playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

Visit_1_resize.JPG


ขอนแก่น/ ระหว่างวันที่ 20-22 เมษายน   ผู้นำชุมชนและตัวแทนชาวชุมชนริมคลองลาดพร้าว  กรุงเทพฯ  จำนวน  30   คน  ได้เดินทางไปศึกษาดูงานการพัฒนาเมืองชุมแพ   ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองชุมแพ  อ.ชุมแพ    จ.ขอนแก่น   โดยมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการพัฒนาที่อยู่อาศัย    การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์  กองทุนเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดิน   การซื้อที่ดินเพื่อทำนารวม   การทำธุรกิจน้ำดื่มชุมชน  ฯลฯ

          เทศบาลเมืองชุมแพมีพื้นที่ประมาณ  24.5  ตารางกิโลเมตร   อยู่ห่างจากตัวจังหวัดขอนแก่นไปทางทิศตะวันตกประมาณ  82 กิโลเมตร  เป็นเส้นทางเชื่อมผ่านระหว่างภาคเหนือกับภาคอีสาน (พิษณุโลก-เพชรบูรณ์-ชุมแพ-ขอนแก่น)  เมืองชุมแพจึงมีผู้คนจากทุกสารทิศอพยพเข้ามาหากิน   จำนวนประชากรในเขตเทศบาลประมาณ  32,000 คน    ก่อนที่จะมีโครงการบ้านมั่นคง   ในเขตเทศบาลเมืองชุมแพมีชุมชนแออัดและมีรายได้น้อยจำนวน 25  ชุมชน   ประมาณ 10,400  ครัวเรือน   ชาวบ้านไม่มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย  ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในที่ดินบุกรุกทั้งของรัฐและเอกชน   ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป    ค้าขายเล็กๆ น้อยๆ   เช่น  หาบเร่  รถเข็น   ขายอาหารในตลาด  ฯลฯ 


บ้านมั่นคงเมืองชุมแพสร้างไปแล้ว 980 หลัง  จากเป้าหมาย 1,052 หลัง

Visit_2_resize.JPG

ป้าสนอง  รวยสูงเนิน    ประธานกองทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยเมืองชุมแพ   อายุ 62 ปี  เล่าว่า  เดิมครอบครัวของตนมีอาชีพทำนาอยู่ที่ชัยภูมิแต่ทนความแห้งแล้งและยากจนไม่ไหว  ในปี  2519  จึงบากหน้ามาหากินที่เมืองชุมแพ  เพราะที่นี่เป็นเมืองใหญ่  อยู่ไม่ไกลจากชัยภูมิ   ตอนแรกก็บุกรุกที่ดินของหลวงปลูกบ้านหลังเล็กๆ   ต่อมาเทศบาลได้มาขับไล่   จึงไปอาศัยห้องเช่าเล็กๆ  ที่อุดอู้เพราะไม่มีหน้าต่างเป็นที่ซุกหัวนอน   ค่าเช่าเดือนละ 600 บาท  เอาทุนรอนที่มีติดตัวอยู่ไม่มากมาซื้อผักซื้อปลาจากชาวบ้านแล้วเอาไปขายในตลาดสด  ทำอย่างนี้อยู่หลายปี  จนมีครอบครัวมีลูกเต้า  จึงได้ขยับขยายจากห้องเช่ามาเป็นบ้านเช่าที่ใหญ่กว่าเดิม  แต่ก็ยังเช่าคนอื่นอยู่เพราะไม่มีเงินเก็บพอจะหาซื้อบ้าน  จะกู้ธนาคารคนจนอย่างแกใครเขาจะมองเห็นหัว   ครั้งสุดท้ายที่เช่าบ้านราคาค่าเช่าก็ขยับขึ้นไปถึงเดือนละ 3,000 บาทแล้ว

“พอช่วงปี 2546 ตอนนั้นรัฐบาลเปิดให้มีการลงทะเบียนคนจน  ป้าและเพื่อนบ้านคนอื่นๆ  ในชุมแพก็ไปลงทะเบียนที่เทศบาลเมืองชุมแพ  บอกเล่าปัญหาความเดือดร้อน   ความต้องการ  ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องบ้านนี่แหละ  เพราะต้องเช่าเขาอยู่  บางครอบครัวไม่มีค่าเช่าก็ต้องบุกรุกที่ดินหลวงปลูกบ้านหลังเล็กๆ อยู่  ไม่มีน้ำประปา  ไม่มีไฟฟ้า  ต้องต่อพ่วงมาใช้  ราคาก็แพงกว่าคนอื่น  จึงอยากจะมีบ้านเป็นของตัวเองสักหลัง   จะได้มีที่ซุกหัวนอน  ลูกหลานจะได้มีที่เรียนเป็นหลักเป็นแหล่ง  ไม่ต้องย้ายโรงเรียนตามบ้าน”  ป้าสนองเล่าย้อนอดีต

จากปัญหาความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยของคนยากคนจนแบบป้าสนองที่มีอยู่ทั่วประเทศ  รัฐบาลในเวลานั้นจึงมีโครงการ  “บ้านมั่นคง”  โดยให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ “พอช.” ดำเนินโครงการนี้ทั่วประเทศ  หลักการสำคัญก็คือ  ให้ชาวบ้านที่เดือดร้อนมารวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหา  มีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้าน  โดยมีสถาปนิกชุมชนจาก พอช.มาร่วมออกแบบบ้านกับชาวบ้าน   จัดหาที่ดินเช่าระยะยาวจากหน่วย งานรัฐ   หรือเตรียมซื้อที่ดินเอกชนเพื่อสร้างบ้าน   สร้างชุมชนใหม่   หลังจากนั้นจึงนำมาสู่การเสนอโครงการบ้านมั่นคงเพื่อขอใช้สินเชื่อระยะยาว  ดอกเบี้ยต่ำจาก พอช. แล้วจึงเริ่มก่อสร้างบ้านใหม่

ขึ้นปี 2547 ป้าสนองและแกนนำในชุมชนต่างๆ จึงร่วมกับเทศบาลเมืองชุมแพและ พอช.  จัดทำโครงการบ้านมั่นคงแห่งแรกขึ้นที่ชุมชนสว่างแสงศรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าเก่า  มีชาวบ้านบุกรุกเข้าไปปลูกสร้างบ้านเรือนจำนวน 65 ครัวเรือน  แต่การพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ชุมชนแห่งนี้ในช่วงแรกยังไม่ประสบผลสำเร็จ  เพราะชาวบ้านยังขาดประสบการณ์ในการรวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหา  เช่น  คณะกรรมการยังไม่ไว้วางใจกัน   ชาวบ้านขาดวินัยในการออมทรัพย์  ฯลฯ  ในช่วงแรกจึงสร้างบ้านที่ชุมชนสว่างแสงศรีได้เพียง 1 หลัง

ขณะเดียวกันป้าสนองซึ่งเป็นแกนนำในชุมชนหนองตาไก้ (อยู่ใกล้กับชุมชนสว่างแสงศรี)   ได้รวบรวมชาวบ้าน  30  ครอบครัวจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมาในปี 2547  เพื่อเข้าสู่กระบวนการบ้านมั่นคง   โดยชาวบ้านแต่ละครอบครัวจะต้องออมเงินให้ได้อย่างน้อย 10 %  ของวงเงินสินเชื่อที่จะใช้สร้างบ้านจาก พอช.  แล้วไปเจรจากับเทศบาลเมืองชุมแพเพื่อขอเช่าที่ดิน  ซึ่งทางเทศบาลก็ให้การสนับสนุนชาวบ้านเป็นอย่างดี   โดยแบ่งพื้นที่โรงฆ่าสัตว์ของเทศบาลซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุให้ชาวบ้านเช่าจำนวน 3 ไร่เศษ  ระยะเวลา  30 ปี  ในอัตราตารางวาละ 50 สตางค์ต่อเดือน  พอถึงปี 2548 จึงเริ่มก่อสร้างบ้านเฟสแรก 30 หลัง  ขนาด 20 ตารางวา  โดยกู้เงินจาก พอช.ประมาณหลังละ 150,000 บาท  ผ่อนชำระคืน 15 ปี  ดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี   ในปีถัดมาบ้านหลังใหม่ในฝันของป้าสนองและเพื่อนบ้านก็เป็นความจริง  และเพื่อความเป็นศิริมงคล  ชาวบ้านจึงร่วมกันตั้งชื่อหมู่บ้านแห่งนี้ว่า “บ้านมั่นคงร่มเย็น”

บ้านมั่นคงร่มเย็นที่ปรากฏขึ้นในเมืองชุมแพในปี 2549    ได้สร้างความเชื่อมั่นให้แก่พี่น้องคนยากคนจนในชุมชนอื่นๆ  ซึ่งต่างก็มีความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัย   เพราะส่วนใหญ่ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองต้องเช่าบ้านอยู่  และบางส่วนสร้างบ้านอยู่ในที่ดินบุกรุก  ไม่รู้ว่าจะโดนขับไล่ในวันไหน   พวกเขาจึงได้ร่วมกันจัดทำโครงการบ้านมั่นคงขึ้นมา  โดยมีป้าสนองเป็นกำลังสำคัญ   เริ่มจากการช่วยกันสำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อนในแต่ละชุมชน

จากการสำรวจข้อมูลในขณะนั้น   พบว่า  มีผู้เดือดร้อนทั้งสิ้นจำนวน  1,076 ครัวเรือน   รวม  18 ชุมชน  หลังจากนั้นชุมชนที่มีความพร้อมจึงเริ่มเข้าสู่กระบวนการบ้านมั่นคง   โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาในแต่ละชุมชนมีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้าน   ร่วมกันออกแบบบ้าน   ฯลฯ  หลังจากนั้นจึงเสนอเรื่องต่อทางเทศบาลเมืองชุมแพเพื่อขอเช่าที่ดินราชพัสดุที่เทศบาลดูแลอยู่   บางชุมชนก็รวมตัวกันจัดซื้อที่ดินใหม่เพื่อก่อสร้างบ้าน  โดยได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากทางเทศบาล  เพราะนอกจากจะให้เช่าที่ดินแล้ว   เทศบาลยังสนับสนุนชาวบ้านในด้านต่างๆ  เช่น   สร้างถนน  ประสานงานเรื่องการติดตั้งระบบไฟฟ้า  ประปา  และยังส่งเจ้าหน้าที่มาทำงานร่วมกับชาวบ้านด้วย

นายสาโรช   สนั่นเมือง  วิศวกรเทศบาลเมืองชุมแพ  กล่าวว่า  ตนทำงานร่วมกับชาวบ้านเรื่องบ้านมั่นคงเมืองชุมชนแพมาตั้งแต่ปี 2547  ซึ่งในช่วงแรกการลงพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านเป็นที่เรื่องสำคัญ  เพราะยังมีกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วย  คัดค้าน  และยังไม่เชื่อมั่นว่าโครงการจะทำได้จริง  ดังนั้นเทศบาลเมืองชุมแพจึงต้องช่วยชาวบ้านสร้างความเชื่อมั่น  ด้วยการลงไปในพื้นที่เพื่อพูดคุย  สร้างความเข้าใจ  และส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเป็นคณะกรรมการที่ชาวบ้านตั้งขึ้นมา  เพื่อให้เห็นว่าเทศบาลให้การสนับสนุน  เมื่อคณะกรรมการชาวบ้านมีความเข้มแข็งแล้ว  กรรรมการจากเทศบาลฯ จึงถอนตัวออกมาเพื่อให้ชาวบ้านบริหารและจัดการกันเอง



“บ้านที่มากกว่าบ้าน”

ปัจจุบันในเขตเทศบาลเมืองชุมแพมีชุมชนเข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงแล้ว  จำนวน  13 ชุมชน  สร้างบ้านเสร็จไปแล้วจำนวน  920 หลัง   ช่วยให้ชาวบ้านมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง  และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายภายในครอบครัวได้มากขึ้น   จากเดิมที่เคยเช่าบ้านเดือนละ 2,500-3,000 บาท  ก็เหลือค่าผ่อนบ้านและดอกเบี้ยเพียงเดือนละ 1,500-1,700 บาท   นอกจากนี้ราคาที่ดินและบ้านในโครงการบ้านมั่นคงจากเดิมหลังละ  230,000-250,000 บาท  ก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นหลังละ  400,000-500,000 บาท
Visit_3_resize.JPG

Visit_4_resize.JPG

Visit_5_resize.JPG


“ตอนนี้เราสร้างบ้านไปแล้ว 920  หลัง  จากเป้าหมายทั้งหมด 1,052 หลัง  คิดว่าภายในปีนี้คงจะสร้างเสร็จทั้งหมด  เพราะงบประมาณต่างๆ ก็มีแล้ว  อยู่ที่ความพร้อมของชาวบ้าน  เพราะบางหลังก็ทยอยสร้างไปเรื่อยๆ  ป้าดีใจที่คนยากคนจนได้มีบ้านเป็นของตัวเอง  ไม่ต้องบุกรุกหรือเช่าคนอื่นอยู่ตลอดชีวิต  แต่การทำเรื่องที่อยู่อาศัยก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก  เพราะการทำงานเรื่องบ้านมั่นคงเป็นงานละเอียด  ต้องทำงานกับคนจน  ต้องสร้างความเข้าใจเรื่องการออมเงิน  ทำให้พี่น้องเห็นว่าการออมเงินจะไม่สูญเปล่า  เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์ของคนจนมีความหมาย   การทำงานและการบริหารจัดการของคณะกรรมการต้องชัดเจน  โปร่งใส  ทำให้ชาวบ้านเชื่อถือ    ที่สำคัญชาวบ้านจะต้องสร้างทุนของตัวเอง  ไม่หวังทุนจากภายนอกเพียงอย่างเดียว”  ป้าสนองบอก

จากการแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย   ในปี 2552  ป้าสนองและชาวชุมชนในเขตเทศบาลเมืองชุมแพรวม 13 ชุมชนได้ร่วมกันก่อตั้ง “กองทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยเมืองชุมแพ”  เพื่อให้กองทุนเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของชาวชุมชน   โดยให้ชาวบ้านเข้าร่วมเป็นสมาชิกและสมทบเงินเข้ากองทุนทุกเดือน  แล้วนำเงินกองทุนมาให้สมาชิกกู้ยืมหมุนเวียนเพื่อประกอบอาชีพ   ปลดหนี้นอกระบบ  ซ่อมแซมบ้าน   เพื่อการศึกษา  ฯลฯ  วงเงินไม่เกิน 5 เท่าของหุ้นสะสมที่สมาชิกมีอยู่  อัตราดอกเบี้ยร้อยละ  3-6 บาทต่อปี   หรือกู้ยืมเพื่อสร้างบ้านไม่เกิน 150,000 บาท  ดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี

ส่วนผลกำไรของกองทุนฯ ก็จะกลับคืนมาช่วยเหลือสมาชิก  เช่น  ส่งเสริมกิจกรรม  10 %  ปันผลคืนกลุ่ม 5 %อุดหนุนกองทุนสวัสดิการของกลุ่ม  25%   ฯลฯ   ปัจจุบันกองทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยเมืองชุมแพมีเงินกองทุนหมุนเวียนทั้งหมดประมาณ  15 ล้านบาทเศษ   ทั้งนี้ที่ผ่านมาเทศบาลเมืองชุมแพได้สนับสนุนเงินเข้ากองทุนจำนวน 2 ล้านบาท  และมูลนิธิศูนย์ศึกษาและพัฒนาที่อยู่อาศัยแห่งเอเซียสมทบ 1 ล้านบาท


นารวมและน้ำดื่มชุมชน

ปี 2554 ชาวชุมชนได้เล็งเห็นความมั่นคงด้านอาหารจึงนำไปสู่การซื้อที่ดินเพื่อทำนารวมแบบเกษตรอินทรีย์  เนื้อที่ 38 ไร่  ที่ดินอยู่ไม่ไกลจากบ้านมั่นคงมากนัก   โดย พอช.ได้สนับสนุนสินเชื่อจำนวน  2.6  ล้านบาท  มีชาวบ้านลงหุ้น  150 หุ้นๆ ละ 150  บาท  เพื่อเป็นทุนในการทำนา  และช่วยกันลงแรงทำนา  ปัจจุบันที่นามีราคากว่า 38 ล้านบาท
Visit_6_resize.JPG


ศรีอาน  ประดา  หนุ่มใหญ่วัย 48 ปี  ตำแหน่ง “ผู้จัดการนา” ฟังดูโก้หรู  แต่ไม่มีเงินเดือน  ทำงานนี้ด้วยใจรักเพราะเป็นเรื่องปากท้องของชาวบ้าน   บอกว่า  ตำแหน่งผู้จัดการนาจะต้องวางแผนในการทำนา  เช่น  ต้องรู้เรื่องฝนฟ้าว่าปีไหนน้ำจะมากจะน้อยจะได้วางแผนได้ถูกต้อง  และต้องมีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการนาจำนวน 15 คน  จะหว่าน  จะดำช่วงไหน  จะได้ขอแรงจากชาวบ้านและสมาชิก  หากเป็นช่วงแล้งก็จะให้สมาชิกปลูกมันแก้ว  นอกจากนี้ก็ยังปลูกผักต่างๆ เช่น  พริก  มะเขือ  ผักกวางตุ้ง  ฟักทอง  ข้าวโพด  กล้วย  มะละกอ  มะม่วง  ฯลฯ  เลี้ยงปลาในบ่อ  มีปลานิล  ตะเพียน  ปลาดุก  และมีแผนจะขุดบ่อเพื่อเก็บน้ำเอาไว้ทำนาในหน้าแล้ง  เป็นแหล่งอาหารของชาวบ้าน  ไม่ต้องกลัวอดยากอีกต่อไป

ในช่วงที่ผ่านมา  กองทุนนารวมได้แบ่งปันที่ดินให้สมาชิกทำนารายละ 2 ไร่  มีสมาชิกมาทำนารวม 10 ราย  เมื่อได้ผลผลิตสมาชิกจะแบ่งปันเข้ากองทุนฯ  เช่น  ได้ข้าวเปลือก 10 ถุงปุ๋ย  แบ่งเข้ากองทุนฯ 3 ถุงปุ๋ย   ส่วนกองทุนฯ เหลือพื้นที่ทำนารวมประมาณ 12 ไร่  ปัจจุบันกองทุนฯ มีข้าวเปลือกสำรองเก็บไว้ประมาณ 8  ตัน  และทยอยเอาข้าวเปลือกมาสีขายนำรายได้เข้ากองทุน  เช่น  ข้าวหอมมะลิขายกิโลกรัมละ  30 บาท  ข้าวเหนียว  25 บาท  ข้าวไรซ์เบอร์รี่ 60 บาท  ฯลฯ

ในปี 2558   ชาวชุมชนได้ร่วมกันจัดตั้งโรงงานผลิตน้ำดื่มชุมชน “บ้านมั่นคงเมืองชุมแพ”    โดยการระดมหุ้นๆ ละ 1,000  บาท  ได้เงินประมาณ 700,000 บาท   ผลิตน้ำดื่มขนาดถังละ 18 ลิตร  ราคาขายส่งถังละ  12 บาท  มีกำลังการผลิตประมาณเดือนละ  500-1,000 ถัง (ตามสภาพอากาศ)  และขนาดบรรจุขวดๆ ละ 350  มล. จำหน่ายโหลละ 40 บาท  กำลังการผลิตประมาณเดือนละ  500-1,000  โหล  เริ่มจำหน่ายตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์  2559   สามารถทำรายได้เข้าชุมชนประมาณเดือนละ  100,000 บาท   โดยในช่วงปี 2559-2560  ชุมชนขายน้ำดื่มได้ประมาณ 1 ล้านบาทเศษ  กลุ่มลูกค้ามีทั้งส่วนราชการในจังหวัด  เช่น  ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น  เทศบาลเมืองชุมแพ  และชาวบ้านทั่วไป
Visit_7_resize.JPG

นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองชุมแพยังมีกองทุนต่างๆ   เอาไว้ช่วยเหลือดูแลสมาชิก  เช่น  กองทุนสวัสดิการชุมชน  กองทุนปลดเปลื้องหนี้สินนอกระบบ   กลุ่มออมทรัพย์  กลุ่มออมทรัพย์เด็ก  ฯลฯ  รวมทั้งมูลค่าบ้านมั่นคง 920  หลัง  คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 450 ล้านบาท   รวมเป็นทุนและสินทรัพย์ทั้งหมดประมาณ  550 ล้านบาทเศษ 

ส่วนผลจากการพัฒนาที่ไม่ใช่เป็นตัวเงิน  แต่ทำให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น   เช่น  เกิดกลุ่มผู้สูงอายุที่มาทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน  ด้วยการออกกำลังกาย   การตั้งกลุ่ม “บ้านมั่นคง  รำวงย้อนยุค”   และกลุ่มกิจกรรมเยาวชน   “ลานเด็กดีเมืองชุมแพ”   โดยมีกิจกรรมให้เด็กแสดงออกในทางสร้างสรรค์  เช่น   ดนตรี  ศิลปะ  ดูแลสิ่งแวดล้อม  อบรมสื่อมวลชนน้อย  ฯลฯ  ปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่มเด็กและเยาวชนประมาณ 500 คน


มุมมองของพี่น้องชุมชนริมคลอง

          นายอวยชัย  สุขประเสริฐ  ประธานชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ  ริมคลองลาดพร้าว  เขตสายไหม  กล่าวว่า  จากการมาศึกษาดูงานในครั้งนี้  พบว่า  ชาวชุมชนเมืองชุมแพสามารถแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย  มีบ้านเรือนที่มั่นคงและสวยงาม และพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ ได้  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้รับการสนับสนุนจากทางหน่วยงานในท้องถิ่น  โดยเฉพาะเทศบาลเมืองชุมแพ  เพราะหากให้ชาวบ้านหรือคณะกรรมการทำงานเพียงลำพังก็จะประสบผลสำเร็จได้ยาก  โดยเฉพาะในกรณีที่ยังมีกลุ่มคนที่คัดค้าน  ไม่เข้าร่วมโครงการ  เมื่อมีหน่วยงานของรัฐให้ความสนับสนุนก็จะทำให้ชาวบ้านเกิดความเชื่อถือ  เชื่อมั่น

          “นอกจากนี้ในกรณีที่สหกรณ์บ้านมั่นคงในเมืองชุมแพ  มีระเบียบข้อบังคับ  ไม่แบ่งแยกโฉนดให้แก่สมาชิกนั้น  ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี  และเป็นจุดแข็ง  ทำให้คนมีเงินจากนอกชุมชนไม่สามารถมาหาซื้อที่ดิน-ซื้อบ้านจากคนในชุมชนได้  เพราะหากไม่มีระเบียบข้อนี้  หรือชุมชนไม่เข้มแข็ง  มีหนี้สิน  ก็อาจจะทำให้คนที่มีบ้านแล้ว ปล่อยบ้านให้หลุดไปอยู่ในมือของคนนอกชุมชนได้”   นายอวยชัยกล่าว

          นอกจากนี้ชาวชุมชนริมคลองอื่นๆ  ยังได้เสนอความเห็นหลังจากการศึกษาดูงานในครั้งนี้   เช่น  คณะกรรมการบ้านมั่นคงเมืองชุมแพมีความเข้มแข็ง  เสียสละ  แบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน  ยกตัวอย่าง  กรณีโรงงานน้ำดื่มจะมีคณะกรรมการบริหารต่างหาก  มีผู้จัดการที่มีความรู้ตรงกับสายงาน (เรียนจบด้านวิทยาศาสตร์  ใช้ความรู้มาตรวจสอบคุณภาพน้ำดื่ม)  กองทุนนารวม   มีผู้จัดการนา   มีการแบ่งปัน  แบ่งที่นาให้ชาวบ้านและสมาชิกมาทำนา  ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม   ช่วยกันทำงาน  ฯลฯ
Visit_8_resize.JPG

Visit_9_resize.JPG

Visit_10_resize.JPG


งานสื่อสารองค์กร พอช. รายงาน                                 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter