ปราชญ์ชาวบ้านกับการพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชน

  • กลุ่มบทความ
  • เขียนโดย
    Administrator
  • คะแนนบทความ
    (0 votes)
  • ผู้ชม
    1654 views

แนวคิด/มุมอง ปราชญ์ชาวบ้านกับการพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชน
เก็บความจากลุงเคล้า แก้วเพชร ผู้นำกลุ่มออมทรัพย์นาหว้า จ.สงขลา
เวทีเรียนรู้และแนวทางการจัดสวัสดิการชุมชน, ชลพฤกษ์รีสอร์ท, 17 พ.ย.44



สิ่งที่ทำอยู่ไม่รู้เป็นสวัสดิการรึเปล่า ลุงเคล้า แก้วเพชร ผู้นำกลุ่มออมทรัพย์นาหว้า จ.สงขลาผมทำกลุ่มมา 20 ปี คนจบ ป.4 ก็ทำไปพลาง คิดไปพลาง ขยับทีละนิดละหน่อย ไม่รวยแต่ก็ไม่จน ทำงานกันมาแต่ก่อนไม่ได้ค่าตอบแทนอะไรเลย ต่อมาเริ่มให้วันหนึ่ง 15 บาท ถ้ามาช่วยงาน พอสิ้นปีมีกำลังขยับเป็นวันละ 50 บาท ตั้งกลุ่มออมทรัพย์ตอนนั้นธนาคารให้ร้อยละ 5 ผมให้ร้อยละ 13 ชาวบ้านฝากเงินได้ดอกเบี้ยมากกว่าร้อยละ 8 ตอนแรกคนที่ทำงานไม่ได้เอาอะไรเลย น่าคิดว่าใครจะทำต่อเลยคิดเรื่องค่าตอบแทนขึ้นมา แต่ว่าไม่เอาจนเกิน (ไม่โลภมาก) ต้องให้แบบพอดีให้อยู่ได้ทุกฝ่าย ต้องสร้างระเบียบออกมา ตอนนี้เรามีเงินกองกลางของหมู่บ้านแล้ว 5.4 ล้านบาท ตั้งกติกาไว้เลยว่าจะใช้แต่ดอกเบี้ย แล้วทบต้นคืน 10% เพื่อเพิ่มกองทุน

กองทุนมาจากไหน ก็มาจากดอกเบี้ยที่สมาชิกกู้แล้วหักไว้ 2% (10% ปันผล) เอาเงินนี้ไปหนุนให้เขามีกำลังใจ ใครเลี้ยงวัว 1 ตัวให้ 500 บาท (วัวของเขา หญ้าก็ของเขา) ชาวบ้านตั้งกลุ่มโคขุนเพื่อการท่องเที่ยว เลี้ยงบ้านละกี่ตัวก็ได้แต่กลุ่มให้แค่ 3 ตัว ปีนี้มีคนทำรวมกันกว่า 30 ตัว ใครไม่ทำไม่ได้เงิน ทำแบบเกี่ยวเหยื่อให้ปลากิน จะเรียกว่า สวัสดิการก็เป็นสวัสดิการ จะว่าอุดหนุนก็อุดหนุน แม่บ้านพอมีที่ปลูกอะไรได้ก็เชื่อมโยงให้ปลูกโน่นนิดปลูกนี่หน่อย ผู้สูงอายุ ปลูกกล้วย ปลูกตะไคร้ ปลูกพริกก็จ่ายสมทบให้เขามีกำลังใจ

" ดอกเบี้ยของดอกเบี้ย " คิดต่อว่าเอาไปทำอะไรได้ แต่ก่อนผมแต่งงานลูกสาวต้องเช่าเต๊นท์เขา เขาคิด 1,500 บาท/หลัง ทำไมแพงนัก เลยเข้าเมืองเช่ารถตุ๊ก ๆ ไปดูเต๊นท์ที่เขาขายกัน เขาบอกราคา 17,500 บาท เรามีเงินกลุ่มเหลืออยู่ 40,000 บาท เลยซื้อ 2 หลังเลย คุยกันในหมู่กรรมการว่าจะคิดค่าเช่าแก่สมาชิกงานละ 200 บาท โต๊ะ เก้าอี้ คิดตัวละ 2 บาท คิดขึ้นมาได้ก็ทำไป ทำเรื่องที่ชาวบ้านอยากใช้ อย่างเช่น หีบศพ ก็ซื้อไว้สำหรับ 4 หมู่บ้าน ใครเอาไปใช้ก็คิดเงิน ตอนนี้มีเงิน 4-5 หมื่นบาท ก็เอาไปสร้างของใหม่ได้อีก เช่น ชุดน้ำสังข์ ที่อื่นเขาเช่ากัน 3-4 พันบาท หมู่บ้านผมคิด 500 บาท กลับคืนมาไม่บุบสลาย (ซื้อมา 14,500 บาท) งานแต่งชนกัน กลุ่มมีเงินเหลือก็ซื้อมาอีกชุดหนึ่ง ค่าเช่าอย่าคิดแพง คนมักคิดว่าถูกจะได้อะไร แต่มันใช้บ่อย ๆ เข้า เงินก็คืนมาเยอะ ชาวบ้านเขาก็ไม่ลืมเรา เขาเคยต้องจ่ายมากแล้วมาจ่ายน้อย ไม่เคยได้ แล้วมาได้ ทำให้ผูกพัน มีน้ำใจต่อกัน ตอนนี้นาหว้ามีแบบนี้ 78 กองทุน มีกองทุนเดียวที่ไม่มีรายได้ คือ กองทุนพัฒนาหมู่บ้าน เพราะเป็นกองทุนกลางที่เก็บเงินมาจากทุกกองทุนแล้วจ่ายออกไป มีทั้งให้ และเอาปัญหามาแก้ปัญหา

ผู้สูงอายุ พ่อบ้าน แม่บ้าน และเยาวชนคน 3 รุ่นนี้อยู่รวมกันในชุมชน แม่บ้านชอบบ่นว่าเด็กเยาวชนเกเรว่าอะไรไม่ได้ก็เลยถามว่าเด็กเกิดมาจากไหน ไม่ใช่มาจากพ่อบ้านแม่บ้านหรือ ผู้สูงอายุเป็นใคร ต่อไปพ่อบ้านแม่บ้านจะเป็นผู้สูงอายุ หรือจะตายกันก่อนอายุ 60 ปี ก็ไม่ต้องเป็น ทั้ง 3 รุ่นนี้ ก็คือคนคนเดียวกัน แต่คนละเวลา ก็ต้องกลมเกลียว เข้ากันให้ได้ ไม่แยกนี่แยกโน่น

เรื่องผู้สูงอายุปีที่แล้วคุยกัน ก็มักบ่นด่าลูกหลานว่าไม่เอาใจใส่ ลูก 9 คน พ่อแม่เลี้ยงได้ แม่คนเดียวลูกเลี้ยงไม่ได้ ทุกคนบอกว่ารักลูกเท่ากัน ลูกผมเรียนจบ ม.6 หมด ทำงานทุกคน ตอนผมแก่ผมจะอยู่กับใคร จะทำอย่างไร บ้านพักคนชราก็อยู่ได้แต่จะอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีอยู่อย่างไร ลูกที่ทำงานจะให้พ่อแม่คนละ 200, 400 บาท ได้ไหม หรือผลัดกันพาพ่อแม่ไปเที่ยวในวันเสาร์ อาทิตย์ได้หรือไม่

การจัดการจะทำให้งานสำเร็จคนจนคือคนที่ทำอะไรไม่ได้เลย คนพวกนี้ต้องให้แล้วให้เลยไม่ต้องห่วงพัฒนาเขา เราต้องคิดพึ่งตนเอง การจัดการเท่านั้นจะทำให้งานสำเร็จ

ผมเคยถามยายหนัดว่าจะปลูกสัปปะรดได้ 1 ลูก ใช้เวลานานเท่าไร แกบอกว่า 12 เดือน จะมีหัวออกมานิดหนึ่ง อีก 6 เดือนจึงสุก รวมเป็น 18 เดือน จากนั้นชาวบ้านจึงตัดใส่กระสอบปุ๋ยกระสอบละ 20 ลูก ไปขายที่ตลาด ตั้งใจจะขายลูกละ 5 บาท แต่แม่ค้าซื้อแค่ 2 บาท ขาย 20 ลูกได้เงินมา 40 บาท แม่ค้าเอาไปใส่เข่ง เจ้าของเก็บกระสอบกลับบ้านรวมกันได้ 4-5 เข่ง รถกระบะมาซื้อถึงที่ เขาขายไปลูกละ 4 บาท เจ้าของใช้เวลา 18 เดือน แม่ค้าขยับนิดเดียวขายได้เงินเท่ากัน รถกระบะเอาไปขายต่อลูกละ 8 บาท ได้เงินในเวลา 2 ชม. คนที่ตลาดใหญ่ซื้อไว้ แล้วขายลูกละ 12 บาทบ้าง 16 บาทบ้าง พ่อค้าขายของชำซื้อมาเอาข้าวเปลือกออก เอาตาออก ผ่า 4 แล้วผ่า 8 ขายชิ้นละ 5 บาท ลูกหนึ่งขายได้ 40 บาท ทั้งหมดนี้ต่างกันที่การจัดการเท่านั้น ถ้าไม่มีการจัดการก็จบ

ตอนนี้ทุกหมู่บ้านมีอยู่แล้ว 1 ล้านบาท ทำอย่างไรจะให้มีถึง 10 ล้านบาท ต้องทำให้เพิ่มขึ้นอย่าให้หมด อย่าคิดว่าเมื่อไหร่ล่ะจะสำเร็จ ให้ดูแบบต้นไม้มันไม่ได้ แตกทีละ 20 ใบ แต่เริ่มแตกจาก 2 ใบก่อน แล้วจึงแตกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การจ่ายเงินก็มี 2 แบบ คือ แบบจ่ายให้หมด กับ จ่ายให้เป็น จ่ายให้หมดมีเท่าไหร่ก็ไม่เหลือ แต่จ่ายให้เป็นมี 100 ต้องเพิ่มเป็น 101 ทำได้อย่างไร กลุ่มผมแรกตั้งมาจาก 860 บาท เวลา 22 ปี 10 เดือน 19 วัน เพิ่มขึ้นเป็น 33 ล้านบาท แต่การจัดการเป็นแบบที่นี่น่ะ อย่าเชื่อและทำตามผม เชื่อทั้งหมดจะล่มทันทีเพราะนาหว้ากับบ้านคุณไม่เหมือนกัน การจัดการจะต้องคิดเสมอว่า

1) บ้านเราอยู่อย่างไรในตอนนี้
2) กำหนดอนาคตเองว่าบ้านเราจะทำอย่างไร ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นของเรา
3) ทำเพื่อประโยชน์แก่ผู้ด้อยโอกาส
4) เชื่อมโยงระหว่างชุมชนกับข้าราชการให้เข้ากันให้ได้
5) กระจายอำนาจ ระบบประชาธิปไตย

เงินต้องพอดี เงินสำคัญมั๊ย ก็สำคัญ แต่อย่าให้มากเกิน กลุ่มสนับสนุนให้เลี้ยงวัว ตัวละ 500 บาท แต่ชาวบ้านขายได้ 10,000 บาท รัฐบาลได้อีกทันที 7% ปีที่แล้วภาคใต้น้ำท่วม ปีนี้เงินท่วมทั่วประเทศได้หมู่บ้านละล้าน นักพัฒนาจริง ๆ ต้องไม่ให้เงินหยุดนิ่งต้องให้หมุนตลอดเวลา เคยไปพูดที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง มีอาจารย์คนหนึ่งมานั่งกินข้าวด้วย บอกผมว่า " ถ้าเงิน 1 ล้านบาท น้าเคล้าจ่ายไม่เป็นเอามาให้ผม ผมจะจ่ายเอง " เลยถามกลับไปว่า " อาจารย์จ่ายเงินเป็นหรือ " เขาว่าซื้ออะไรสัก 2 อย่างก็หมดแล้ว ผมบอกว่า " นั่นมันจ่ายให้หมด ไม่ใช่จ่ายให้เป็น " เขาถามว่า แล้วจ่ายเป็นน่ะ เป็นอย่างไรล่ะ ผมถามกลับไปว่า " อาจารย์อยู่โรงเรียนประถม, มัธยม เคยเห็นคนปลูกต้นไม้ไหม เขาขุดหลุมกันขนาดนี้ เอาดินไว้ที่ปากหลุม ทิ้งไว้ 15 วัน เอาหน้าดินลงก่อน ดินก้นหลุมข้างบนใส่ฟอสฟอรัส แกะถุงต้นไม้เอาลงหลุม อัดหน้าดินให้ต่ำ แล้วรดน้ำ ถามว่า 7 วัน เกิดอะไรขึ้น นี่แหละการต่อยอดเงินล้าน ทำอย่างไรจะให้เพิ่มขึ้นอีก 10,000 บาท "

การให้เงินสนับสนุนควรให้ตามความจำเป็น ให้มากก็ท่วมเหมือนหุงข้าวแค่นี้พอดีก็ควรแค่นี้ น้ำมากไปก็แฉะน้อยไปก็ดิบ เคยมีคนถามว่า ออมทรัพย์ดีหรือไม่ดี มีตัวอย่างสองคนผัวเมีย แต่ก่อนไปไหนก็ขี่จักรยาน พอตั้งกลุ่มก็ไปลงด้วย เดือนละ 5 บาท 1 ปี มีเงินในสมุด 60 บาท เห็นว่าเข้าท่าเลยรวมมาทั้งพ่อ แม่ ลูก คนละ 100 บาท 2-3 ปีต่อมา มีเงินในสมุด คนละ 3,600 บาท มาขอกู้ซื้อมอเตอร์ไซค์ 1 คัน กรรมการเห็นว่าสิ่งดีก็ให้กู้ ปีต่อ ๆ มา ก็มีเงินออมเป็นหมื่น ต่อมาเมื่อท้องลูกคนที่สอง ก็ปรึกษากันว่าน่าจะมีรถกระบะสักคัน ก็กู้ซื้อขับไปมา ต่อมาก็ได้ลูกคนที่สาม พอพ่อติดเครื่องลูกก็แย่งนั่งเต็ม แม่ไม่มีที่นั่ง เลยเปลี่ยนจากกระบะเป็นแค็ป นั่งพอดี 5 คน แต่ไปไหนมาไหนเพื่อนบ้านมักขอนั่งจนเต็มท้ายรถไปหมด ต้องเสียค่าน้ำมันเพิ่ม 100-150 บาท ก็เลยปรึกษาว่าซื้อรถเก๋งดีกว่านั่งได้พอดี 5 คน เอารถเก๋งราคา 7 แสน จอดใต้ถุนเรือน ดูไม่เข้าท่าเลยคิดว่าน่าจะสร้างบ้านสักหลัง ราคา 1.5 ล้านบาทให้รถอยู่ กู้เงินเกินตัวไปเรื่อย ๆ ทั้งที่รายได้เท่าเดิม ความอยากของคนมีไปเรื่อย ๆ กลุ่มก็ให้กู้ไปเรื่อย ๆ คนที่ส่งไม่ได้ก็ยังให้กู้เลยอันตราย ถูกต่อว่าทีหลังอีกว่ามีหนี้มากเพราะกลุ่ม ตอนนี้นาหว้าจึงปรับเพดานให้กู้ จากเดิมไม่เกิน 3 เท่าของเงินออม มาเหลือ 1.2 เท่า ต่อไปจะปรับให้เหลือไม่เกินเงินออมของตัวเองเพื่อป้องกันการมีหนี้เกินตัว

ถ้าไม่รักทำไม่สำเร็จจะทำงานให้สำเร็จได้ต้องใช้หลัก 5 ประเภทคือ
1) ต้องรัก
2) ต้องอดทน
3) ต้องซื่อสัตย์
4) สงสัยต้องถามทันที
5) รู้แล้วต้องบอกคนอื่นต่อด้วย

ถ้าไม่รักทำงานไม่สำเร็จ ถ้าไม่อดทนให้เขาด่าบ้างก็ไม่สำเร็จ สิ่งที่คนอื่นด่าเป็นประโยชน์มหาศาลแก่นักพัฒนา เขาด่าเราจึงรู้ว่าผิดอะไร ถ้าผิดก็แก้ไข พัฒนาต่อไป ความซื่อสัตย์ก็สำคัญ ผมมาวันนี้กลุ่มให้เบี้ยเลี้ยง 200 บาท กลับไปต้องพูดให้คุ้มค่าเงิน 200 บาท บางคนคิดว่าไปเที่ยว ประชุมก็ไม่เข้าหรือหลับเสียบ้างก็ไม่คุ้มเงิน กลับไปเล่าตกบ้างเลยบ้างไม่เป็นไร งานถ้าคิดจะทำก็สำเร็จแล้ว ถามชาวบ้านว่าเขาชอบอะไร พาเขาไปฟังคนที่ทำ เราส่งเสริมความคิด เอาเงินเป็นสื่อการพัฒนาคน เงินที่นี่หายไม่ได้น่ะ ต้องเอามาคืนให้ครบ การทำงานหลักสำคัญคือ ให้ความคิด ถ้ามีเงินสนับสนุนก็ให้ตามความจำเป็น สำนึกของตัวเองเป็นเรื่องของฉันต้องสร้างให้ได้ ให้คิดว่านี่เป็นของฉันก็แล้วกัน ทำงานกับคน 100 คน จะพบคนดี 20% ก่อกวนเกะกะ 30% และเฉย ๆ 50% พวกก่อกวนมีทุกที่ ไม่มีพวกนี้เราก็ไม่ฉลาด

เรื่องที่ชุมชนต้องทำทุกหมู่บ้านมีคน 4 จำพวกที่ต้องรวบรวมเข้าหากันได้ คือ

1. พวกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผผู้ใหญ่บ้าน
2. พวก อบต.
3. พวกประชาคม
4. พวกหัวหมอ (รู้แต่ไม่ทำอะไร ชอบขัดคอเพื่อน)

หากหมู่บ้านใดรวมคนพวกนี้ได้ก็จะทำงานราบรื่น ที่นาหว้ารวมได้ไม่ครบ 100% แต่ก็ร่วมมือกันได้ อบต.ไม่พูดว่าอะไรเพราะงบหมู่บ้านมีมากกว่า หมู่บ้านมีเงินกองกลาง ผู้ใหญ่บ้านทำอะไรก็สะดวก กลุ่มผู้สูงอายุก็เข้ากันได้เพราะเป็นพ่อแม่ของ อบต. กลุ่มออมทรัพย์มีเงินกองทุนซึ่งเชื่อมโยงกับสภาชุมชน สิ่งที่ต้องการทำมี 3 อย่าง คือ สถาบันการเงิน (ไม่มีเงินทำอะไรไม่ได้สักอย่าง) สร้างงานให้ชาวบ้าน (จะเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ปลูกผักอะไรก็ได้) และตลาดต้องสร้างขึ้น ไม่เช่นนั้นของที่ผลิตจะเอาไปไว้ที่ไหน

ข้อมูลย่อของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านนาหว้า
1. ชื่อกลุ่ม
กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านนาหว้า

2. กิจกรรม
รวบรวมเงินทุนของชาวบ้านที่อยู่กระจัดกระจายเข้าเป็นกลุ่มก้อนแล้วให้กู้ยืมไปประกอบอาชีพ

3. ที่ตั้งของกลุ่ม
ศาลาประชาธิปไตยบ้านนาหว้า หมู่ที่ 1 ตำบลนาหว้า อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา

4. ประวัติการจัดตั้งกลุ่ม

กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านนาหว้า- เมื่อปี พ.ศ.2519 กระทรวงมหาดไทยมอบหมายให้กรมพัฒนาชุมชนจัดส่งเจ้าหน้าที่ของพัฒนาชุมชนคือพัฒนากร ลงสู่ หมู่ที่ 1 ตำบลนาหว้า คือนายถวิล โคปาโล ไปร่วมกันคิดพัฒนาหมู่บ้าน คือนายนิคม แก้วเพชร ได้มอบหมายให้ผู้ช่วยคือนายเคล้า แก้วเพชร ซึ่งเป็นแกนนำร่วมกับนายถวิล คิดกันอยู่เป็นเวลา 3 ปี เพราะหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านที่ยากจน เรือนใส่จากฝากไม้ไผ่ ถนนไม่มี ใช้คันนาเดิน สะพานข้ามคลองใช้ต้นมะพร้าว จนถึงปี พ.ศ.2522 มีสมาชิก่อตั้งจำนวน 56 คน เก็บเงินได้จำนวน 860 บาท จากวันนั้นถึงวันนี้ วันที่ 23 เมษายน 2545 เป็นเวลา 23 ปี 3 เดือนกับ 8 วัน มีสมาชิกจำนวน 1,741 คน มีเงินทุนหมุนเวียนอยู่จำนวน 32,549,484 บาท ในเงินจำนวนนี้เป็นเงินกองทุนของหมู่บ้านที่จัดตั้งเป็นกองทุนจำนวน 82 กองทุนมีเงินจำนวน 5,113,830 บาท

กองทุนจำนวน 82 กองทุน จัดเป็นกองทุนสวัสดิการ มีตั้งแต่เกิดจนตาย เพื่อช่วยเหลือสมาชิกเวลาเดือดร้อนในเวลาจำเป็น ทั้งให้กู้ยืมและให้เปล่า ๆ ถ้าเป็นสิ่งของให้เช่าในราคาถูก

- เด็กเกิดใหม่ ให้ทุนศึกษาฝากให้ 1,000 บาท แล้วพ่อแม่สมทบเดือนละ 50 หรือ 100 บาท ไว้เป็ฯทุนการศึกษาอยู่เป็นเวลา 20 ปี หรือเข้าเรียนมหาวิทยาลัยจึงถอนไปเป็นค่าเล่าเรียนได้

- เจ็บป่วย เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ 50% จากโรงพยาบาลของรัฐตามใบเสร็จ แต่ไม่เกินจำนวนเงิน 3,000 บาทต่อครอบครัวต่อปี

- คนแก่ เฉพาะผู้ชรา พิการ จำนวน 16 คน ให้เงินยังชีพคนละ 200 บาทต่อเดือน ส่วนผู้สูงอายุจำนวน 94 คน ให้เงินยังชีพคนละ 20 บาทต่อเดือน แล้วขอร้องให้ปลูกผักสวนครัวคือ ให้ปลูกพริก 9 ต้น ขมิ้น 4 กอ ตะใคร้ 3 กอ กล้วย 2 กอ เมื่อพริกเป็นดอกให้ขวัญกำลังใจเป็นเงิน 100 บาทต่อชุดต่อคนต่อปี ส่วนสมาชิกในครอบครัวให้สร้างโรงงานผลิตปุ๋ยธรรมชาติขึ้นคนละ 1 โรง คือเลี้ยงแม่วัวคนละ 1 ตัว เพื่อเอาขี้มันทำปุ๋ย ใส่พริก 9 ต้น ขมิ้น 4 กอ ตะใคร้ 3 กอ กล้วย 2 กอคิดว่าเพราะทางภาคอีสานเขาว่ายาปราบศัตรูพืช ยาฆ่าแมลง ค่าคน ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ค่าดิน เมื่อเลี้ยงแม่วัวแล้วเกิดลูกให้ขวัญกำลังใจเป็นเงินตัวละ 100 บาท เมื่อลูกโตขุนขายให้ขวัญกำลังใจเป็นเงินตัวละ 500 บาท เลี้ยงไก่ตัวละ 5 บาท ปลูกอ้อยให้กอละ 5 บาท งบนี้เอาจากดอกเบี้ยของกองทุนๆ ของกองทุนจำนวน 100 บาท หักทบต้นจำนวน 10 บาท ให้สวัสดิการกับสมาชิกจำนวน 90 บาท ส่วนจำนวน 10 บาททบต้นเพื่อให้กองทุนโตขึ้นแล้วขยายผลต่อไป

- คนตาย ทำบุญให้ศพละ 4,000 บาท ให้ยืมเงินไปจัดงานศพละ 20,000 บาทในเวลา 1 เดือน โดยไม่คิดดอกเบี้ย

การบริหารกลุ่ม จัดตามคำขวัญของกลุ่มว่า (1) ระบบดี (2) ระเบียบสวย (3) รวยคุณธรรม

(1) ระบบดี มีคณะกรรมการบริหาร 4 คณะที่เรียกว่า คณะกรรมการดำเนินงานมีจำนวน 16 คน

1.1 คณะบริหาร มี 5 คน

- นายสุนิตย์ กาญจนรัตน์ เป็น ประธาน
- นายกระจ่าง ชูชื่น เป็น รองประธาน
- นายคณิต แก้วอินทร์ เป็น เลขานุการ
- นายเคล้า แก้วเพชร เป็น เหรัญญิก
- นางจิรายุ แก้ววิจิตร เป็น ผู้ช่วยเหรัญญิก

และมีคณะกรรมการตรวจสอบ 3 คน คณะกรรมการเงินกู้ 3 คน คณะกรรมการส่งเสริม 5 คน รวมจำนวน 16 คน

จำนวนสมาชิกปัจจุบันมี 1,741 คน มีเงินทุนหมุนเวียนจำนวน 32,549,484 บาท

ผลการประกวด เคยได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณระดับชาติ

5. พัฒนาการของกลุ่ม
- ทำให้เกิดความสามัคคีขึ้นในหมู่คณะและญาติพี่น้อง
- ทำให้สมาชิกรู้จักอดออมและรู้คุณค่าของเงิน
- ทำให้เกิดระบบประชาธิปไตยและมีเครือข่ายมากขึ้น
- สร้างฐานะของชุมชนดีขึ้น ด้วยการเคารพกฎ กติกาดีขึ้น

6. ผลสำเร็จของกลุ่ม
- ได้สร้างสถาบันการเงิน
- ได้สร้างงานสร้างอาชีพ
- ได้สร้างตลาด
- ได้ฝึกให้ชุมชนรู้จักคุณธรรมที่ดีมากขึ้น
- ได้รู้จักเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหาร โดยมีการเลือกตั้งทุก 4 ปี

7. แผนการดำเนินงานในอนาคตของกลุ่ม
- ส่งเสริมให้ปลูกผักปลอกสารพิษ โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ยาไล่แมลงจากสมุนไพร
- ส่งเสริมให้เลี้ยงสัตว์ทุกชนิด ทั้งสัตว์น้ำและสัตว์บก
- ส่งเสริมให้ปลูกพืชทั้งยืนต้นและล้มลุก
- แนะนำให้แปลรูปและถนอมอาหารทุกชนิด
- สร้างเครือข่ายระหว่าง หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ภายในประเทศ และนอกประเทศโดยการจัดกระบวนการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนสินค้าระหว่าง หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค และระดับชาติ ตลอดภายในประเทศ และนอกประเทศอย่างเป็นธรรม

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ
ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้
กระทรวงพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์
การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
สภาพัฒนาการเมือง
องค์การมหาชน