playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

 

New_development_resize.JPG

ตามที่สำนักข่าวอิสราได้เขียนรายงานเรื่อง   “ตามไปดู 'บ้านประชารัฐ ริมคลอง' ระวังแก้น้ำท่วมไม่ได้ แถมเพิ่มปัญหาหนี้สิน?”   เผยแพร่ในเว็บไซต์www.isranews.org  เมื่อวันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม 2560และเรื่อง   “หยุดสร้างมา2ปีแล้ว!  คนชุมชนเขตหลักสี่ปูดไส้ในบ้านประชารัฐ-ริมคลองยุค 'บิ๊กตู่' ปัญหาเพียบ”  เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2560  โดย  Kanokphan Bunkhong  นั้น  

เนื่องจากมีข้อมูลบางส่วนยังคลาดเคลื่อน  ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง  นายสมชาติ   ภาระสุวรรณ  รองผู้อำนวยการ   รักษาการผู้อำนวยการสถาบันสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  หรือ ‘พอช.’ จึงขอชี้แจงในแต่ละประเด็นดังนี้

                1.ชุมชนวังหิน เขตจตุจักร พบว่า มีการสร้างบ้านตามโครงการ “บ้านประชารัฐ ริมคลอง” จำนวน 14 หลัง ซึ่งมีชาวบ้านได้เข้าอยู่อาศัยทุกหลัง โดยลักษณะของบ้านเป็นปูน 2 ชั้น ถูกตกแต่งด้วยการทาสี คล้ายกับเป็นการแบ่งพื้นที่ของบ้านในแต่ละหลัง  อย่างไรก็ตาม บ้านบางหลังยังมีโครงสร้างของบ้านอย่างเช่นเหล็กโผล่ออกมาจากด้านข้างของบ้าน   ด้านข้างของบ้านบางหลังนั้น   มีสภาพลักษณะคล้ายว่ายังไม่เสร็จสมบูรณ์ และยังไม่มีการทาสีแต่อย่างใด นอกจากนี้บริเวณหน้าบ้าน มีการขุดดินเพื่อวางท่อน้ำ   ที่อยู่ในสภาพยังไม่แล้วเสร็จ เป็นเหตุทำให้ชาวบ้านต้องนำแผ่นไม้มาวางพาด เพื่อทำเป็นทางเดินเข้าบ้าน

จากการสอบถามจากชาวบ้านที่อาศัยในบ้าน ได้รับแจ้งข้อมูลว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการสร้างบ้านนั้น ได้หยุดการก่อสร้างมานานเกือบเดือน และได้บอกว่าจะเข้ามาดำเนินการทำท่อน้ำบริเวณหน้าบ้านให้แล้วเสร็จ แต่ก็ยังคงไม่มาดำเนินการจนถึงทุกวันนี้

ทั้งนี้ แม้ว่าชุมชนวังหินจะมีการสร้างบ้านประชารัฐ ริมคลองขึ้นแล้วก็ตาม แต่การสร้างเขื่อนระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กนั้น ยังคงไม่มีการก่อสร้างใด ๆ เกิดขึ้น มีเพียงแค่นำเสาปูนมาวางเท่านั้น

                สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ  ขอชี้แจงว่า   ชุมชนวังหินมีบ้านเรือนทั้งหมด 82 หลัง  มีผู้เข้าร่วมโครงการบ้านประชารัฐฯ จำนวน  52 หลัง  กลุ่มที่ไม่เข้าร่วมประมาณ 10 หลัง  ส่วนที่เหลือยังรีรอว่าจะเข้าร่วมโครงการหรือไม่  หรือหากรัฐบาลให้เงินชดเชยก็จะรับเงินแล้วย้ายไปอยู่ที่อื่น  ส่วนที่ก่อสร้างเฟสแรกจำนวน  15 หลัง  ขณะนี้สร้างเสร็จและชาวบ้านเข้าอยู่อาศัยแล้ว  บางหลังยังมีเหล็กโผล่ออกมาด้านข้าง  เนื่องจากเป็นบ้านที่จะก่อสร้างต่อไป  แต่ติดขัดบ้านเรือนที่ยังไม่เข้าร่วมโครงการ (บ้านหลังสีเขียว)  และยังไม่รื้อย้าย 

ทั้งนี้บ้านที่ไม่เข้าร่วมโครงการนี้ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางเมื่อปี  2559 เพื่อขอให้ระงับการก่อสร้างบ้านประชารัฐฯ ในชุมชนวังหิน  และจะขอเงินชดเชยค่าเสียหายด้วย   และต่อมาในเดือนเมษายนที่ผ่านมา  ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งไม่รับฟ้อง  เนื่องจากผู้ฟ้องไม่ใช่เจ้าของที่ดินที่ปลูกสร้างบ้าน   และผู้ฟ้องเป็นผู้ที่บุกรุกที่ดินของรัฐ  จึงไม่ใช่เป็นผู้ที่เสียหาย  และไม่มีสิทธิในการฟ้องร้องคดี  ศาลปกครองกลางจึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง   และขณะนี้กรมธนารักษ์อยู่ในระหว่างการแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกที่ดินกับเจ้าของบ้านหลังดังกล่าวแล้ว

ส่วนในประเด็นเรื่องท่อน้ำทิ้งที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จนั้น  เนื่องจากทางชุมชนและผู้รับเหมาก่อสร้างต้องรอให้บริษัทสร้างเขื่อนฯ เข้ามาตอกเสาเข็มและสร้างทางเดินหรือสันเขื่อนให้แล้วเสร็จเสียก่อน   เพราะหากก่อสร้างท่อน้ำทิ้งก่อนการสร้างสันเขื่อน  เมื่อบริษัทสร้างเขื่อนฯ ขนเครื่องจักร  เช่น  รถแบ็คโฮเข้ามาก็จะทำให้ท่อน้ำทิ้งแตกหรือเสียหายได้

ส่วนการที่ยังไม่ตอกเสาเข็มสร้างเขื่อนฯ ในชุมชนวังหินนั้น  บริษัทรับเหมาก่อสร้างเขื่อนฯ ชี้แจงว่า  จะต้องรอให้ชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากแนวก่อสร้างเขื่อนฯ ก่อน  เพื่อให้ได้ระยะความยาวหรือมีเนื้องานที่จะทำได้มาก  เนื่องจากการขนย้ายอุปกรณ์และเครื่องจักรทางเรือ  โดยเฉพาะปั้นจั่นมีค่าใช้จ่ายสูง  หากมีระยะความยาวที่สามารถตอกเสาเข็มได้ไม่กี่สิบเมตรก็จะไม่คุ้มค่าในการขนย้ายเครื่องจักร



2.ชุมชนหลังกรมวิทยาศาสตร์เขตจตุจักรซึ่งเป็นชุมชนที่อยู่ถัดจากชุมชนวังหิน พบว่า ยังไม่มีการก่อสร้างใด ๆ เกิดขึ้น ทั้งการสร้างเขื่อนฯ และบ้านประชารัฐ ริมคลอง นอกจากการทุบบ้านบริเวณทางเข้าชุมชนเท่านั้น

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน  ขอชี้แจงว่า  ชุมชนหลังกรมวิทยาศาสตร์ทหารบก  มีทั้งหมด 113 หลังคาเรือน 121 ครัวเรือน    พื้นที่ทั้งชุมชน  4 ไร่ 41 ตารางวา   ได้รับสัญญาเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์เมื่อเดือนมีนาคม  2559  โดยจะพัฒนาที่อยู่อาศัยภายใต้สหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคงคลองลาดพร้าวจตุจักร จำกัด ได้รับงบสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน รวมทั้งสิ้น 49,592,500 บาท ประกอบด้วย งบช่วยเหลือลดภาระหนี้สิน จำนวน  8,784,000 บาท งบอุดหนุนจากรัฐบาล จำนวน 3,050,000 บาท งบสาธารณูปโภค 6,100,000 บาท งบสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย 31,658,500 บาท

ทั้งนี้ชุมชนจะดำเนินการสร้างบ้านทั้งหมดจำนวน 3 เฟสด้วยกัน ซึ่งในเฟสแรก ได้มีการรื้อย้ายบ้านเรือน เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา จำนวน14 หลังคาเรือน ขณะนี้อยู่ระหว่างการรื้อย้ายเฟสแรกเพิ่มเติมตามแผนให้ครบจำนวน 44 หลังคาเรือนภายในเดือนสิงหาคม 2560 นี้  โดยในวันที่  19  กรกฎาคมนี้  จะมีพิธียกเสาเอกเพื่อก่อสร้างบ้านเฟสแรกจำนวน  44 หลัง  โดยมีพล.ต.อ.อดุลย์  แสงสิงแก้ว  รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นประธานในพิธี   ส่วนที่เหลือจะดำเนินในระยะต่อไป โดยมีแผนการก่อสร้างบ้านใหม่ทั้งชุมชนให้แล้วเสร็จภายในต้นปี2561

ส่วนแบบบ้านมี 2 แบบ  คือ  1.บ้านแถว 1 ชั้น ขนาด 4X7 เมตร  ราคาหลังละ210,000 บาท ผ่อนชำระเดือนละ 1,017 บาท  2. บ้านแถว 2 ชั้น ขนาด 4X7 เมตร  ราคาหลังละ 395,000 บาท   ผ่อนชำระเดือนละ 2,500 บาท  ระยะเวลา 15 ปี  ดอกเบี้ยร้อยละ  4 บาทต่อปี





3.การสร้างเขื่อนเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เนื่องจากเขื่อนที่สร้างนั้นต่ำไป   แต่ทางเราได้ยกระดับตัวบ้านให้สูงขึ้นจากพื้นดินประมาณ 40-50 เซนติเมตร ซึ่งอาจจะแก้ไขปัญหาได้บ้าง

                สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน  ขอชี้แจงว่า   ตามแผนงานการก่อสร้างเขื่อนของบริษัทริเวอร์ฯระบุว่า  จะมีการขุดลอกคลองลาดพร้าวตลอดแนวคลองให้ลึกจากเดิมอีก  3 เมตร  นอกจากนี้การย้ายบ้านเรือนที่กีดขวางทางเดินของน้ำออกจากคลองจะช่วยให้ประสิทธิภาพในการระบายน้ำในคลองลาดพร้าวดีขึ้น  อีกทั้งเมื่อมีการเปิดใช้อุโมงค์ระบายน้ำคลองบางซื่อ (ปากอุโมงค์ตั้งอยู่ใกล้โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค  ถ.รัชดาภิเษก) ภายในเดือนสิงหาคมนี้แล้ว  น้ำที่ไหลลงสู่คลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อจะสามารถระบายผ่านอุโมงค์ระบายน้ำคลองบางซื่อออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้เร็วขึ้น  จากเดิมที่มีอุโมงค์ระบายน้ำตั้งอยู่ใกล้คลองแสนแสบ เขตวังทองหลาง  เพียงแห่งเดียว



4. การดำเนินงานการโครงการนี้ ทำให้ที่อยู่อาศัยของชาวบ้านดีขึ้น ไม่แออัด แต่โครงการนี้ทำให้ชาวบ้านเกิดภาระหนี้สิน เนื่องจากต้องนำเงินมาใช้จ่ายหลายอย่าง ทั้งการสร้าง การซ่อมแซม และการต่อเติมบ้านซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ค่อนข้างยากจน จึงเป็นเรื่องที่ลำบากมาก”

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน  ขอชี้แจงว่า   ก่อนการดำเนินโครงการบ้านมั่นคง  รวมทั้งโครงการบ้านประชารัฐริมคลองในพื้นที่ต่างๆ  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนจะส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจข้อมูลครัวเรือน  รายได้-รายจ่าย  รวมทั้งความสามารถในการผ่อนชำระค่าก่อสร้างบ้าน  ซึ่งผลจากการสำรวจส่วนใหญ่พบว่า  ชาวบ้านแต่ละครัวเรือนสามารถผ่อนชำระค่าก่อสร้างบ้านได้ครัวเรือนละ  2,000-2,500  บาทต่อเดือน  ดังนั้นงบประมาณในการก่อสร้างบ้านจึงใช้ฐานรายได้ของชาวบ้านเป็นหลัก   โดยชาวบ้านมีส่วนร่วมในการออกแบบบ้าน  รวมทั้งสามารถเลือกขนาดและแบบบ้านได้ตรงกับขนาดของครอบครัวและความสามารถในการผ่อนชำระ

เช่น  ที่ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ จะมีแบบบ้านให้เลือก 3 แบบ  คือ 1. บ้านชั้นเดียว ขนาด 4 x 6 เมตร  ราคาประมาณ 183,000 บาท 2.บ้านสองชั้น ขนาด 4 x 6 เมตร  ราคาประมาณ 285,000 บาท และ 3. บ้านสองชั้น ขนาด 6 x 6 เมตร  ราคาประมาณ 360,000 บาท  ผ่อนส่งประมาณเดือนละ 1,388-2,500 บาทเศษ  ระยะเวลาผ่อนส่ง  15 ปี    ทั้งนี้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนยังได้จัดงบประมาณสนับสนุนชาวบ้านในการพัฒนาสาธารณูปโภค   งบอุดหนุน  งบช่วยเหลือ  ฯลฯ  เฉลี่ยครัวเรือนหนึ่งประมาณ  140,000 บาท

นอกจากนี้ในการก่อสร้างบ้านใหม่  ชาวบ้านสามารถนำวัสดุเก่า  เช่น  ไม้  ประตู  หน้าต่าง  ฯลฯ  มาใช้ในการก่อสร้าง  จะทำให้ช่วยลดต้นทุนได้  อีกทั้งที่ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญมีหลายหน่วยงาน  รวมทั้งบริษัทเอกชนเข้ามาทำกิจกรรมเพื่อสังคมหรือ CSR  เช่น  ช่วยทาสีบ้าน   ติดไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์   เครื่องออกกำลังกาย  สนามเด็กเล่น  ปรับภูมิทัศน์   ทำระบบบำบัดน้ำเสีย   พิพิธภัณฑ์และที่ทำการชุมชน ฯลฯ  รวมเป็นมูลค่าทั้งหมดไม่ต่ำกว่า  3 ล้านบาท   ทำให้ช่วยลดภาระของชาวบ้าน





            5.ชุมชนแจ้งวัฒนะ 5  เขตหลักสี่  มีการก่อสร้างบ้านตามโครงการ “บ้านประชารัฐ ริมคลอง” ขึ้นแล้วจำนวน 9 หลัง ลักษณะบ้านเป็นปูน 2 ชั้น ถูกปิดกั้นด้วยสังกะสี ภายในมีอุปกรณ์นั่งร้านเหล็กวางตั้งเรียงตามอาคารบ้าน และมีหญ้าขึ้นรก  จากการสอบถามชาวบ้านในพื้นที่ ได้รับแจ้งว่า ผู้ที่รับผิดชอบสร้างบ้าน ได้หยุดการก่อสร้างมานานร่วม 2 ปีแล้ว เนื่องจากทาง พอช. ไม่มีงบประมาณในการสร้างบ้านให้   อย่างไรก็ตาม ในส่วนของบ้านที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว มีชาวบ้านเข้ามาพักอาศัยบางแล้ว และใช้เงินส่วนตัวมาตกแต่งต่อเติมบ้านเองทั้งหมด

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน  ขอชี้แจงว่า  ชุมชนแจ้งวัฒนะ 5  เดิมชุมชนแห่งนี้ชาวบ้านมีแผนงานที่จะทำโครงการบ้านมั่นคงมาตั้งแต่ปี 2551  (ก่อนหน้าที่จะมีโครงการก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำของ กทม.)  โดยมีการรวมกลุ่มจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนก่อสร้างบ้าน  มีสมาชิกจำนวน   93 ครัวเรือน  เมื่อมีข่าวว่า กทม.จะมีการก่อสร้างเขื่อนฯ ในคลองลาดพร้าว  คลองบางซื่อ  และคลองเปรมประชากร  ในช่วงปี 2558  โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนจะสนับสนุนชาวบ้านเรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัยริมคลอง  

ดังนั้นชาวบ้านในชุมชนแจ้งวัฒนะ 5 จึงอยากที่จะทำโครงการนี้  เพื่อที่จะได้เช่าที่ดินอย่างถูกต้องตามกฎหมายกับกรมธนารักษ์  เนื่องจากที่ตั้งของชุมชนอยู่ติดถนนใหญ่  และเป็นที่ตั้งของสถานที่ราชการหลายแห่ง  สามารถทำมาค้าขายได้  โดยการรื้อบ้านที่รุกล้ำแนวคลอง  แล้วก่อสร้างบ้านใหม่ในที่ดินเดิม  เริ่มก่อสร้างบ้านเฟสแรกในเดือนพฤศจิกายน 2558 จำนวน 9 หลัง (เฟสแรกมีทั้งหมด 17 หลัง) โดยชาวบ้านใช้เงินออมของตัวเองมาเป็นทุนในการก่อสร้างบ้าน  (จ้างบริษัทรับเหมาหลังละประมาณ  310,000 บาท  และค่าก่อสร้างฐานรากอีกหลังละ 40,000 บาท)  วางเงินมัดจำให้บริษัทก่อสร้างงวดแรกจำนวน  500,000 บาท

อย่างไรก็ตาม  เมื่อเริ่มก่อสร้างบ้านได้ไม่นาน  ได้มีกลุ่มชาวบ้านและอดีตผู้สมัคร ส.ส.ในเขตหลักสี่ได้มาคัดค้านการก่อสร้างบ้านและไปแจ้งเรื่องร้องเรียนกับทางสำนักงานเขตหลักสี่ว่าชาวบ้านแจ้งวัฒนะ 5 ก่อสร้างบ้านโดยไม่ได้ขออนุญาตการก่อสร้างจากทางเขตฯ  ดังนั้นในเวลาต่อมาสำนักงานเขตหลักสี่จึงนำคำสั่งมาปิดประกาศห้ามก่อสร้างบ้าน

ส่วนเหตุผลในการคัดค้านของกลุ่มชาวบ้านและอดีตผู้สมัคร ส.ส.ซึ่งไม่ใช่เป็นผู้เสียหายโดยตรงนั้น   คาดว่าชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวกลัวว่าหากโครงการสร้างเขื่อนฯ และสร้างบ้านริมคลองเดินหน้าไปได้  บ้านเรือนของตัวเองก็จะต้องถูกรื้อย้ายด้วย  จึงต้องคัดค้านและขัดขวางการสร้างบ้านประชารัฐริมคลองทุกวิถีทาง   โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่คัดค้านที่เป็นเจ้าของห้องเช่า  บ้านเช่า  เจ้าของบ้านหลังใหญ่  ฯลฯ  ที่จะเสียผลประโยชน์  เพราะโครงการบ้านประชารัฐริมคลองจะให้สิทธิ์เฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่จริง  และจะได้ขนาดที่ดินเท่ากัน 

นอกจากนี้ตามแผนงานการก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำของ กทม.ในช่วงแรก (ปี 2559-2562) จะดำเนินการในคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อก่อน  ส่วนคลองเปรมประชากรคาดว่าจะดำเนินการในช่วงต่อไป   ประกอบกับมติของคณะขับเคลื่อน 5 (คณะกรรมการอำนวยการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการสิ่งล่วงล้ำลำน้ำสาธารณะ  มีพลเอกประวิตร  วงษ์สุวรรณ  เป็นประธาน) ในเดือนสิงหาคม 2559  ให้ชะลอโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยในคลองเปรมประชากรออกไปก่อนจนกว่าจะดำเนินการในคลองลาดพร้าวแล้วเสร็จ  ดังนั้นสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนจึงยังไม่ได้สนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยในคลองเปรมประชากร  ขณะที่ชาวบ้านก็ยังไม่ได้สร้างบ้านให้แล้วเสร็จ  เนื่องจากถูกคำสั่งระงับการก่อสร้างจากทางเขตหลักสี่  และยังค้างค่าก่อสร้างกับบริษัทรับเหมาสร้างบ้าน

6.ชุมชนคนรักถิ่น เขตหลักสี่ พบว่า มีการสร้างบ้านตามโครงการ “บ้านประชารัฐ ริมคลอง” ขึ้นแล้ว จำนวน 4 หลัง และมีชาวบ้านเข้าไปอยู่อาศัยจำนวน 2 หลัง ส่วนสภาพบ้านถูกตกแต่งด้วยการสีบริเวณหน้าบ้านเท่านั้น   โดยชาวบ้านในชุมชนคนรักถิ่น ให้ข้อมูลสำนักข่าวอิศราว่า ผู้ที่รับผิดชอบสร้างบ้านได้หยุดการก่อสร้างบ้านมานานร่วม 2 ปี แล้วเช่นกัน   สาเหตุที่หยุดก่อสร้างได้รับแจ้งว่าทาง พอช. ต้องการสร้างบ้านตามโครงการในเขตชุมชนคลองลาดพร้าวให้เสร็จเรียบร้อยก่อน จากนั้นจึงค่อยมาดำเนินการก่อสร้างบ้านในเขตชุมชนอื่นที่หลัง นอกจากนี้ ยังมีปัญหาชาวบ้านบางส่วนในชุมชนออกมาคัดค้านไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้  รวมทั้งการสร้างบ้านยังทำให้มีหนี้สิน  จากเมื่อก่อนอยู่อาศัยโดยไม่เสียเงิน

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน  ขอชี้แจงว่า   ชุมชนคนรักถิ่น (อยู่ริมคลองเปรมประชากร  ห่างจากชุมชนแจ้งวัฒนะ 5 ประมาณ  2  กิโลเมตร)  เริ่มก่อสร้างบ้านจำนวน 4 หลังประมาณเดือนกรกฎาคม  2558  และได้ถูกกลุ่มคัดค้านกลุ่มเดียวกันไปแจ้งเรื่องร้องเรียนที่สำนักงานเขตหลักสี่   ซึ่งต่อมาสำนักงานเขตหลักสี่ได้นำคำสั่งปิดประกาศห้ามก่อสร้างมาปิดประกาศ  ชาวบ้านจึงหยุดก่อสร้าง  แต่ก็ได้ต่อเติมมาเรื่อยๆ  จนพอเข้าอยู่อาศัยได้

ส่วนประเด็นการมีหนี้สิน  จากเมื่อก่อนอยู่อาศัยโดยไม่เสียเงินนั้น   ที่ผ่านมาชาวบ้านทั้งหมดที่อาศัยอยู่ริมคลอง  ปลูกสร้างบ้านเรือนในที่ดินราชพัสดุ ที่กรมธนารักษ์ดูแลอยู่  จึงถือว่าเป็นการอยู่อาศัยโดยไม่ถูกต้อง  หรือบุกรุกที่ดินราชพัสดุ  แต่เมื่อมีโครงการบ้านประชารัฐริมคลอง  กรมธนารักษ์จะให้ชาวบ้านเช่าที่ดินอย่างถูกต้อง  ระยะเวลา 30 ปี  ในอัตราผ่อนปรน  ซึ่งส่วนใหญ่จะตกตารางวาละ  1.50 -3.00   บาทต่อปี  ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำมาก

อย่างไรก็ตาม  ชาวบ้านก็จะต้องมีภาระในการผ่อนส่งบ้านจากการใช้สินเชื่อของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน  ซึ่งก่อนการดำเนินโครงการบ้านมั่นคง  รวมทั้งโครงการบ้านประชารัฐริมคลองในพื้นที่ต่างๆ  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนจะส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจข้อมูลครัวเรือน  รายได้-รายจ่าย  รวมทั้งความสามารถในการผ่อนชำระค่าก่อสร้างบ้าน  ซึ่งผลจากการสำรวจส่วนใหญ่พบว่า  ชาวบ้านแต่ละครัวเรือนสามารถผ่อนชำระค่าก่อสร้างบ้านได้ครัวเรือนละ  2,000-2,500  บาทต่อเดือน  ดังนั้นงบประมาณในการก่อสร้างบ้านจึงใช้ฐานรายได้ของชาวบ้านเป็นหลัก   โดยชาวบ้านมีส่วนร่วมในการออกแบบบ้าน  รวมทั้งสามารถเลือกขนาดและแบบบ้านได้ตรงกับขนาดของครอบครัวและความสามารถในการผ่อนชำระ

เช่น  ที่ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ จะมีแบบบ้านให้เลือก 3 แบบ  คือ 1. บ้านชั้นเดียว ขนาด 4 x 6 เมตร  ราคาประมาณ 183,000 บาท 2.บ้านสองชั้น ขนาด 4 x 6 เมตร  ราคาประมาณ 285,000 บาท และ 3. บ้านสองชั้น ขนาด 6 x 6 เมตร  ราคาประมาณ 360,000 บาท  ผ่อนส่งประมาณเดือนละ 1,388-2,500 บาทเศษ  ระยะเวลาผ่อนส่ง  15 ปี    ทั้งนี้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนยังได้จัดงบประมาณสนับสนุนชาวบ้านในการพัฒนาสาธารณูปโภค   งบอุดหนุน  งบช่วยเหลือ  ฯลฯ  เฉลี่ยครัวเรือนหนึ่งประมาณ  140,000 บาท   นอกจากนี้ในการก่อสร้างบ้านใหม่  ชาวบ้านสามารถนำวัสดุเก่า  เช่น  ไม้  ประตู  หน้าต่าง  ฯลฯ  มาใช้ในการก่อสร้าง  จะทำให้ช่วยลดต้นทุนได้



7.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้ติดต่อไปยัง พอช. เพื่อให้ยืนยันข้อเท็จจริงเรื่องนี้ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ชี้แจงว่า พอช.ไม่ได้จัดหาผู้รับเหมาเข้ามารับสร้างบ้านให้   ชุมชนเป็นผู้ดำเนินการ   โดยสามารถเลือกได้ว่าต้องการจ้างในรูปแบบไหน ลักษณะอย่างไรก็ได้   ส่วนปัญหาเรื่องอื่นเจ้าหน้าที่ไม่ได้ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมแต่อย่างใด   

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน  ขอชี้แจงว่า   การดำเนินการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองนั้น  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนจะมีหน้าที่สนับสนุนและเป็นที่ปรึกษาให้ชุมชน  ส่วนเรื่องการบริหารจัดการต่างๆ  ชาวชุมชนจะร่วมกันบริหารจัดการเอง  เช่น  ร่วมกันสำรวจราคาวัสดุก่อสร้าง  เพื่อให้ได้สินค้าที่ได้มาตรฐานในราคาที่ต่ำที่สุด   คัดเลือกบริษัทรับเหมาที่เข้ามาเสนองานก่อสร้าง  จนได้บริษัทที่ชุมชนพอใจ   

โดยชุมชนแต่ละแห่งจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาบริหารงาน  มีการแบ่งหน้าที่เป็นฝ่ายต่างๆ  เช่น  การสำรวจข้อมูลชุมชน  เพื่อให้รู้ขนาดครอบครัว  ความต้องการรูปแบบที่อยู่อาศัย   ฯลฯ  เพื่อนำข้อมูลไปใช้ออกแบบที่อยู่อาศัย  โดยมีสถาปนิกจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำ  มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบบัญชี   ตรวจสอบการก่อสร้าง  ฯลฯ นอกจากนี้ชุมชนจะต้องจัดตั้งเป็นสหกรณ์เคหสถาน  เพื่อให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล  สำหรับการทำสัญญาและนิติกรรมต่างๆ 

อย่างไรก็ตาม  นอกจากการสร้างบ้านแล้ว  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนยังมีแผนงานที่จะสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวชุมชนในด้านต่างๆ  เช่น   การส่งเสริมเรื่องอาชีพ  รายได้  สิ่งแวดล้อม  การกำจัดขยะ  การพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ  การพัฒนาผู้นำชุมชน   ฯลฯ   โดยจะเริ่มดำเนินการในชุมชนต้นแบบภายในปีนี้  เช่น  ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ  เขตสายไหม 

ส่วนกรณีที่ผู้สื่อข่าวต้องการสอบถามข้อมูลหรือรายละเอียดต่างๆ  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนยินดีและพร้อมที่จะให้ข้อมูล  โดยสามารถติดต่อได้ที่ 02-3788300 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter