playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

สระแก้ว / ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชน ต.ตาหลังใน จ.สระแก้ว ยืนยันพร้อมให้ดีเอสไอหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเอกสารการเงินของกองทุน พร้อมทั้งโต้กลับกรรมการที่ไปร้องเรียนบางคนนำเงินที่เก็บจากสมาชิกไปใช้ส่วนตัว ทำให้กองทุนขาดสภาพคล่อง เตรียมหาทนายความแจ้งความข้อหาหมิ่นประมาทกรณีกล่าวหาว่าโกงเงินกองทุน ขณะที่ปลัดอำเภอวังน้ำเย็นตรวจพบกองทุนฯ มีรายได้ 5 ล้านบาทเศษ แต่มีรายจ่ายสูงกว่า ทำให้กองทุนติดลบ เสนอทางออกให้สมาชิกทุกคนส่งเอกสารการเงินมาตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่ามีเงินหายไปจริงหรือไม่ และให้คนที่จะลาออกทยอยลาออก ส่วนคนที่ยังไม่ลาออกให้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเพื่อให้กองทุนเดินหน้าต่อไปได้ ด้าน พอช.ยินดีให้ตรวจสอบกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศเพื่อความโปร่งใส

Sa_Kaeo_6.jpg

          ตามที่มีกลุ่มกรรมการและสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลตาหลังใน อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว ได้มายื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล พร้อมทั้งได้ยื่นเรื่องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ และกระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อให้สอบสวนกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลตาหลังในว่ามีการทุจริต ทำให้เงินกองทุนหายไป สมาชิกกองทุนฯ ได้รับความเดือดร้อนประมาณ 900 คน คิดเป็นเงินรวมกันประมาณ 2 ล้านบาท เพราะสมาชิกยื่นลาออกจากกองทุนแล้วไม่ได้รับเงินคืนตามระเบียบของกองทุนนั้น

          ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 เมษายน นายวสันต์ น้อยพี ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลตาหลังใน ได้ชี้แจงต่อผู้สื่อข่าวว่า กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลตาหลังใน ก่อตั้งเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2549 สมาชิกแรกเข้ามี 13 คน สมาชิกประกอบด้วยชาวบ้านในหมู่ต่างๆ รวม 18 หมู่บ้าน มีคณะกรรมการมาจากทุกหมู่บ้าน โดยแต่ละหมู่บ้านจะมีคณะกรรมการในแต่ละหมู่บ้านจัดเก็บเงินสวัสดิการเป็นรายเดือน แล้วให้คณะกรรมการนำเงินส่งกองทุนฯ ทุกเดือน ซึ่งการดำเนินงานของกองทุนฯ ที่ผ่านมาเป็นไปอย่างราบรื่น สมาชิกได้รับการช่วยเหลือตามระเบียบของกองทุนฯ ที่วางเอาไว้ จำนวนสมาชิกจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยในช่วงต้นปี 2556 มีสมาชิกรวม 2,827 คน

          โดยกองทุนฯ มีระเบียบการจ่ายสวัสดิการให้แก่สมาชิกในด้านต่างๆ เช่น 1.ต้องเป็นสมาชิกกองทุนฯ แล้วอย่างน้อย 6 เดือน จึงจะได้รับสวัสดิการ 2.สมาชิกที่เสียชีวิตจะได้รับเงินช่วยเหลือตั้งแต่ 2,500-12,000 บาท ตามอายุการเป็นสมาชิก 3.เจ็บป่วยช่วยเหลือไม่เกิน 10 คืนๆ ละ 100 บาท คนเฝ้าไข้ได้ 50 บาท 4.คลอดบุตรได้เงินช่วยเหลือ 500 บาท ฯลฯ

          "แต่ระเบียบของกองทุนสวัสดิการชุมชนตาหลังในมีความแตกต่างจากกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วไป คือกองทุนฯ ทั่วไปเมื่อสมาชิกลาออก กองทุนฯ จะไม่คืนเงินให้สมาชิก เพราะถือว่าเป็นการทำบุญ หรือสมทบเงินเข้า   กองทุนเพื่อนำมาช่วยเหลือกัน แต่กองทุนสวัสดิการชุมชนตาหลังในมีระเบียบคืนเงินให้แก่สมาชิกเมื่อลาออก หากมีสมาชิกลาออกมากๆ ก็จะทำให้เงินกองทุนที่มีอยู่ลดน้อยลง ดังนั้นคณะกรรมการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนจังหวัดสระแก้ว จึงได้แนะนำให้กองทุนฯ ตาหลังในจัดประชุมใหญ่เพื่อแก้ไขระเบียบนี้" นายวสันต์กล่าว

          หลังจากนั้น ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2557 คณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลตาหลังใน จึงจัดประชุมเพื่อลดรายจ่ายของกองทุนฯ ที่ศาลาอเนกประสงค์ในตำบล โดยมีการปรับแก้ระเบียบการคืนเงินให้แก่สมาชิกที่ลาออกจากกองทุน คือ 1.หากสมาชิกที่ไม่เคยได้รับสวัสดิการ เมื่อลาออกจะคืนเงินให้ 100% แก้เป็น คืนเงินให้ 80% 2.กรณีสมาชิกเคยได้รับสวัสดิการแล้ว หากลาออกจะคืนเงินให้ 90% แก้เป็น คืนเงินให้ 50% จึงทำให้คณะกรรมการบางหมู่บ้านเกิดความไม่พอใจที่มีการแก้ไขระเบียบ และเตรียมชักชวนชาวบ้านในหมู่ต่างๆ มาลาออก โดยอ้างว่ามีการแก้ไขระเบียบโดยกรรมการและสมาชิกส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องและไม่เห็นด้วย

          โดยในปี 2557 มีสมาชิกลาออกรวม 334 คน ต่อมา ในปี 2558 สมาชิกลาออกอีก 169 คน ซึ่งทางกองทุนฯ ก็ได้จ่ายเงินคืนให้ตามระเบียบใหม่ รวมสมาชิกที่ลาออกทั้งหมด (รวมสมาชิกที่ลาออกก่อนหน้านี้ 535 คน) จำนวน 1,030 คน รวมเป็นเงินที่จ่ายคืนให้สมาชิกทั้งหมด 1,591,744 บาท จึงทำให้เงินของกองทุนฯ ลดลง

          ประธานกองทุนฯ ชี้แจงต่อไปว่า นอกจากนั้น กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลตาหลังใน ในช่วงที่ผ่านมามีรายจ่ายด้านสวัสดิการค่อนข้างสูง ทำให้สถานะของกองทุนติดลบ คือ มีรายรับรวม 5,612,346 บาท (แยกเป็นเงินออมวันละบาทจากสมาชิก จำนวน 2,675,516 บาท เงินสมทบของรัฐบาลผ่าน พอช. จำนวน 2,691,530 บาท เงินสนับสนุนจาก อบต.ตาหลังใน จำนวน 109,500 บาท และดอกเบี้ยจากการให้สมาชิกกู้ยืม จำนวน 135,820 บาท)

          ขณะที่กองทุนฯ มีค่าใช้จ่ายต่างๆ รวม 5,766,021 บาท แยกเป็นรายจ่ายเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิกตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บป่วย ตาย รวม 3,014,255 บาท เงินกู้ 80,000 บาท สมาชิกลาออก 1,591,744 บาท คืนเงินออมผู้เสียชีวิต 200,713 บาท ค่าบริหารจัดการและอื่นๆ 879,309 บาท รวมมีรายจ่ายมากกว่ารายรับประมาณ 153,675 บาท

          ต่อมา ในช่วงปลายปี 2559 คณะกรรมการบางหมู่บ้านได้พาชาวบ้านมาลาออกจากการเป็นสมาชิกกองทุนอีกจำนวน 1,096 คน ทางกองทุนฯ ซึ่งขณะนั้นอยู่ในสถานะเงินกองทุนติดลบจึงไม่มีเงินจ่ายคืนให้แก่สมาชิก ประกอบกับสมาชิกที่เหลือทั้งหมดหยุดส่งเงินออมวันละบาทเข้ากองทุนฯ จึงทำให้กองทุนฯ ไม่มีเงินหมุนเวียนเพียงพอที่จะจ่ายเงินคืนให้แก่สมาชิกที่ลาออกครั้งละมากๆ (สมาชิกออมเงินรวมปีละ 365 บาทต่อคน หากเป็นสมาชิกครบ 10 ปี ก็จะมีเงินออมที่ส่งเข้ากองทุนประมาณคนละ 3,650 บาท)

          ขณะเดียวกัน มีคณะกรรมการบางหมู่บ้านที่มีหน้าที่เก็บเงินสมทบรายเดือนจากสมาชิกแล้วไม่นำส่งเข้ากองทุนฯ ติดต่อกันเกินกว่า 3 เดือน จึงทำให้สมาชิกขาดจากสถานภาพการเป็นสมาชิกตามระเบียบของกองทุนฯ และจะไม่ได้รับสวัสดิการช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิต ดังนั้น ครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิต จำนวน 2 คน ที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุนฯ รวมทั้งสมาชิกที่ลาออกแล้วยังไม่ได้เงินคืนจึงได้ร่วมกันทำเรื่องร้องเรียนขึ้นมาผ่านศูนย์ดำรงธรรมอำเภอวังน้ำเย็น ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559 และร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

Sa_Kaeo_3_resize.JPG
          "ผมขอยืนยันว่า กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลตาหลังในมีเอกสารที่สามารถชี้แจงได้ทุกอย่าง และพร้อมที่จะให้ดีเอสไอหรือหน่วยงานใดก็ได้เข้ามาตรวจสอบว่ามีการทุจริต หรือมีการโกงเงินสมาชิกจริงหรือไม่ และศูนย์ดำรงธรรม

          อำเภอวังน้ำเย็นก็ได้มาตรวจสอบแล้ว ยืนยันว่าไม่มีการทุจริต แต่ผมยอมรับในเรื่องการบริหารงานที่ขาดประสบการณ์ ทำให้กองทุนมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ เมื่อมีสมาชิกมาลาออกจำนวนมาก กองทุนจึงไม่มีเงินจ่ายคืน" ประธานกองทุนกองทุนฯ กล่าว

          นายวสันต์ชี้แจงด้วยว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้กองทุนขาดเงินหมุนเวียน เนื่องจากมีคณะกรรมการที่ทำหน้าที่เก็บเงินจากสมาชิกบางหมู่บ้าน นำเงินที่เก็บไปใช้ส่วนตัว โดยไม่นำเงินส่งเข้ากองทุนเป็นเวลาประมาณ 16 เดือน รวมเป็นเงินนับแสนบาท เมื่อสมาชิกมาทวงถามเรื่องการเบิกเงินสวัสดิการก็จะใช้เงินที่เก็บมาหมุนจ่ายไปก่อน แต่เมื่อไม่มีเงินจ่าย ก็โยนความผิดมาที่ประธานกองทุนฯ ว่ามีการโกงเงิน รวมทั้งยังไปกระจายข่าวว่ากองทุนฯ จะล้มแล้ว จึงทำให้ชาวบ้านในหมู่ต่างๆ มาทยอยลาออกประมาณ 900 คน กองทุนฯ จึงไม่มีเงินจ่ายคืนให้แก่สมาชิก

          "ตอนนี้ผมกับคณะกรรมการคนอื่นๆ กำลังปรึกษากับทนายความเพื่อแจ้งความเอาผิดฐานหมิ่นประมาทกับผู้ที่กล่าวหาว่ากองทุนมีการทุจริต โกงเงินออมวันละบาท เพราะหากเราอยู่เฉยๆ ก็เท่ากับว่าเราทุจริตจริง ดังนั้นจึงต้องพิสูจน์ความจริงกันในศาลว่าใครทุจริต ใครโกงกันแน่" นายวสันต์กล่าว

Sa_Kaeo_1.jpg
          ปัจจุบัน กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลตาหลังใน มีสมาชิกจำนวน 1,164 คน มีสมาชิกที่ลาออกไปแล้วรวม 2,134 คน มีเงินเหลืออยู่ในบัญชี จำนวน 1,950.59 บาท และมีสมาชิกที่มาลาออกแล้วแต่ยังไม่ได้เงินประมาณ 900 คน คิดเป็นเงินรวมกันประมาณ 2 ล้านบาทโดยขณะนี้กองทุนฯ ไม่มีการเบิกจ่ายสวัสดิการให้แก่สมาชิกแต่อย่างใด ขณะที่สมาชิกก็ไม่ได้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนฯ แต่อย่างใด

          นายปรัชสกุล ทิพจรูญ ปลัดอำเภอวังน้ำเย็น กล่าวว่า ศูนย์ดำรงธรรม อ.วังน้ำเย็น ได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มชาวบ้านตั้งแต่เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 หลังจากนั้นจึงได้ทำการตรวจสอบข้อมูล หลักฐาน และเอกสารต่างๆ ตั้งแต่ก่อตั้งกองทุนฯ ในปี 2549 จนถึงปัจจุบัน ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2560 จึงได้สรุปผลการตรวจสอบ โดยพบว่ากองทุนฯ มีรายรับรวมทั้งหมด 5,612,346 บาท มีค่าใช้จ่ายต่างๆ รวม 5,766,021 บาท

          ดังนั้นจึงมีรายจ่ายมากกว่ารายรับจำนวน 153,675 บาท ประกอบกับมีสมาชิกมาลาออกรวมกันกว่า 900 คน รวมทั้งสมาชิกกองทุนฯ ที่เหลือหยุดส่งเงินสมทบเข้ากองทุนฯ จึงทำให้ไม่มีเงินหมุนเวียนเพียงพอที่จะจ่ายคืนให้แก่สมาชิกที่ลาออก และจากการตรวจสอบบัญชีทั้งหมดของกองทุน ณ วันที่ 24 มีนาคม 2559 พบว่ากองทุนฯ มีเหลือจำนวน 1,950.59 บาท

          “ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอวังน้ำเย็นจึงได้ข้อสรุปและนำไปชี้แจงกับผู้ที่ร้องเรียนว่า 'คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ บริหารเงินกองทุนล้มเหลว โดยมีการใช้จ่ายเงินมากกว่าเงินของกองทุนฯ ที่มีอยู่ ประกอบกับได้รับการอุดหนุนจากองค์การบริหารส่วนตำบลตาหลังในเพียงแค่ครั้งเดียว ส่งผลให้ไม่มีเงินหมุนเวียนเพียงพอที่จ่ายสิทธิประโยชน์ให้แก่สมาชิกที่เจ็บป่วย หรือเสียชีวิต และไม่มีเงินออมสัจจะคืนกรณีที่สมาชิกที่ลาออกครั้งละมากๆ' แต่ข้อสรุปดังกล่าวทำให้กลุ่มผู้ร้องเรียนไม่พอใจ จึงไปร้องเรียนต่อสื่อมวลชนและหน่วยงานราชการที่กรุงเทพฯ" ปลัดอำเภอวังน้ำเย็นชี้แจง

Sa_Kaeo_4.jpg

          นายปรัชสกุลกล่าวต่อไปว่า ศูนย์ดำรงธรรมมีหน้าที่เพียงแสวงหาข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่มีผู้ร้องเรียนเท่านั้น ส่วนการดำเนินการต่อไปนั้น ทางศูนย์ดำรงธรรมได้จัดประชุมสมาชิกและกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลตาหลังในตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา โดยที่ประชุมมีมติให้กรรมการตัวแทนเก็บเงินแต่ละหมู่บ้านตรวจสอบรายรับ-รายจ่ายของสมาชิกในแต่ละหมู่บ้าน แล้วรวบรวมข้อมูลมานำเสนอให้ที่ประชุมรับทราบในวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา แต่ขณะนี้ยังได้ข้อมูลจากคณะกรรมการในหมู่ต่างๆ ไม่ครบถ้วน หากได้เอกสารครบก็จะสามารถตรวจตรวจสอบได้ว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เงินกองทุนหายไปจริงหรือไม่

          "ต้นตอของปัญหาจริงๆ ที่เราตรวจพบคือ กองทุนฯ จ่ายเงินมากกว่ารับเงิน และกองทุนสวัสดิการชุมชนที่อื่นที่เราไปตรวจสอบข้อมูลพบว่าส่วนใหญ่จะไม่จ่ายเงินคืนให้แก่สมาชิกเมื่อลาออก เพราะถือว่าเป็นเงินบริจาคหรือสมทบเข้ากองทุนเพื่อช่วยเหลือกัน ไม่ใช่เป็นเงินสะสมเหมือนกลุ่มออมทรัพย์ที่จะต้องได้รับคืน ดังนั้นเมื่อมีสมาชิกลาออก หรือมีสมาชิกชิกตาย กองทุนฯ จะต้องจ่ายเงินเยอะ ทำให้เงินของกองทุนลดลงทุกวัน" ปลัดอำเภอวังน้ำเย็นอธิบาย และยกตัวอย่าง เช่น สมาชิกสมทบเงินรายปีคนละ 365 บาท หากสมทบครบ 10 ปี เท่ากับ 3,650 บาท แต่ในระหว่างนี้สมาชิกจะได้รับเงินสวัสดิการต่างๆ หรือหากเสียชีวิตก็จะได้รับเงินช่วยเหลือประมาณ 12,000 บาท ซึ่งสูงกว่าเงินสมทบหลายเท่าตัว นอกจากนี้ยังได้เงินที่สมทบไปแล้วคืนกลับมาด้วย ดังนั้นเงินกองทุนจึงมีแต่ร่อยหรอลงทุกวัน

          ปลัดอำเภอวังน้ำเย็นยังได้เสนอทางออกว่า 1.ให้คณะกรรมการชุดเก่าพ้นจากตำแหน่ง และให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ทั้งหมด 2.สมาชิกที่จะขอลาออก ให้ทยอยลาออก ไม่ใช้ลาออกพร้อมกันหลายร้อยคน เพื่อจะได้ทยอยจ่ายเงินคืน 3.คนที่ยังเป็นสมาชิกให้สมทบเงินเข้ากองทุนเหมือนเดิมเพื่อให้มีเงินหมุนเวียน และ 4. แก้ระเบียบไม่คืนเงินให้สมาชิกในกรณีลาออก

          นายสมชาติ ภาระสุวรรณ รักษาการ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. กล่าวถึงกรณีกลุ่มผู้ร้องเรียนเสนอให้มีการตรวจสอบกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศที่อยู่กว่า 6,000 กองทุน มีเงินรวมกันกว่า 10,000 ล้านบาทว่า พอช.ยินดีให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบเพื่อความโปร่งใสของการดำเนินการกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศ เพราะ พอช.มีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุนให้กองทุนสวัสดิการต่างๆ มีความเข้มแข็ง สามารถให้ความช่วยเหลือดูแลสมาชิกในชุมชน และบริหารกองทุนฯ โดยใช้หลักธรรมาภิบาล ซึ่งที่ผ่านมากองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลทั่วประเทศจะบริหารงานโดยคณะกรรมการของกองทุนฯ ที่มาจากชาวบ้านในตำบล ขณะเดียวกันในทุกจังหวัดก็จะมีคณะกรรมการขับเคลื่อนงานกองทุนสวัสดิการชุมชนในระดับจังหวัด เพื่อทำหน้าที่ในการให้คำแนะ ให้คำปรึกษา โดยมีคณะอนุกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับชาติคอยกำกับดูแลอีกชั้นหนึ่ง

          "ในส่วนของ พอช.นั้น มีสำนักงานภูมิภาคตั้งอยู่ในทุกภูมิภาค ทำงานหลายด้าน เช่น เรื่องที่อยู่อาศัย เศรษฐกิจชุมชน ฯลฯ ส่วนเรื่องกองทุนสวัสดิการก็จะมีเจ้าหน้าที่ประสานงานกับคณะทำงานขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการในระดับจังหวัด มีหน้าที่สอบทานกองทุนสวัสดิการระดับตำบลทุกตำบล หากชุมชนมีเรื่องราวร้องเรียนหรือมีปัญหาเจ้าหน้าที่ พอช.ก็จะลงไปตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น ซึ่งในกรณีที่ตำบลตาหลังใน พอช.ก็ได้ลงไปตรวจสอบแล้ว และอยู่ในระหว่างการดำเนินการร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่น แต่เกิดกรณีร้องเรียนขึ้นมาอีก" นายสมชาติชี้แจง และบอกว่าในปี 2560 นี้ พอช.ร่วมกับศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กำลังดำเนินโครงการร่วมกันเพื่อพัฒนาให้กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลทั่วประเทศเกิดคุณภาพในการบริหาร โดยใช้หลักธรรมภิบาล มีความโปร่งใส สามารถให้ความช่วยเหลือสมาชิกได้ทั่วถึงและครอบคลุมทุกคนในตำบล" นายสมชาติกล่าว

Sa_Kaeo_2.jpg

Sa_Kaeo_5.jpg

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter