playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก
Community_Happiness1_resize.JPG

นครนายก/  พอช.ร่วมงาน’มหกรรมเดินตามรอยพ่อ  สานต่อความสุขอย่างยั่งยืน’ ครั้งที่ 3  และตลาดนัดความสุขชุมชนที่วัดป่าศรีถาวรนิมิต  โดยมีภาคีคุณธรรมความสุข  ชุมชน  หมู่บ้าน  องค์กรปกครองท้องถิ่น 25 จังหวัดเข้าร่วม  ภายในงานมีการจัดนิทรรศการ  ออกร้านจำหน่ายสินค้าชุมชน  เวทีเสวนา  พิธีจุดเทียนเพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  บรมนาถบพิตร

ระหว่างวันที่  24-25 พฤศจิกายน  2560 ที่วัดป่าศรีถาวรนิมิต  อ.ปากพลี  จ.นครนายก  มีการจัดงาน     ’มหกรรมเดินตามรอยพ่อ  สานต่อความสุขอย่างยั่งยืน’ ครั้งที่ 3  และตลาดนัดความสุข   โดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์  ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน)  และภาคีคุณธรรมสร้างสุข  15 องค์กร  เช่น  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ภายในงานมีการจัดนิทรรศการแสดงผลงานต่างๆ  การออกร้านจำหน่ายสินค้าชุมชน  เวทีเสวนาในหัวข้อต่างๆ  โดยมีนายณัฐพงษ์  ศิริชนะ  ผู้ว่าราชการ จ.นครนายก  เป็นประธานเปิดงาน  มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1,000 คน  จากองค์กรต่างๆ  ชุมชน  ตำบล  องค์กรปกครองท้องถิ่น  โรงเรียน  ฯลฯ  รวม 25 จังหวัด
Community_Happiness2_resize.JPG

เวทีเสวนา ‘เดินตามรอยพ่อ  สานต่อความสุขอย่างไรให้ยั่งยืน’  โดยพระอธิการมนัส  ขันติธัมโม  เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทอง  จ.จันทบุรี  นายคำเดื่อง  ภาษี  ปราชญ์ชาวบ้านจาก จ.บุรีรัมย์  และนายทองเลี่ยม  บุตรจันทา  ปราชญ์ชาวบ้านจาก จ.ฉะเชิงเทรา

พระอธิการมนัส  ขันติธัมโม  ผู้ก่อตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์  กล่าวว่า  ตนเคยได้ยินในหลวงตรัสถึงเรื่องการทำทำนบกั้นน้ำหรือการขุดบ่อเพื่อกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้  เมื่อเห็นชาวบ้านเดือดร้อนเรื่องการเงิน  เรื่องการเป็นหนี้เป็นสิน  จึงคิดว่าชาวบ้านควรจะต้องทำตามในหลวงเพื่อแก้ปัญหา   คือต้องทำ ‘ทำนบกั้นเงิน’ เพื่อไม่ให้เงินไหลออก  จึงชวนชาวบ้านมาทำธนาคารหรือตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ขึ้นมา  แต่ไม่ต้องเอาเงินไปฝากธนาคาร  เพราะธนาคารให้ดอกเบี้ยเงินฝากเพียงร้อยละ 1 บาทต่อปี  แต่หากจะกู้เงินธนาคาร  ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 บาท  ถือเป็นการเอาเปรียบ  ดังนั้นธนาคารของชาวบ้านจะต้องดูแลและบริหารงานกันเอง

“กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ในจังหวัดจันทบุรีเริ่มต้นในปี 2539 ตอนแรกก็มีชาวบ้านที่ไม่เข้าใจหาว่าพระมายุ่งเรื่องเงินทองทำไม  อาตมาก็บอกว่าผิดด้วยหรือหากพระจะสอนให้ชาวบ้านลดเลิกเหล้า  อบายมุข  เพื่อเอาเงินมาออมช่วยเหลือกัน  ตอนแรกมีชาวบ้านสนใจเข้าร่วมกลุ่มเพียง 100 คน  มีเงินออมรวมกัน  6,810 บาท  แต่ถึงวันนี้  เวลาผ่านไป 21 ปี  มีสมาชิกรวมกัน  87,000 คน  มีเงินออมรวมกันประมาณ  1,700 ล้านบาท  สามารถช่วยเหลือชาวบ้านในยามที่เดือดร้อน  และยังมีสวัสดิการต่างๆ เช่น  เจ็บป่วย  หากเสียชีวิตก็จะได้สวัสดิการประมาณ 100,000 บาท  เด็กนักเรียนจะมีทุนการศึกษาให้ปีละ 1,000 ทุนๆ ละ 1,000 บาท”  พระอธิการมนัสยกตัวอย่าง
Community_Happiness3_resize.JPG

พระอธิการมนัสกล่าวด้วยว่า  การจัดตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์  นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องหนี้สินและการเงินของชาวบ้าน  ทำให้ชาวบ้านมีสวัสดิการแล้ว  ยังทำให้ชาวบ้านเกิดความสามัคคี  ได้เข้าวัดอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งเพื่อประชุมปรึกษาหารือ  เกิดความสุขเพราะมีกองทุนต่างๆ เอาไว้ช่วยเหลือกัน  และเงินไม่ไหลออกนอกชุมชน  ซึ่งหากชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ นำแนวคิดนี้ไปใช้ก็จะมีความสุขอย่างยั่งยืน  และเป็นการเดินตามรอยหรือตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9

นายคำเดื่อง  ภาษี  ปราชญ์ชาวบ้านด้านเกษตรพึ่งตนเอง  กล่าวว่า  เมื่อก่อนตนเองก็ไปหลงอยู่กับระบบทุน  คิดว่าถ้ามีเงินเยอะๆ ก็จะทำให้มีความสุข  จึงปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อขาย  ซึ่งในตอนนั้นปอกำลังมีราคาดี  จึงโค่นต้นไม้ที่มีอยู่เพื่อใช้ปลูกปอ  แต่เมื่อมีคนปลูกปอกันเยอะ  ราคาปอจึงตก  พอหันไปปลูกข้าวโพด  ราคาข้าวโพดก็ตกอีก  ทำให้เป็นหนี้   จึงต้องเอาที่ดินไปจำนองเพื่อกู้เงินจาก ธกส. ทำให้ยิ่งจน  เครียด  กินเหล้า  แต่ต่อมาได้หันมาศึกษาธรรมะ  และได้แนวคิดเรื่องการพึ่งพาตนเองหรือ ‘อัตตาหิ   อัตตาโน  นาโถ’  จึงนำมาใช้ในการฟื้นฟูการเกษตร  ฟื้นฟูไร่นาขึ้นมาใหม่  เรียกว่า “สร้างดาวดวงใหม่ในโลกใบเดิม”

“ถ้าจะใช้ชีวิตให้มีความสุข  ก็ไม่จำเป็นจะต้องมีเงินเพียงอย่างเดียว  เพียงแต่เราต้องมีความพอเพียง  ใช้ทุนความรู้  ดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง  ปลูกข้าว  ปลูกต้นไม้  ปลูกผัก  เลี้ยงปลา  เอาไว้เป็นอาหาร  เป็นการพึ่งตัวเอง  มีการให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลคนอื่น   ถือหลักว่าการให้  คือการได้  ชีวิตก็จะมีความสุข  เพราะไม่ได้มุ่งไปที่การหาเงิน”  นายคำเดื่องกล่าว
Community_Happiness4_resize.JPG

นายทองเลี่ยม  บุตรจันทา  ปราชย์ชาวบ้านจาก จ.ฉะเชิงเทรา  ซึ่งใช้แนวคิดการทำบัญชีรายจ่ายในครัวเรือนมาแก้ปัญหาหนี้สิน  กล่าวว่า  เดิมตนเป็นคนบุรีรัมย์  เคยปลูกมันสำปะหลัง  ปลูกอ้อยเพื่อขาย  แต่ยิ่งทำให้  ยิ่งมีหนี้สิน  จึงขายที่ดินเพื่อปลดหนี้  เหลือเงินประมาณ 1 แสนบาท  ในปี 2531 เมื่อรู้ข่าวว่ามีคนอีสานไปบุกเบิกทำกินที่จังหวัดฉะเชิงเทรา  จึงนำเงินมาซื้อที่ดินที่อำเภอสนามชัยเขตได้ 50 ไร่  แล้วนำมาปลูกข้าวโพด  แต่เมื่อข้าวโพดราคาตกต่ำจึงทำให้เป็นหนี้เถ้าแก่ขายปุ๋ยและ ธกส.

ต่อมาในปี 2539 ได้มีโอกาสศึกษาเรียนรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน  เช่น  ผู้ใหญ่วิบูลย์  เข็มเฉลิม  ได้เรียนรู้เรื่องเกษตรพึ่งตนเอง  เรียนรู้เรื่องการบันทึกข้อมูลรายจ่ายในครัวเรือนว่าแต่ละวันใช้จ่ายอะไรไปบ้าง  หลังจากนั้นจึงทำบันทึกรายจ่าย  และนำข้อมูลมาหาทางลดรายจ่าย  โดยปลูกและผลิตของที่เคยซื้อ  เช่น  ปลูกผักต่างๆ ที่ใช้เป็นอาหาร  ผักสวนครัว  ปลูกข้าวในพื้นที่ 5 ไร่  สีข้าว  เพื่อกินและขาย  ทำสบู่  แชมพู  จากสมุนไพรต่างๆ ที่ปลูกเอาไว้แทนการซื้อ  และปลูกต้นไม้  3 อย่าง  ประโยชน์ 4 อย่าง  ในที่ดิน 13 ไร่  เช่น  พะยูง  มะฮอกกานี  มะค่า  ยางนา   ฯลฯ  อย่างละ 1,000 ต้น  รวมแล้วประมาณ  5,000 ต้น 

“ตอนนี้ผมมีต้นไม้ที่โตแล้วประมาณ 4,000 ต้น  ประเมินราคาขายตอนนี้  ต้นละ 10,000 บาท  จะได้เงินทั้งหมดประมาณ 40 ล้านบาท  แต่ผมจะไม่ขาย  จะเก็บเอาไว้ให้ลูกหลานได้ใช้ประโยชน์  และตอนนี้ผมก็ไม่มีหนี้สิน   มีรายได้ก็เอามาตั้งเป็นกองทุนต่างๆ ในครอบครัว  เช่น  กองทุนเสื้อผ้า  กองทุนการศึกษาของลูก  ซึ่งหากเกษตรกรไทยพึ่งตนเองได้  โดยใช้แนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง  เกษตรกรก็จะมีทางรอด   มีความสุข  ซึ่งผมก็จะให้ลูกหลานสืบทอดแนวทางนี้ต่อไป”  นายทองเลี่ยมกล่าวทิ้งท้าย
Community_Happiness5_resize.JPG


นอกจากการเสวนาดังกล่าวแล้ว  ยังมีการเสวนากลุ่มย่อย  เช่น  เวทีเรียนรู้ ‘เครื่องมือและวิธีการขับเคลื่อนชุมชนเข้มแข็งเป็นสุข’  เวทีปฏิบัติ ‘เดินตามรอยพ่อ  น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  นำสู่การปฏิบัติ’  ฯลฯ  โดยในวันที่ 24 พฤศจิกายน  ช่วงค่ำ  ผู้ร่วมงานได้ร่วมกันจุดเทียนน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  บรมนาถบพิตร

การจัดงาน ‘เดินตามรอยพ่อ  สานต่อความสุขอย่างยั่งยืน’  ของภาคีและเครือข่ายต่างๆ ในครั้งนี้  มีเจตนารมย์ที่จะปฏิบัติตามคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 และกำหนดความสุขของประชาชน  โดยประชาชน  เพื่อประชาชน  เพื่อความสุขอย่างยั่งยืน  และสร้างเสริมให้ประเทศไทยเกิดสันติสุขที่ยั่งยืนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  ดังนี้

1.เราทุกคนจะปฏิบัติตามรอยพ่อ  สานต่อความสุขที่ยั่งยืน  โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาสู่การปฏิบัติในชีวิตประจำวันให้เป็นวิถี  2.เราจะร่วมกันส่งเสริมครอบครัวคุณธรรม  เป็นบุคคลที่พอเพียง  มีวินัย  มีความสุจริต  และมีจิตอาสา  เป็นครอบครัวพอเพียงที่เน้นการพึ่งตนเอง  ส่งเสริมชุมชนท้องถิ่นให้สามารถกำหนดความสุขของตัวเองได้ 

3.จะมุ่งดำเนินงานเพื่อให้เกิดการบูรณาการที่เป็นเอกภาพ  ไม่เอางานของหน่วยงานเป็นตัวตั้ง  จะยึดหลักความสุขร่วมของคนในพื้นที่เป็นตัวตั้ง  เพื่อนำไปสู่ “สังคมที่อยู่เย็นเป็นสุข  ผู้คนอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน”  คือ  ความสงบ  สันติ  การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข  มีชีวิตที่ดี  ครอบครัวที่ดี  ชุมชนที่ดี  สังคมที่ดี  สิ่งแวดล้อมที่ดี  โดยจะจัดให้มีเวทีเพื่อปรึกษาหารือการพัฒนาเชิงพื้นที่โดยทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม ฯลฯ

สำหรับเครือข่ายความสุขชุมชน ‘เดินตามรอยพ่อ  สานต่อความสุขอย่างยั่งยืน’  เป็นเครือข่ายที่มีองค์กร  ชุมชน  หมู่บ้าน  และองค์กรปกครองท้องถิ่นจาก 5 ภูมิภาค  รวมกว่า 25 จังหวัด  โดยการสนับสนุนจากภาคีขับเคลื่อนและส่งเสริมสังคมคุณธรรม  ซึ่งเป็นการริเริ่มของอาจารย์ไพบูลย์  วัฒนศิริธรรม  อดีตรองนายกรัฐมนตรี  และประธานสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  ประกอบด้วย  สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์  ศูนย์คุณธรรม ( องค์การมหาชน)  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ   สถาบันพัฒนาองค์กรชุมฯ  และหน่วยงานต่างๆ รวม 15 องค์กร

Community_Happiness6_resize.JPG

Community_Happiness7_resize.JPG

Community_Happiness8_resize.JPG

รายงานโดย งานสื่อสารองค์กร พอช.

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter