playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก
ราษฎร์ธานี/ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนสนับสนุนพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติน้ำท่วมภาคใต้เมื่อต้นปี 2560 รวม 7  จังหวัด 62 โครงการให้จัดทำแผนงานเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติโดยชุมชนตำบลละ 1 แสนบาท  ตั้งเป้าหมายให้แต่ละพื้นที่จัดทำข้อมูลเพื่อนำไปสู่การวางแผนรับมือและป้องกันภัย  จัดตั้งอาสาสมัคร  ตั้งกองทุน  เกิดศูนย์ประสานงานและมีคณะกรรมการจัดการภัยพิบัติระดับจังหวัด  ด้านรองอธิบดี ปภ.เผยประเทศไทยมีพื้นที่เสี่ยงภัย 2 หมื่นหมู่บ้านแต่เตรียมฝึกซ้อมป้องกันได้เพียงครึ่งเดียว  แนะใช้หลัก 3 ประสานป้องกันภัยพิบัติโดยยึดชุมชนเป็นศูนย์กลาง

 IMG_8867_resize.JPG


                ตามที่ได้เกิดภัยพิบัติอย่างต่อเนื่องในหลายจังหวัดภาคใต้  โดยเฉพาะในช่วงต้นปี 2560  เกิดฝนตกหนัก  ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมใน 7 จังหวัดภาคใต้  คือ  ชุมพร  กระบี่  ตรัง  สุราษฎร์ธานี  พัทลุง  นครศรีธรรมราช  และปัตตานี  และมีแนวโน้มที่จะเกิดภัยพิบัติขึ้นอีก  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ร่วมกับภาคีเครือข่าย  เช่น  มูลนิธิชุมชนไท  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ‘ชุมชนเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติภาคใต้’ขึ้นที่โรงแรมร้อยเกาะ  จ.สุราษฎร์ธานี  ในระหว่างวันที่ 22-23 กันยายน  โดยมีตัวแทนพื้นที่ภัยพิบัติภาคใต้ 14 จังหวัดเข้าร่วมงานประมาณ 200 คน
atipbodee.JPG


                นายกอบชัย  บุญอรณะ  รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)  กล่าวว่า  ปัจจุบันภัยพิบัติเกิดขึ้นได้บ่อยและมีความรุนแรงมากขึ้น  โดยเฉพาะเรื่องน้ำท่วมภาคใต้  เนื่องจากมีการก่อสร้างสิ่งต่างๆ กีดขวางทางเดินของน้ำ  ทำให้น้ำไหลลงทะเลได้ยากขึ้นจึงเกิดปัญหาน้ำท่วม  นอกจากนี้ในฝั่งทะเลอันดามันในอนาคตอาจจะเกิดสึนามิได้อีก  ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมความพร้อมป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติ  เมื่อภัยมาจะสามารถลดความรุนแรงหรือความสูญเสียได้  ทั้งนี้ ปภ.จะเป็นเวทีกลางในการประสานงานและบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในการจัดการกับภัยพิบัติ  โดยมีกลไกในระดับจังหวัด  แต่ในระดับพื้นที่ตำบลและอำเภอ ปภ.ยังไม่มีกลไกนี้ 

“ประเทศไทยมีพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศประมาณ  2 หมื่นหมู่บ้าน  ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา  กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ทำการฝึกอบรม  ฝึกซ้อมแผนป้องกันภัยให้แก่หมู่บ้านต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยไปแล้วประมาณ  1 หมื่นหมู่บ้าน  ยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด  ดังนั้นชุมชนจึงต้องเป็นศูนย์กลางในการป้องกันและเตรียมรับมือกับภัยพิบัติ  โดยต้องมีแผนงาน  มีแกนนำ  มีอาสาสมัครหรือจิตอาสา  มีการฝึกซ้อมป้องกัน  มีศูนย์เตือนภัย  มีเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยง  ร่วมมือ  ร่วมสนับสนุน  โดยต้องยึดหลัก 3 ประสาน  คือ  ชุมชน/หมู่บ้าน  องค์กรชุมชน  และ ปภ. ทำงานร่วมกันเพื่อความปลอดภัยอย่างยั่งยืน”  รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกล่าว

suwat_resize.JPG

                นายสุวัฒน์  คงแป้น  ผู้ช่วยผู้อำนวยการภาค  สำนักงานภาคใต้  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ  กล่าวว่า  หลังจากเกิดภัยพิบัติในภาคใต้  เช่น  น้ำท่วม  ดินโคลนถล่ม  ฯลฯ อย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ จึงได้สนับสนุนให้ชุมชนต่างๆ ในภาคใต้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยได้จัดทำแผนงานเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ  โดยในปี 2560 นี้จะเริ่มจากพื้นที่ 7 จังหวัด  49 ตำบล จำนวน  62 โครงการที่ประสบภัยน้ำท่วมในช่วงต้นปีที่ผ่านมา  เพื่อให้จัดทำแผนงานในระดับตำบล โดยใช้การสัมมนาเชิงปฏิบัติการในระหว่างวันที่ 22-23 กันยายนนี้เป็นเวทีให้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และให้ความรู้  หลังจากนั้นแต่ละตำบลจะกลับไปเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ  โดยสถาบันฯ สนับสนุนงบประมาณตำบลละ 100,000 บาท

                “หลังการสัมมนาครั้งนี้แต่ละตำบลจะต้องกลับไปทำแผนงานในพื้นที่  เช่น  ต้องทำข้อมูลต่างๆ  มีแผนที่ตำบล  การไหลของน้ำ  พื้นที่เสี่ยงภัย  พื้นที่ปลอดภัย  จุดอพยพคนและสัตว์  จุดทำครัวกลาง  มีกิจกรรมการพัฒนายกระดับอาสาสมัคร  มีการจัดทำแผนรับมือเมื่อเกิดภัยในตำบลที่มีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย  มีกิจกรรมการระดมทุนเพื่อนำไปสู่การจัดตั้งกองทุนต่างๆ  เช่น  กองทุนเรือ  กองทุนครัวกลาง  กองทุนอาหารสัตว์  และต้องเกิดพื้นที่นำร่องในการปฏิบัติงานจริงอย่างน้อยตำบลละ 1 หมู่บ้าน”  นายสุวัฒน์ยกตัวอย่าง

                นายสุวัฒน์กล่าวด้วยว่า  การจัดการภัยพิบัติธรรมชาติไม่สามารถที่จะทำได้เพียงหน่วยงานใดหน่วยงานเดียว  จะต้องมีการเชื่อมโยงการทำงานในระดับตำบลกับจังหวัด  มีศูนย์ประสานงานกลางในระดับจังหวัด  มีคณะกรรมการจัดการภัยพิบัติระดับจังหวัด  โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีการเชื่อมโยงข้อมูลและประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ  มีข้อมูลพื้นที่เสี่ยง  ฯลฯ  นอกจากนี้จะต้องมีเวทีเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย  เช่น  ถนนหรือทางรถไฟที่ขวางทางเดินน้ำ  ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม  จะต้องมีการก่อสร้างทางระบายน้ำ  ฯลฯ  ส่วนในระดับภูมินิเวศน์  เช่น  เครือข่ายลุ่มน้ำต่างๆ  จะต้องมีข้อเสนอการแก้ไขปัญหาระดับภูมินิเวศน์ลุ่มน้ำเพื่อหาทางออกร่วมกัน

                นางปรีดา  คงแป้น  ที่ปรึกษามูลนิธิชุมชนไท  กล่าวว่า ชุมชนเป็นด่านแรกที่จะต้องรับมือกับภัยพิบัติ  ดังนั้นมูลนิธิฯ จึงได้ใช้ภัยพิบัติเป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นกับชุมชน  เช่น  ที่บ้านน้ำเค็ม  จ.พังงา  ที่เคยเกิดเหตุการณ์สึนามิ  มูลนิธิฯ ได้เข้าไปทำงานและไม่ได้หวังให้ชุมชนรับมือกับภัยพิบัติเพียงอย่างเดียว  แต่ชุมชนจะต้องขยายและเชื่อมโยงไปทำเรื่องอื่นๆ ด้วย   เช่น  จากเครือข่ายภัยพิบัติไปทำเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยให้แก่ชาวเล  ทำเรื่องคนไร้สัญชาติที่ จ.ระนอง  เรื่องการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ  ป่าไม้  เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดินโคลนถล่ม

                “นอกจากนี้เราจะต้องทำงานเพื่อให้เกิดการยอมรับของหน่วยงานราชการด้วย  เช่น  ในเรื่องแหล่งน้ำ  เราต้องรู้ข้อมูลว่าทางราชการจะปล่อยน้ำเมื่อไหร่  ชาวบ้านต้องเข้าไปเป็นคณะกรรมการร่วมกับทางราชการด้วย  เพื่อให้รู้ข้อมูลและร่วมจัดการเรื่องน้ำ  ไม่ใช่ให้ทางราชการปล่อยน้ำลงมาท่วมบ้านเรือนเหมือนที่ผ่านมา”  ที่ปรึกษามูลนิธิชุมชนไทกล่าว 

maitee.JPG

                นายไมตรี  จงไกรจักร์  ประธานคณะทำงาน  เครือข่ายองค์กรชุมชนจัดการภัยพิบัติภาคใต้  กล่าวว่า  การจัดทำแผนงานเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัตินั้น  จะต้องมี 1.ข้อมูลที่จำเป็นในตำบลและในหมู่บ้าน  เช่น  กลุ่มผู้เปราะบาง (คนแก่  คนพิการ  คนป่วย  คนป่วยติดเตียง  เด็ก  คนท้อง  ฯลฯ) เพื่อจะได้ช่วยเหลือในยามมีภัยพิบัติ  2.มีข้อมูลเรื่องเส้นทางอพยพ  พื้นที่เสี่ยง  พื้นที่ปลอดภัย  3.มีแผนที่ชุมชนที่ชุมชนต้องทำเอง  เพราะจะรู้ข้อมูลมากกว่าคนอื่น 



4.ต้องมีการวิเคราะห์ภัยพิบัติที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่  เช่น  น้ำท่วม  ดินโคลนถล่ม  พายุ  ฯลฯ และนำมาทำ ‘ปฏิทินภัยพิบัติ’ ทำให้รู้ว่าน้ำท่วมเมื่อไหร่  เดือนไหน  นำมาวิเคราะห์ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร  เพื่อนำไปสู่การแก้ไขและป้องกัน  เช่น หากน้ำท่วมเพราะมีการสร้างถนนหรือทางรถไฟไปขวางทางเดินน้ำ  จะได้นำข้อมูลไปเสนอต่อทางราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางแก้ไข  5.ต้องมีคณะทำงานป้องกันภัยพิบัติ  เพื่อแบ่งบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ  6.ต้องมีแผนงานในการป้องกันและเตรียมพร้อม  เช่น  มีหอกระจายข่าว  มีการสำรวจอุปกรณ์  ของใช้ที่จำเป็น  มีเครื่องมือสื่อสาร  มีเรือ  ฯลฯ  หากขาดสิ่งใดจะได้ทำแผนเสนอขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

IMG_8829_resize.JPG

IMG_8830_resize.JPG

ทั้งนี้ ‘เครือข่ายองค์กรชุมชนจัดการภัยพิบัติภาคใต้’ จัดตั้งขึ้นในช่วงกลางปี 2560 ที่ผ่านมา  หลังจากเกิดภัยพิบัติน้ำท่วม  ดินโคลนถล่ม  ฯลฯ  ในภาคใต้มาอย่างต่อเนื่อง  มีคณะทำงานมาจากแกนนำชาวบ้านที่เคยมีประสบการณ์ในการจัดการภัยพิบัติมาจากเหตุการณ์สึนามิในปี 2547  เช่น  นายไมตรี  จงไกรจักร์  จากบ้านน้ำเค็ม  จ.พังงา  นอกจากนี้ยังมีหลายชุมชนที่ชาวบ้านมีประสบการณ์ในการเตรียมรับมือกับภัยพิบัติ  เช่น  ตำบลท่าหิน  ตั้งอยู่ที่คาบสมุทรสทิงพระ  จ.สงขลา  ได้นำประสบการณ์จากเหตุการณ์พายุดีเปรสชั่นถล่มจนทำให้บ้านเรือนเสียหายและน้ำท่วมในปี 2553  มาจัดทำแผนป้องกันและเตรียมรับมือภัยพิบัติ  เช่น  มีการสำรวจข้อมูลและร่วมกันจัดทำแผนตำบล  มีระบบวิทยุสื่อสารเพื่อแจ้งข่าวความปลอดภัยและภัยพิบัติ  แจ้งข่าวแก่ชาวประมงเรื่องคลื่นลม  ระดับน้ำ  เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารกับเครือข่ายภายนอก  อาสาสมัครกู้ภัย  เรียนรู้เรื่องการอ่านแผนที่ภูมิอากาศ  จนชาวบ้านสามารถอ่านได้และนำไปใช้ประโยชน์ในการแจ้งเตือนเรื่องลม  ฟ้า  อากาศ  ฯลฯ

1-86_resize.jpg

IMG_8871_resize.JPG

รายงานโดย งานสื่อสารองค์กร พอช.

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter