการสร้างคุณภาพให้กับสภาองค์กรชุมชนฯ ทั้งหมดที่จัดตั้งขึ้นทั่วประเทศไปพร้อมๆ กับความร่วมมือและการบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน  เพื่อให้ทิศทางการพัฒนาประเทศเกิดความสมดุลอย่างแท้จริง  มีเป้าหมายการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน  ซึ่งตรงตามหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9  โดยจะน้อมนำเอาศาสตร์ของพระราชา  ‘เข้าใจ  เข้าถึง และพัฒนา’  เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นให้เข้มแข็งต่อไป” ผอ.พอช. กล่าวทิ้งท้าย

159A2922_resize.JPG

159A2979_resize.JPG

159A3048_resize.JPG

159A3056_resize.JPG

159A3065_resize.JPG

159A3066_resize.JPG

159A3085_resize.JPG

159A2957_resize.JPG

IMG_2896_resize.JPG

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter