playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก
poadang_1.jpg


ชุมพรเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ที่เคยเกิดปัญหาภัยพิบัติจากธรรมชาติ เช่น พายุพัดถล่มและน้ำท่วมมาแล้วหลายครั้ง  ภัยพิบัติครั้งใหญ่ คือ พายุเกย์ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนปี 2532  ลมพายุได้เริ่มก่อตัวขึ้นในอ่าวไทยและทวีความรุนแรงจนเป็นลมไต้ฝุ่นที่มีระดับความเร็วถึง 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  เมื่อลมพายุพัดขึ้นฝั่งในเขตอำเภอปะทิวและท่าแซะได้กวาดบ้านเรือนเสียหายกว่า 32,000 หลัง เรือประมงจมหายประมาณ  500 ลำ  ผู้เสียชีวิตกว่า 400 คน  มูลค่าความเสียหายกว่า 10,000 ล้านบาท

ในเดือนสิงหาคม 2540 พายุโซนร้อนซีต้าพัดถล่มหลายภาคของประเทศไทย  จังหวัดชุมพรหลายอำเภอได้รับผลกระทบครั้งนี้ด้วย  โดยเฉพาะในเมืองชุมพรกระแสน้ำไหลทะลักเข้าท่วมตัวเมืองสูงกว่า 2 เมตร  ส่วนถนนสายเอเซียทั้งขาขึ้น-ขาล่อง  รวมทั้งเส้นทางรถไฟไม่สามารถสัญจรไปมาได้  มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้  28 ราย   ทรัพย์สินเสียหายประมาณ 2,000 ล้านบาท

หลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมหนักมาตลอดแทบจะทุกปี เช่น  ในปี 2551, 2553- 2555... ล่วงมาถึงเดือนมกราคม 2560 ปีนี้  เกิดน้ำท่วมใน 13 จังหวัดภาคใต้   จังหวัดชุมพรก็ได้รับผลกระทบอีกเช่นกัน  โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำหลังสวน ซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำ  เกิดปัญหาน้ำท่วมแทบจะทุกปี  ที่ตำบลพ้อแดงปีนี้ปริมาณน้ำมากทำให้ระดับน้ำท่วมสูงเฉลี่ยประมาณ 4 เมตร  ประชาชนได้รับความเดือดร้อนและทรัพย์สินเสียหายเป็นจำนวนมาก



จุดเริ่มต้นเครือข่ายจัดการภัยพิบัติลุ่มน้ำหลังสวน

                จากเหตุการณ์ภัยพิบัติและน้ำท่วมซ้ำซากในจังหวัดชุมพร  ขบวนเครือข่ายองค์กรชุมชนในจังหวัดชุมพรจึงได้เริ่มรวมตัวกันตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา เพื่อเตรียมการป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติ  โดยเฉพาะพื้นที่ในอำเภอพะโต๊ะ จ.ชุมพร  ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำหลังสวน  มีสายน้ำหลายสายจากป่าเขาในเขตอำเภอท่าชนะ  จ.สุราษฎร์ธานี  และเทือกเขาในพะโต๊ะไหลมารวมกันกลายเป็นแม่น้ำหลังสวน  แล้วไหลลงสู่พื้นราบผ่านตำบลต่างๆ  ก่อนจะไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทยที่ตำบลปากน้ำ  อ.หลังสวน  จ.ชุมพร  รวมระยะทางจากต้นน้ำถึงปลายน้ำประมาณ 95  กิโลเมตร

 จินดา  บุญจันทร์    ในฐานะคนต้นน้ำหลังสวน  อ.พะโต๊ะ  จ.ชุมพร  เล่าถึงจุดเริ่มต้นของแนวคิดในการจัดการภัยพิบัติว่า เกิดจากแกนนำชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมมานั่งคุยกัน  แล้วตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไร  เพื่อจะจัดการภัยพิบัติได้อย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงทรัพยากรต่างๆ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ และมีการเชื่อมร้อยกันเป็นเครือข่ายในลุ่มน้ำต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล  ประสบการณ์  และช่วยเหลือกัน  รวมทั้งจะผลักดันการจัดการภัยพิบัติในระดับจังหวัดหรือระดับนโยบายได้อย่างไร  ที่ไม่ใช่แค่การมาแจกสิ่งของเพื่อบรรเทาทุกข์เฉพาะหน้า

ในปี 2552  เครือข่ายลุ่มน้ำหลังสวน  4  ตำบลในอำเภอพะโต๊ะได้เริ่มจัดทำแผนจัดการภัยพิบัติ   ต่อมาในปี 2554 ได้ขยายไปอีก 12 พื้นที่   โดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นกลไกในการขับเคลื่อนงาน  มีการเชื่อมร้อยเป็นระบบลุ่มน้ำ  แบ่งเป็น 5 ลุ่มน้ำสำคัญ  คือ  1.ลุ่มน้ำละแม ครอบคลุมพื้นที่ อ.ละแม  2.ลุ่มน้ำหลังสวน  ครอบคลุม อ.พะโต๊ะ และ อ.หลังสวน  3.ลุ่มน้ำสวี  ครอบคลุม อ.สวี และบางส่วนของจังหวัดระนอง 4.ลุ่มน้ำท่าตะเภา ครอบคลุม อ.ท่าแซะและ อ.เมือง  และ 5.ลุ่มน้ำชุมพร ครอบคลุมพื้นที่ อ.ปะทิว  และ อ.เมือง

 

poadang_2.jpg


ใช้งานวิจัยเป็นฐานข้อมูลแก้ปัญหา

ในช่วงปี 2555-2556  สำนักวิจัยพัฒนา  และอุทกภัย  กรมทรัพยากรน้ำ  ร่วมกับสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ได้ทำการศึกษาวิจัย ‘โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาวิถีชีวิตและบทบาทของชุมชนในพื้นที่วิกฤติอุทกภัย : กรณีศึกษาพื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้’  โดยใช้พื้นที่ลุ่มน้ำหลังสวนเป็นพื้นที่ศึกษา  เนื่องจากพื้นที่ลุ่มน้ำหลังสวนมีลักษณะต่างๆ เหมือนกับลุ่มน้ำอื่นๆ ในภาคใต้  และยังเป็นพื้นที่หนึ่งที่เกิดอุทกภัยรุนแรง ใช้รูปแบบการวิจัยแบบมีส่วนร่วม  โดยมีผู้นำชุมชนและตัวแทนหน่วยงานราชการในท้องถิ่น  จำนวน 46 คน  เข้าร่วมเป็น ‘นักวิจัยทรัพยากรน้ำชุมชน’  ศึกษาวิจัยในพื้นที่ต้นน้ำ  ตั้งแต่  อ.พะโต๊ะ  ลงมาถึงพื้นที่กลางน้ำ  และปลายน้ำที่ อ.หลังสวน  จ.ชุมพร

วัตถุประสงค์สำคัญของการวิจัย  เพื่อ  1.เพื่อศึกษาสาเหตุของปัญหาและแนวทางการแก้ไขจากอดีตถึงปัจจุบัน  2.ศึกษาและวิเคราะห์การปรับตัวและเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของประชาชนที่ทำให้สามารถปรับตัวอยู่กับปัญหาอุทกภัยได้  3.จัดทำมาตรการและแนวทางการจัดการอุทกภัย  และ 4.เสนอรูปแบบและกลไกการดำเนินงานของเครือข่ายภาคประชาชน  เพื่อจัดการปัญหาอุทกภัยอย่างมีประสิทธิผล  โดยมีนักวิจัยทรัพยากรน้ำชุมชนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน

ผลจากการวิจัยในครั้งนี้พบว่า  ปัญหาอุทกภัยในภาคใต้ส่วนใหญ่เกิดจากอิทธิพลของลมมรสุมประจำฤดูกาลที่พัดเข้าสู่ภาคใต้  ประกอบกับสภาพภูมิอากาศของโลกที่แปรปรวนและทวีความรุนแรงมากขึ้นจึงทำให้เกิดฝนนอกฤดูกาล  ส่วนปัจจัยเร่งจะมาจากการกระทำของมนุษย์  เช่น  การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเมือง  โดยไม่มีการวางแผนการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสม  การสร้างถนน  ทางรถไฟ   การถมพื้นที่เพื่อสร้างอาคาร  และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ขวางทางน้ำ 

การรุกล้ำพื้นที่ป่าไม้  พื้นที่ต้นน้ำ  เพื่อปลูกยางพารา  ปาล์มน้ำมัน  สวนผลไม้  ซึ่งเป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว  และปลูกเป็นแถว  เป็นแนว  ทำให้ไม่มีต้นไม้ที่เคยเป็นปราการธรรมชาติช่วยชะลอน้ำ  เมื่อฝนตกหนักน้ำจากที่สูงจะไหลหลากลงสู่พื้นที่ราบต่ำอย่างรวดเร็ว  เมื่อเจอกับอุปสรรคกั้นขวางทางเดินของน้ำ  จึงทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขัง  ต้องใช้เวลาหลายวันกว่าน้ำจะระบายลงสู่ทะเล

นอกจากนี้น้ำที่ไหลจากภูเขาสูงลงมาอย่างรวดเร็วยังทำให้เกิดการชะล้างหน้าดิน   โดยเฉพาะการปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นพืชที่ไม่มีรากแก้วอาจทำให้ต้นไม้โค่นล้มหรือดินโคลนถล่ม  ทำความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สิน  รวมทั้งทำให้แม่น้ำตื้นเขินได้  ในปี 2540 ที่เกิดพายุซีต้า  ทำให้พื้นที่ที่เคยทำนาใน อ.พะโต๊ะ  ถูกตะกอนดินโคลนทับถมที่นาเป็นจำนวนมาก  ชาวบ้านที่เคยทำนาต้องเปลี่ยนอาชีพมาปลูกสวนปาล์มน้ำมัน

 

poadang_3.JPG

 


ตามสภาพภูมิศาสตร์  พื้นที่ต้นน้ำหลังสวนอยู่ในอำเภอพะโต๊ะซึ่งเป็นพื้นที่สูง  น้ำจากพะโต๊ะจะไหลลงสู่อำเภอหลังสวนซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำ  ก่อนจะไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทยที่ปากน้ำหลังสวน  แต่เนื่องจากในอำเภอหลังสวนไม่มีอ่างเก็บน้ำ  และมีสิ่งกีดขวางทางไหลของน้ำ  นอกจากนี้สภาพคลองหลังสวนยังแคบและตื้นเขิน  ไม่สามารถรองรับน้ำปริมาณมากได้ ในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตกชุก  จึงมักจะเกิดปัญหาน้ำท่วมขัง  และดินโคลนถล่มอยู่บ่อยครั้ง   ระดับน้ำท่วมมีตั้งแต่  1-5 เมตร  ระยะเวลาท่วมขังตั้งแต่ 1-14 วัน  หรือนานกว่านั้น  

ส่วนพื้นที่ต้นน้ำหลังสวนใน อ.พะโต๊ะ  เมื่อเกิดฝนตกหนัก  น้ำจะหลากท่วมพื้นที่อย่างรวดเร็ว  ความแรงของกระแสน้ำอาจทำให้ทางสัญจรขาด  นอกจากนี้กระแสน้ำยังกัดเซาะตลิ่งและหน้าดินพังเสียหาย

ภูมิปัญญาท้องถิ่นป้องกันภัยพิบัติ

                จากการวิจัยในครั้งนี้ยังพบว่า  ชาวบ้านและเครือข่ายลุ่มน้ำต่างๆ  ได้นำประสบการณ์ที่เคยเผชิญกับภัยพิบัติมาใช้ในการป้องกันภัย  เช่น  พื้นที่ต้นน้ำหลังสวน  ในเขต อ.พะโต๊ะ  มีการสร้างฝายชะลอน้ำและอนุรักษ์ดิน  โดยการนำของ ‘พงศา  ชูแนม’  หัวหน้าหน่วยอนุรักษ์และจัดการลุ่มน้ำพะโต๊ะ  สร้างฝายชะลอน้ำในคลองเพื่อไม่ให้น้ำและตะกอนดินไหลลงปลายน้ำเร็วเกินไปจนทำให้ตลิ่งพัง  ลำคลองตื้นเขิน, ปลูกต้นแฝกเพื่อป้องกันตลิ่งพังทลาย  และปลูกต้นไม้แทรกในสวนยางพารา  เพื่อชะลอการไหลของน้ำ  ป้องกันหน้าดินพังทลาย  ฯลฯ

                พื้นที่กลางน้ำ  เช่น  ตำบลปังหวาน  อ.พะโต๊ะ  ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาสูง  ในปี 2548 กรมทรัพยากรธรณีได้สำรวจและประกาศให้ตำบลปังหวานเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่ม  มีการติดตั้งสถานีวัดน้ำฝน  และจัดตั้งเครือข่ายเตือนธรณีพิบัติภัย  มีการจัดทำแผนที่แสดงพื้นที่เสี่ยงภัย   แผนที่แสดงตำแหน่งบ้านเครือข่ายแจ้งเหตุเตือนภัย  ช่องทางการสื่อสารเตือนภัย  โดย อบต.ปังหวานจะสนับสนุนกำลังคน  อุปกรณ์  พาหนะ  เพื่อช่วยเหลือและอพยพประชาชนในกรณีเกิดภัยพิบัติฯลฯ

                พื้นที่ปลายน้ำ  เช่น  ที่หมู่  14  ตำบลนาพญา  อ.หลังสวน  มีชาวบ้านสร้างบ้านลอยน้ำเพื่อเตรียมไว้เป็นที่อยู่อาศัยเมื่อเกิดน้ำท่วม  โดยใช้ถังน้ำขนาด 200   ลิตร  จำนวน  12  ถัง  มาทำเป็นแพ   ปูพื้นด้วยไม้กระดาน  และใช้สังกะสีมาทำเป็นฝาและหลังคาบ้าน   ขนาดประมาณ  4 X 6 ตารางเมตร  ใช้เงินลงทุน 30,000 บาท   เมื่อเกิดน้ำท่วมแพก็จะลอยขึ้นตามระดับน้ำใช้เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวได้

                ที่ตำบลบ้านควน  อ.หลังสวน  อบต.บ้านควนได้สนับสนุนชาวบ้านให้ปลูกไผ่เพื่อช่วยยึดหน้าดินและชะลอน้ำ  ป้องกันไม่ให้ตลิ่งพัง  เนื่องจากที่ผ่านมา  เมื่อเกิดน้ำท่วมหลาก  กระแสน้ำจะกัดเซาะตลิ่งทำให้ชาวบ้านสูญเสียที่ดิน  การปลูกไผ่จะช่วยให้รากยึดเหนี่ยวดิน  หน่อไผ่นำมาทำเป็นอาหาร  ไม้ไผ่นำมาทำเครื่องจักสาน  ใช้ประโยชน์ได้มากมาย

ต่อยอดงานวิจัยป้องกันภัยในลุ่มน้ำหลังสวน

                สมชาย  สำเภาอินทร์   หัวหน้าป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองหลังสวน  ซึ่งเคยอยู่ในทีมวิจัย ‘นักวิจัยทรัพยากรน้ำชุมชน’ ในช่วงปี 2555-2556  เล่าว่า  ข้อมูลจากการวิจัย ‘โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาวิถีชีวิตและบทบาทของชุมชนในพื้นที่วิกฤติอุทกภัย : กรณีศึกษาพื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้’ ในครั้งนั้น เป็นประโยชน์อย่างมากในการนำมาใช้วางแผนเพื่อเตรียมพร้อมกับการรับมือกับภัยพิบัติตลอดลุ่มน้ำหลังสวน  โดยหลังจากการวิจัยจบลงในช่วงกลางปี 2556 ได้มีการจัดตั้ง ‘เครือข่ายการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนลุ่มน้ำหลังสวน’ขึ้นมา  มีตนเป็นประธานเครือข่ายฯ  มีคณะกรรมการ  15 คน  ครอบคลุมพื้นที่  2  อำเภอ (พะโต๊ะ,หลังสวน)  15 ตำบล  และมีการขับเคลื่อนงานต่างๆ เช่น

จากเดิมที่มีการติดตั้งเครื่องโทรมาตรเก็บข้อมูลระดับน้ำตั้งอยู่ที่พะโต๊ะ 1 เครื่อง  และที่สะพานบ้านด่าน 1 แห่งซึ่งทั้ง 2 จุดอยู่ห่างกันประมาณ  60 กิโลเมตร  และต้องใช้โทรศัพท์สอบถามข้อมูลเรื่องปริมาณน้ำฝน  จึงอาจทำให้ได้รับรู้ข้อมูลล่าช้าไม่ทันสถานการณ์อุทกภัย  รวมทั้งองค์ความรู้ที่จะนำมาวิเคราะห์หรือพยากรณ์น้ำก็จำกัดอยู่เฉพาะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง  แต่หลังจากที่มีการจัดตั้งเครือข่ายฯ ขึ้นมาแล้ว  ได้มีการติดตั้งกระบอกวัดปริมาณน้ำฝนขึ้นในพื้นที่ต้นน้ำที่พะโต๊ะ  รวมทั้งหมด 40   จุด  เป็นกระบอกวัดน้ำขนาดความจุ  200   มิลลิเมตร (มม.)  และได้มีการถ่ายทอดความรู้ในการวิเคราะห์และพยากรณ์น้ำให้แก่ชุมชนท้องถิ่นโดยผ่านนักวิจัยของเครือข่ายฯ จำนวน  46 คน

“ทุกวันที่ฝนตก  เจ้าหน้าที่เครือข่ายฯ จะรายงานปริมาณน้ำฝนที่วัดได้จากกระบอกวัดน้ำฝนทั้งหมด  แล้วรายงานข้อมูลผ่านไลน์กลุ่มในเวลา 7  โมงเช้าทุกวัน  เพื่อนำมาวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ  เช่น  หากปริมาณฝนตกในพื้นที่ต้นน้ำมีค่าเฉลี่ยสูงกว่า  100   มิลลิเมตรติดต่อกันเป็นเวลา 2  วัน  พื้นที่ปลายน้ำที่หลังสวนก็จะเกิดน้ำท่วม   โดยน้ำจากพะโต๊ะจะใช้เวลาประมาณ  7 ชั่วโมงจึงจะไหลลงมาถึงหลังสวน  เมื่อรู้ข้อมูลนี้เครือข่ายฯ ก็จะนำมาแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมอพยพ  หรือขนย้ายข้าวของ  สัตว์เลี้ยง  ไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย  ผ่านช่องทางต่างๆ  เช่น  วิทยุสื่อสาร  หอกระจายข่าว  วิทยุในท้องถิ่น  รถกระจายเสียงเคลื่อนที่  ทำให้ประชาชนได้รู้ข้อมูลล่วงหน้าและเตรียมตัวได้ทัน”  สมชายในฐานะประธานเครือข่ายการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนลุ่มน้ำหลังสวนยกตัวอย่าง
poadang_4.JPG

นอกจากการวัดปริมาณน้ำฝนเพื่อแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าแล้ว  เครือข่ายฯ ยังได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาระยะยาวผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่รับผิดชอบ  เช่น  การทำท่อระบายน้ำลอดใต้ถนนเพชรเกษม (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 41) ในช่วงที่ผ่านอำเภอหลังสวน  เพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังอำเภอหลังสวน  เนื่องจากถนนเพชรเกษมเป็นเส้นทางที่ปิดกั้นทางไหลของน้ำตามธรรมชาติที่มีมาแต่เดิม  เมื่อมีปริมาณน้ำมากและน้ำระบายไม่ทันก็จะทำให้น้ำท่วมขัง  และท่วมถนนเพชรเกษม  ทำให้รถยนต์ไม่สามารถสัญจรไปมาได้ 

โดยเครือข่ายได้เสนอแนวทางแก้ไขไปยังกรมทรัพยากรน้ำ  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ในช่วงปี 2557  ที่ผ่านมา  ปัจจุบันแขวงทางหลวงชุมพรกำลังสร้างท่อลอดเหลี่ยมคอนกรีต (Box Culvert) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.50 เมตรลอดใต้ถนนเพชรเกษมบริเวณหน้าหมวดทางการหลังสวน  และบริเวณหน้าโรงพยาบาลหลังสวน  ตามแผนงานการก่อสร้างจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้  

โครงการขุดคลองเพื่อผันน้ำจากหลังสวนออกสู่อ่าวไทย  สมชายเล่าว่า  โครงการนี้เครือข่ายฯ ได้เสนอแนวคิดนี้ผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา  และนำเสนอผ่านเวทีการสัมมนาแก้ไขปัญหาภัยพิบัติหลายครั้ง  ปัจจุบันกรมทรัพยากรน้ำได้เข้ามาสำรวจข้อมูลในพื้นที่แล้ว  ซึ่งเส้นทางการขุดคลองที่เครือข่ายฯ เสนอไปนั้น  จะเริ่มจากคลองแม่เล ต.ท่ามะพลา  ผ่านพื้นที่ต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สาธารณะไปยังคลองบ้านจมูกโพรง  ต.บางมะพร้าว  อ.หลังสวน  เพื่อผันน้ำจากจากคลองหลังสวนลงทะเล  รวมระยะทางทั้งหมดประมาณ  24 กิโลเมตร 

“การขุดคลองออกสู่ทะเลนี้  บางเส้นทางก็เป็นคลองหรือเป็นลำรางเดิมอยู่แล้ว  แต่มีการถมดิน  ถมพื้นที่  เพื่อปลูกผลไม้  ปลูกปาล์ม  บางทีก็มีการตัดกิ่งไม้ลงในคลองทำให้คลองตื้นเขิน  หรือสร้างบ้านขวางทางน้ำ  ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สาธารณะ  มีที่ดินเอกชนเพียงไม่กี่ราย  ถ้ามีการขุดคลองเส้นนี้ออกสู่ทะเลได้  รวมทั้งการทำท่อลอดเหลี่ยมระบายน้ำใต้ถนนเพชรเกษมแล้วเสร็จ  ผมเชื่อว่าจะแก้ปัญหาน้ำท่วมอำเภอหลังสวนได้อย่างถาวรแน่นอน”  สมชายกล่าว 

                ส่วนความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำหลังสวนนั้น  ในช่วงปี 2558-2559   กรมโยธาธิการและผังเมืองได้ว่าจ้างบริษัทเอกชนให้ทำการศึกษาและออกแบบระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันน้ำท่วมในจังหวัดชุมพรหลายอำเภอ  ซึ่งรวมทั้งพื้นที่ในอำเภอหลังสวนด้วย  โดยบริษัทที่ปรึกษาเอกชนได้เสนอแนวทางที่สำคัญในอำเภอหลังสวนที่มีความเป็นไปได้สูง  เช่น 

1.การผันน้ำลงสู่ทะเล  ซึ่งจะต้องมีการขุดคลอง  โดยจะต้องหาพื้นที่ที่มีความเหมาะสมเพื่อดำเนินการ  แต่จะต้องมีการจ่ายค่าชดเชยในการเวนคืนพื้นที่  2.การสร้างคันป้องกันน้ำหลากในคลองสายหลัก (คลองหลังสวน)  โดยต้องสร้างคันดินให้สูงกว่าเดิมประมาณ  2.58  เมตร  และ 3.ต้องขุดลอกคลองหลังสวน  คลองสาขาต่างๆ  และสร้างประตูระบายน้ำ  4.ยกระดับถนนในเขตเทศบาลเมืองหลังสวน  ฯลฯ



ตำบลพ้อแดงเตรียมแผนป้องกันภัยพิบัติ

                ตำบลพ้อแดง  อ.หลังสวน  มีพื้นที่ติดต่อกับเขตเทศบาลเมืองหลังสวน  มี 10 หมู่บ้าน ประมาณ  500 ครัวเรือน  ประชากร 2,000 คนเศษ  เดิมพื้นที่สวนใหญ่เป็นพื้นที่ทำนา  ภายหลังเปลี่ยนมาปลูกมังคุดและปาล์มน้ำมัน  มีการถมพื้นที่  ขยายพื้นที่เพาะปลูก  จึงทำให้กีดขวางทางเดินน้ำ  ประกอบกับพื้นที่เป็นที่ลุ่มต่ำอยู่แล้ว  น้ำจากอำเภอพะโต๊ะและละแมจะไหลลงมาที่ตำบลพ้อแดงๆ  จึงต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วมหนักที่สุดในเขตลุ่มน้ำหลังสวน
poadang_5.jpg

poadang_6.jpg


                ประวัติ  นาคมุสิก  ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลพ้อแดง  บอกว่า  ตำบลพ้อแดงเคยเจอน้ำท่วมหนักเมื่อปี 2540  แต่ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2560 กลับหนักยิ่งกว่า  เพราะน้ำท่วมสูงจากพื้นดินขึ้นมาประมาณ 4 เมตร  ขนาดคนที่มีบ้าน 2 ชั้นแต่ปลูกบ้านอยู่ในที่ต่ำก็ยังย้ายขึ้นไปอยู่ที่ชั้น 2  ไม่ได้    เพราะน้ำท่วมขึ้นไปถึง  ต้องไปอาศัยวัดหรือที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)

                “ที่ผ่านมาเรามีกองทุนภัยพิบัติอยู่ 5 หมื่นบาท  เวลาน้ำท่วมก็จะใช้เป็นค่าน้ำมันเรือเพื่อเอาไว้อพยพคน  หรือเอาอาหาร  น้ำดื่ม  ซื้อนมไปแจกเด็ก  พอหลังน้ำท่วมเราก็จะหาเงินมาเข้ากองทุนภัยพิบัติเพื่อให้มีเงินสำรองเอาไว้อยู่ตลอดเวลา  เพราะไม่รู้ว่าน้ำจะท่วมเมื่อไหร่”  ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลพ้อแดงบอก   


poadang_7.jpg

                สภาองค์กรชุมชนตำบลพ้อแดงเป็นหนึ่งในหลายสิบตำบลที่เข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ‘ชุมชนเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติภาคใต้’ ที่จัดขึ้นเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา  ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี   โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) สำนักงานภาคใต้  และภาคีเครือข่าย  เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์  และนำความรู้ที่ได้จากการสัมมนากลับไปวางแผนงานป้องกันภัยพิบัติที่ชุมชน  โดย พอช.สนับสนุนงบประมาณโครงการละ 1 แสนบาท   รวมพื้นที่ที่ดำเนินการ 7 จังหวัด  49 ตำบล  รวม 62 โครงการ

                รัตจนา  พรหมสถิตย์  เลขานุการสภาองค์กรชุมชนตำบลพ้อแดง  กล่าวว่า  การเข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้ทำให้ได้รับความรู้และประสบการณ์เพิ่มเติม  เช่น  การสำรวจข้อมูลชุมชน  เพื่อให้รู้กลุ่มคนที่เปราะบาง  คนเจ็บป่วย  คนพิการติดเตียง  คนแก่  คนท้อง  เด็กทารก  ฯลฯ  ว่ามีกี่คน  บ้านอยู่ที่ไหนบ้าง  เพื่อนำข้อมูลมาใส่ในแผนที่หมู่บ้านและตำบล  เวลาเกิดภัยพิบัติจะได้เข้าช่วยเหลือก่อน  นอกจากนี้การทำข้อมูลยังทำให้รู้ว่าใครมีความสามารถในด้านไหน  เช่น เป็นช่างไฟฟ้า  ช่างก่อสร้าง  จะได้ช่วยเหลือชุมชนได้  โดยสภาองค์กรชุมชนฯ จะทำหน้าที่เชื่อมประสานหน่วยงานในท้องถิ่นเข้ามาทำงานร่วมกัน  เช่น  อบต.,  รพ.สต.   ฯลฯ  รวมทั้งเชื่อมกับเครือข่ายการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนลุ่มน้ำหลังสวน  และเครือข่ายลุ่มน้ำอื่นๆ ด้วย

                “ตอนนี้เรากำลังสำรวจข้อมูลรายครัวเรือน  เพื่อนำมาเป็นฐานในการจัดทำแผนป้องกันภัยพิบัติ  รวมทั้งจะต้องทำข้อมูลและแผนที่เกี่ยวกับพื้นที่เสี่ยงภัย  เส้นทางเดินของน้ำ  ทำแผนที่เส้นทางอพยพ  เส้นทางปลอดภัย จุดพักพิง ปัญหาอุปสรรคต่างๆ  จุดด้อย  จุดแข็ง  แล้วเอาข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการเตรียมการป้องกันภัย  ใช้เวลาทำข้อมูลและวางแผนประมาณ 2 เดือน  ซึ่งหลังจากนี้ก็จะมีการประชุมชาวบ้านทั้งตำบลเพื่อทำความเข้าใจร่วมกันว่าเราจะเตรียมการป้องกันภัยพิบัติได้อย่างไร  จะมีการจัดตั้งกองทุนเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่  เช่น กองทุนเรือ  เพราะที่ผ่านมาเรามีปัญหาเรื่องการช่วยเหลือและขนย้ายคนมาก” เลขานุการสภาฯ กล่าว 


poadang_8.jpg

poadang_9.jpg


                รัตจนาขยายความว่า  ที่ผ่านมา อบต.พ้อแดงแจกเรือไฟเบอร์เป็นเรือพายขนาดนั่งได้ 2 คน  หมู่บ้านละ 17 ลำ และมีเรือติดเครื่องยนต์ของ รพ.สต.อีก 1 ลำ  แต่เรือของ รพ.สต.จะมีปัญหาในการช่วยเหลือชาวบ้านเพราะเป็นเรือที่มีขนาดและมีใบพัดค่อนข้างใหญ่  เมื่อระดับน้ำในตำบลขึ้นสูงจะท่วมต้นไม้จนมองไม่เห็น   ทำให้ใบพัดเรือไปติดกับต้นไม้ใต้น้ำ   ทำให้ใบพัดเสียหาย  หรือไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่แคบๆ ได้  ส่วนเรือไฟเบอร์ที่มีอยู่ก็มีขนาดเล็ก  ช่วยเหลือชาวบ้านได้ทีละคน  และต้องใช้เวลาพายนาน  อย่างไรก็ตาม  เมื่อได้ข้อมูลและมีการวางแผนแก้ไขปัญหาแล้ว  เชื่อว่าตำบลพ้อแดงจะรับมือกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นได้

                “ภัยพิบัติบางครั้งเราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่อีก  ฉะนั้นเราจึงต้องเตรียมความพร้อมเอาไว้  และจะต้องอยู่กับภัยพิบัติหรือธรรมชาติให้ได้”  รัตจนากล่าวทิ้งท้าย

 

poadang_10.jpg

 

รายงานโดย งานสื่อสารองค์กร พอช.

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter