เกษตรอินทรีย์วิถีพุทธ ตำบลต้นแบบ “สองพี่น้อง”

เกษตรอินทรีย์วิถีพุทธ 
ตำบลต้นแบบ “สองพี่น้อง”

chantaburi

“ไปเมืองจันทน์ เจ็ดวันก็ร่ำรวย” นี่เป็นคำเปรียบเปรยที่สะท้อนภาพของจังหวัดจันทบุรีเมื่อราว 30-40 ปีก่อน ซึ่งตอนนั้นยังอุดมไปด้วยอัญมณีชนิดต่างๆ โดยเฉพาะพลอยแดงหรือ “ทับทิมสยาม” ที่เลื่องชื่อ ชนิดที่นักเสี่ยงโชคประเภทมีเสื้อผ้าติดตัวอยู่เพียงชุดเดียวอาจร่ำรวยกลายเป็นอาเสี่ยได้ภายในพริบตาหากว่าเขาโชคดีขุดเจอโคตรพลอยขนาดก้อนเท่าไข่ไก่ หรือคำเล่าขานประเภทว่ามีคนนั่งเล่นอยู่หน้าบ้าน มือไม้ที่ ว่างๆ ไม่รู้จะทำอะไรก็ขุดเขี่ยดินเล่นแก้เซ็งจนไปเจอเอาพลอยก้อนขนาดเขื่องเมื่อนำไปขายก็ได้ราคามากโข 

แต่เมื่อพลอยหมดไป ทรัพย์ในดินก็ยังมีอยู่มากมาย เรือกสวนไร่นาจึงแปรเปลี่ยนเป็นสวนทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง พริกไทย ฯลฯ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด แต่ผลไม้เหล่านี้ส่วนใหญ่ชาวสวนมักจะใช้สารเคมีกันอย่างเข้มข้น ทั้งปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ฮอร์โมนบำรุงพืชต่างๆ จนถือเป็นเรื่องปกติ โดยไม่ได้คำนึงถึงพิษภัยจากสารเคมีที่สะสมในระยะยาว ซึ่งจะมีผลทั้งต่อคนปลูก คนกิน รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ก็ยังทำให้ตลาดต่างประเทศปฏิเสธผลไม้ที่ปนเปื้อนสารเคมี ทำให้ชาวสวนสูญเสียโอกาส ทั้งๆ ที่ผลไม้เหล่านี้เป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติ เมื่อตลาดภายในประเทศมีจำกัด แต่ผลผลิตล้นเกิน ราคาผลไม้จึงตกต่ำ จนชาวสวนต้องปิดถนนแล้วเอาผลไม้มาเททิ้งเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือดังที่เป็นข่าวอยู่บ่อยๆ

แต่ที่ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี มีเกษตรกรชาวสวนกลุ่มหนึ่งที่เล็งเห็นถึงพิษภัยจากสารเคมีดังกล่าว พวกเขาจึงได้ริเริ่มการทำสวนผลไม้ที่ปลอดจากสารเคมี ใช้ภูมิปัญญาที่เรียนรู้มาทำสวนผลไม้อินทรีย์ นอกจากนี้พวกเขายังได้ร่วมกันพลิกฟื้นทุ่งนารกร้างกว่า 300 ไร่ ให้กลายมาเป็นทุ่งนาอินทรีย์วิถีพุทธ ไม่ใช้สารเคมีเบียดเบียนสัตว์เล็ก สัตว์น้อย แต่ใช้ “น้ำพุทธมนต์” จากหลวงปู่ฟักที่พวกเขาเคารพนับถือมาขับไล่แมลง ถือว่าเป็นการทำนาวิถีพุทธที่ยังไม่มีใครเคยทำมาก่อน..!!

จุดพลิกผันของคนสองพี่น้อง

ตำบลสองพี่น้องแต่เดิมมีสภาพเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ ต่อมาได้มีชาวบ้าน 2 ตระกูลเข้ามาบุกเบิกที่ดินทำกิน จนขยายกลายเป็นหมู่บ้านใหญ่ เมื่อมีการแบ่งการปกครองออกเป็นตำบลจึงเรียกชื่อตำบลตามที่ชาวบ้านเคยเรียกขานกันมา ปัจจุบันตำบลสองพี่น้องมี 17 หมู่บ้าน จำนวนประชากรทั้งหมดประมาณ 7,334 คน รวม 2,352 ครัวเรือน มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 74.1 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 46,312 ไร่ สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนผลไม้และยางพารา

แต่เดิมชาวตำบลสองพี่น้องก็มีวิถีชีวิตไม่แตกต่างไปจากชาวสวนผลไม้ทั่วไปในภาคตะวันออก คือต่างประเคนปุ๋ยเคมี รวมทั้งใช้ฮอร์โมนบำรุงพืช และฉีดพ่นยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้าต่างๆ มากมายลงในไร่ในสวนตามที่เคยทำกันมา หรือตามแต่ที่บริษัทขายปุ๋ย-สารเคมีจะเข้ามาส่งเสริมทำการตลาด มีการลดแลก แจกแถม มีของรางวัลล่อใจต่างๆ นานา พอถึงสิ้นปีก็ยังมีการสมนาคุณลูกค้าด้วยการพาไปเที่ยวต่างจังหวัด นอนพักในโรงแรมหรูๆ เพื่อจูงใจเกษตรกรให้ใช้สินค้าเคมีของตน

แต่ยิ่งปลูกยิ่งเพิ่มผลผลิตได้มากเท่าใด บริษัทเหล่านี้ก็ยิ่งร่ำรวยขึ้น ในขณะที่ชาวไร่ ชาวสวนกลับจนลง แถมมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้น ทั้งหนี้ ธกส. หนี้กองทุนหมู่บ้าน ฯลฯ เพราะราคาปุ๋ยและสารเคมีต่างๆ ขยับราคาขึ้นไปเรื่อยๆ ส่วนราคาพืชผลกลับวิ่งสวนทางตกต่ำจนน่าใจหาย บางปีผลไม้ออกมาก แต่แรงงานเก็บผลไม้ก็ขาดแคลนและค่าจ้างก็ไม่คุ้มกับราคาขาย ชาวสวนหลายรายจำต้องปล่อยให้ผลไม้สุกเน่าอยู่คาต้น

สำหรับกิจกรรมการพัฒนาในตำบลนั้น เริ่มต้นในปี 2544 เมื่อมีโครงการ “กองทุนเงินล้าน” หรือกองทุนหมู่บ้านที่รัฐบาลให้เงินทุนหมุนเวียนเพื่อกู้ยืมไปประกอบอาชีพหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท โดยที่บ้านชำปลาไหล หมู่ที่ 12 ซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบการพัฒนาในตำบลสองพี่น้องก็ได้มีการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านด้วยเช่นกัน เริ่มแรกมีสมาชิกประมาณ 80 คน กำหนดการออมเดือนละ 100 บาทขึ้นไป สมาชิกกู้ยืมได้สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 9.6 % ต่อปี ผลกำไรจากดอกเบี้ยจำนวน 20 % ก็จะนำไปใช้ด้านสาธารณประโยชน์ (ปัจจุบันสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 200 รายเศษ กองทุนเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านบาทเศษ)

หลังจากมีการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านขึ้นมาแล้ว สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอท่าใหม่จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ มีการสำรวจข้อมูลพื้นฐานต่างๆ ในแต่ละหมู่บ้าน เช่น เรื่องอาชีพ รายได้ รายจ่าย ปัญหาและความต้องการของประชาชน ฯลฯ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและแก้ไขปัญหา ส่งเสริมให้ชาวบ้านวิเคราะห์ปัญหา สำรวจต้นทุนด้านต่างๆ ที่มีอยู่ในชุมชน เพื่อนำไปสู่การวางแผนชุมชน โดยชาวบ้านคิดเอง ทำเอง

จากการสำรวจข้อมูลของสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอท่าใหม่ในปี 2547 พบว่า ในตำบลสองพี่น้องมีครัวเรือนยากจนทั้งหมดกว่า 100 ครัวเรือน เฉพาะในหมู่ที่ 12 บ้านชำปลาไหล มีครัวเรือนทั้งหมดจำนวน 108 ครอบครัว แต่ที่ยากจนมีอยู่เกือบ 40 ครอบครัว ดังนั้นสำนักงานพัฒนาชุมชนฯ จึงได้เลือกให้บ้านชำปลาไหลเป็นหมู่บ้านเฉลิมพระเกียรติ เพื่อนำเอาปรัชญาตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้แก้ไขปัญหาความยากจนของชาวบ้าน

โดยในปี 2547 นั้นเอง สำนักงานพัฒนาชุมชนฯ ได้นำชาวบ้านชำปลาไหลประมาณ 50 คน นำโดย "พรเทพ สายพานิช” ผู้ใหญ่บ้านนักพัฒนา และ “คำนึง ชนะสิทธิ์” อดีตผู้ใหญ่บ้านที่ทำสวนสมุนไพรและเกษตรอินทรีย์มาก่อน ไปอบรมการทำเกษตรอินทรีย์ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ “ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง” อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ของวิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ “อาจารย์ยักษ์” เป็นเวลา 5 วัน เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับทฤษฎีเกษตรพอเพียง การทำเกษตรอินทรีย์โดยไม่ใช้สารเคมี มีการฝึกทำปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักจุลินทรีย์ ทำสารชีวภาพจากสมุนไพรเพื่อขับไล่แมลง ทำน้ำยาเอนกประสงค์ใช้ในครัวเรือน ฯลฯ

การฝึกอบรมตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในครั้งนั้น เป็นจุดพลิกผันที่ทำให้ชาวบ้านชำปลาไหลซึ่งเคยชินกับการใช้ปุ๋ยและสารเคมีมาช้านานสลัดความคิดเดิมทิ้งไป จากที่เคยตั้งเป้าหมายว่าจะเพิ่มผลผลิตให้ได้มากๆ ขายได้เงินมากๆ แต่ท้ายที่สุดกลับกลายเป็นทาสของสารเคมี ก็เริ่มเปลี่ยนแนวคิดมาเป็นการทำสวนเกษตรแบบพอเพียง เน้นการพึ่งพาตัวเอง ไม่หวังร่ำรวยจากการทำร้ายผืนดิน หรือทำลายสิ่งแวดล้อม

ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ลดต้นทุนการผลิต

เมื่อกลับจากการฝึกอบรม ผู้ใหญ่พรเทพจึงได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านชำปลาไหลขึ้นมา มีการประชุมแกนนำชาวบ้านเพื่อเผยแพร่แนวคิดการทำเกษตรอินทรีย์ จากนั้นจึงได้ระดมหุ้นจากชาวบ้าน หุ้นละ 100 บาท (คนหนึ่งถือหุ้นได้ไม่เกิน 20 หุ้น) มีชาวบ้านมาร่วมลงหุ้นจำนวน 61 ราย ได้เงินจำนวน 60,000 บาทเศษ นำมาเป็นทุนในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ โดยใช้ขี้วัว ขี้เลื่อย แกลบเผา รำข้าว น้ำหมักจุลินทรีย์ กากน้ำตาล ฯลฯ มาผสมและคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นจึงหมักกองไว้ ทิ้งเอาไว้ 15 วันจึงพลิกกลับกองปุ๋ย เมื่อครบ 1 เดือนจึงนำไปใส่ต้นไม้ในสวน เช่น ทุเรียน เงาะ ลองกอง มังคุด แก้วมังกร สละ พริกไทย ฯลฯ นอกจากนี้ยังผลิตน้ำหมักชีวภาพสมุนไพรเพื่อใช้ขับไล่แมลงอีกด้วย

พรเทพ สายพานิช ผู้ใหญ่บ้านชำปลาไหล เล่าย้อนเหตุการณ์ว่า ในช่วงปีแรกทำปุ๋ยอินทรีย์ได้ประมาณ 200 ตัน พอปุ๋ยอินทรีย์หมักได้ที่ก็ขายให้แก่สมาชิกกลุ่มเกษตรอินทรีย์และชาวบ้านทั่วไปในราคาตันละ 1,200 บาท จากราคาต้นทุนประมาณตันละ 800 บาท คิดเอากำไรแต่เพียงเล็กน้อยเพื่อให้กลุ่มมีทุนหมุนเวียน และช่วยให้ชาวบ้านลดต้นทุนในการทำสวนไปได้มาก เพราะในช่วงปี 2547- 2548 ราคาปุ๋ยเคมีตกประมาณตันละ 5,000-6,000 บาท แพงกว่าปุ๋ยอินทรีย์ที่ชาวบ้านทำเองไม่ต่ำกว่า 4 เท่าตัว ยังไม่รวมค่าปุ๋ยบำรุงดอก ปุ๋ยทางใบ ยาฆ่าหญ้า ฯลฯ

ในช่วงปี 2548-2549 ถือว่าเป็นช่วงที่ผืนดินและต้นไม้ในสวนกำลังเริ่มฟื้นตัวและปรับสภาพ หลังจากที่ต้องดูดซับแต่สารเคมีมายาวนานหลายสิบปี ดังนั้นเมื่อใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในสวนผลไม้ในช่วงปีแรกๆ จึงยังไม่เห็นผลได้รวดเร็วทันตา แต่อย่างไรก็ตาม ในปี 2549 นั้นเอง ทางจังหวัดจันทบุรีได้ให้งบประมาณก่อสร้างโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นมาในตำบลจำนวน 1 แห่ง และกลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ก็ได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนในปีนั้นเอง

กระทั่งในปี 2550 สิ่งที่ชาวบ้านลงแรงลงไปจึงเริ่มปรากฏชัดขึ้น ต้นไม้ในสวนเริ่มผลิดอก ผลิใบดูเขียวขจีงามตา ไส้เดือนซึ่งถือว่าเป็นนักพรวนดินชั้นยอด แถมยังขี้ออกมาเป็นปุ๋ย เริ่มกลับเข้ามาประจำการอยู่ในสวน ไม่ต้องหลบหนีสารเคมีและดินที่แห้งแข็งไปหาที่อยู่ใหม่ เมื่อผืนดินอ่อนนุ่ม รากของต้นไม้ก็ชอนไชลงไปในดินได้ลึกขึ้น ดูดซับแร่ธาตุได้มากขึ้น ทำให้รากและต้นแข็งแรง ยอดใบก็ไม่แห้งเหมือนที่เคยใช้สารเคมี

เมื่อสวนผลไม้อินทรีย์เริ่มเห็นผล ปากต่อปากของชาวบ้านก็ช่วยกันขยายต่อ จากหมู่ที่ 12 บ้านชำปลาไหล ซึ่งแต่แรกยังมีชาวบ้านทำสวนอินทรีย์ไม่กี่สิบราย ก็ขยายไปจนเกือบจะครบทั้งหมู่บ้าน จากนั้นชาวสวนหมู่อื่นๆ จึงได้มาเรียนรู้การทำสวนผลไม้อินทรีย์ จนกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านชำปลาไหลกลายเป็นต้นแบบ และต่อมาได้มีการขยายเป็นเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ทั้งตำบลสองพี่น้อง

มงคล พวงบุญชู นักวิชาการเกษตรตำบลสองพี่น้อง ซึ่งมีพื้นเพเป็นคนในอำเภอท่าใหม่ กล่าวว่า การทำเกษตรอินทรีย์ในช่วงแรกจะเห็นผลได้ช้ากว่าการทำเกษตรเคมี แต่ในระยะยาวจะมีผลดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม คุณภาพของผลผลิต รวมทั้งการลดต้นทุนในการทำสวน เช่น หากทำสวนผลไม้เคมีในพื้นที่ 1 แปลง เนื้อที่ 10 ไร่ จะได้ผลผลิตมากกว่าสวนอินทรีย์ และขายได้เงินมากกว่า

ตัวอย่างเช่น ขายผลผลิตได้ทั้งหมด 3 แสนบาท แต่ก็มีต้นทุนค่าปุ๋ยเคมี สารบำรุงต่างๆ ยาฆ่าหญ้า รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาท หักลบแล้วเหลือเงินไม่กี่หมื่นบาท บางรายอาจจะติดลบด้วยซ้ำ

ในขณะที่สวนอินทรีย์มีพื้นที่เท่ากัน แต่จะได้ผลผลิตน้อยกว่า เพราะไม่ได้เร่งด้วยสารเคมี เช่น อาจจะขายผลผลิตทั้งหมดได้ 2 แสนบาท แต่ก็มีต้นทุนต่ำกว่าหลายเท่า โดยเฉพาะราคาปุ๋ยเคมีซึ่งปัจจุบันมีราคาตันละประมาณ 13,000-14,000 บาท แต่ปุ๋ยอินทรีย์ที่ทำเองขายราคาตันละ 2,000 บาท และปุ๋ยอัดเม็ดตันละ 3,500 บาทเท่านั้น นอกจากนี้ยังประหยัดยาฆ่าแมลงและยาฆ่าหญ้าได้อีกมาก เพราะใช้สมุนไพรต่างๆ ที่ปลูกเองมาหมักกับน้ำจุลินทรีย์ฉีดพ่น ต้นทุนขนาดบรรจุ 1 ลิตรราคาไม่เกิน 40 บาท แต่หากเป็นสารเคมีราคาจะสูงกว่าประมาณ 10 เท่าตัว ส่วนยาฆ่าหญ้าไม่ต้องใช้ เพราะสวนผลไม้อินทรีย์จะใช้วิธีการตัดหรือดายหญ้าออก 

“ดังนั้นแม้จะขายผลผลิตได้เพียง 2 แสนบาท แต่ต้นทุนการผลิตทั้งหมดรวมแล้วไม่กี่หมื่นบาท จึงทำให้คนทำสวนอินทรีย์ได้ผลตอบแทนมากกว่าการทำสวนเคมี และที่สำคัญก็คือ เกิดผลดีต่อสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค และยังมีผลดีต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย นอกจากนี้ผลผลิตที่ได้ เช่น ทุเรียนก็มีเนื้อนุ่ม ไม่แข็ง มีรสชาติอร่อยกว่าสวนเคมี” นักวิชาการเกษตรรายนี้กล่าว

ปัจจุบันกลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์บ้านชำปลาไหลมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 81 ราย มีเงินทุนหมุนเวียนทั้งหมดประมาณ 800,000 บาทเศษ และได้ขยายแนวคิดออกไปยังหมู่บ้านต่างๆ ในตำบล จนถึงขณะนี้มีกลุ่มปุ๋ยอินทรีย์เกิดขึ้น 12 กลุ่ม จากทั้งหมด 17 หมู่บ้าน เฉพาะในหมู่บ้านชำปลาไหลซึ่งมีทั้งหมด 108 ครอบครัว มีครัวเรือนที่ยังทำการเกษตรเคมีเหลืออยู่เพียง 3 ครอบครัวเท่านั้น

นาข้าว“วิถีพุทธ” ไม่ใช้สารเคมี แต่ใช้น้ำมนต์ขับไล่แมลง

หลังจากปรับเปลี่ยนแนวคิดจากสวนผลไม้เคมีมาเป็นสวนอินทรีย์แล้ว ในช่วงปี 2550 เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะนาข้าวในแหล่งผลิตสำคัญทางภาคกลางได้รับความเสียหาย ข้าวสารขาดแคลน ชาวบ้านต้องเข้าคิวซื้อ ในขณะที่ชาวสวนผลไม้เก็บเกี่ยวพืชผลได้ปีละ 1 ครั้ง แต่ก็ต้องซื้อข้าวสารมาหุงกินตลอดปีตลอดชาติ บรรดาแกนนำในตำบล เช่น ผู้ใหญ่พรเทพ สายพานิช และอาคม คงเพชร อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 13 รวมทั้งชาวบ้านคนอื่นๆ จึงได้ปรึกษาหารือกันเพื่อแก้ปัญหาเรื่องข้าวที่ต้องซื้อต้องกินอยู่ทุกวัน

โดยชาวบ้านตกลงกันว่าจะทำนาข้าวปลอดจากสารเคมีเหมือนอย่างที่ทำกับสวนผลไม้ เพราะมีความห่วงใยต่อสุขภาพของตนเองและครอบครัว อีกทั้งชาวบ้านได้รับรู้ข้อมูลมาจากคนที่เคยทำงานในโรงสีข้าวมาว่า ข้าวสารที่ผลิตออกมาจากโรงสีจะมีการใช้สารเคมีอบกำจัดมอด เพื่อให้เก็บข้าวได้นานๆ คนที่กินจึงได้รับสารเคมีสะสมเข้าไปในร่างกายทุกๆ วัน

อาคม คงเพชร เล่าว่า เมื่อมีแนวคิดในการพึ่งตนเองแล้ว ชาวบ้านจึงได้ช่วยกันมองหาที่ดินเพื่อจะใช้ทำนา โชคดีที่ในหมู่ที่ 13 มีที่นารกร้างแปลงหนึ่งเนื้อที่รวมประมาณ 300 ไร่ เจ้าของไม่ได้ใช้ทำประโยชน์ ชาวบ้านจึงส่งตัวแทนไปพูดคุยกับเจ้าของที่นา แต่คราวนี้ยิ่งโชคดีกว่าเดิม เพราะเจ้าของท่านมีเมตตา เห็นว่าชาวบ้านอยากทำนาเพื่อส่วนรวม ท่านจึงให้ใช้ที่ดินทำนาได้ฟรีๆ ไม่คิดเงินสักสตางค์ หลังจากมีที่ดินทำนาปลูกข้าวแล้ว จึงได้มีการประชุมแกนนำในตำบล โดยมีปัญญา

ชนะสิทธิ์ กำนันตำบลสองพี่น้องเป็นแกนนำในการเรียกประชุมผู้ใหญ่บ้านทั้ง 17 หมู่ เพื่อให้ผู้ใหญ่บ้านไปช่วยกระจายข่าว ชี้แจงวัตถุประสงค์ และระดมหุ้นจากชาวบ้านเพื่อใช้เป็นเงินทุนในการทำนา กำหนดหุ้นละ 100 บาท คนหนึ่งถือได้ไม่เกิน 20 หุ้น เริ่มแรกมีชาวบ้านมาลงหุ้นประมาณ 400 คนเศษ มีเงินทุนทั้งหมดประมาณ 460,000 บาท

เริ่มทำนาฤดูแรกในช่วงปลายปี 2551 ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่ชาวตำบลสองพี่น้องจะได้กลับมาทำนาอีกครั้ง แต่ส่วนใหญ่แล้วชาวบ้านในรุ่นหลังๆ ต่างก็ไม่เคยทำนากันเลย เพราะหันมาทำสวนผลไม้และสวนยางพารากันหมด ดังนั้นจึงต้องไปศึกษาเรียนรู้จากคนที่เคยทำนามาก่อน ศึกษาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับท้องถิ่น ซึ่งก็คือ เหลืองประทิว และข้าวกล้องหอมแดง เพราะทั้งสองชนิดเป็นพันธุ์ข้าวที่ทนน้ำได้ดี

“ที่สำคัญก็คือ ก่อนที่จะทำนาครั้งแรกนั้น ชาวบ้านได้ไปนมัสการหลวงปู่ฟัก ซึ่งเป็นพระที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ ท่านได้ให้แง่คิด และเตือนสติเรื่องการทำนาว่าอย่าได้ใช้สารเคมีทุกชนิดในไร่นา เพราะจะเป็นการทำร้าย เบียดเบียนสัตว์และแมลง ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมโลก โดยท่านได้มีเมตตา บริกรรมคาถาลงในน้ำมนต์ เพื่อให้เอาไปพรมลงในนาป้องกันไม่ให้แมลงและสัตว์ต่างๆ มารบกวน” อาคมกล่าวถึงการทำนาแบบใหม่ที่ไม่เบียดเบียนสัตว์เล็กสัตว์น้อย และกล่าวว่า เมื่อถึงวันทำนาจริงๆ จึงมีชาวบ้านทั้งตำบลหลายร้อยคนมาช่วยกันหว่านข้าว เป็นการลงแรงร่วมกัน ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นและดีใจที่ได้ช่วยกันทำนา อีกทั้งน้ำมนต์จากหลวงปู่ฟักถือว่าเป็นน้ำทิพย์ที่ค่อยๆ หลั่งชโลมใจทำให้ชาวบ้านไม่รู้สึกอ่อนล้าแม้แสงแดด และอากาศจะร้อนปานใดก็ตาม

ส่วนวิธีการใช้น้ำพุทธมนต์แทนสารเคมีนั้น เริ่มแรกหลวงปู่ฟักท่านจะนำน้ำมนต์มารดพันธุ์ข้าวที่เตรียมจะหว่าน หลังจากที่หว่านข้าวแล้ว เมื่อครบระยะเวลา 7 วัน 10 วัน 15 วัน 20 วัน 25 วัน และ 30 วัน ชาวบ้านก็จะนำน้ำมนต์ไปพรมลงในนา หลังจากนั้นทุกๆ 30 วันก็จะนำน้ำมนต์ไปพรมอีกครั้งจนกระทั่งข้าวในนาสุก ส่วนการใส่ปุ๋ยก็จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตเองมาหว่านลงในนา และใช้น้ำหมักจุลินทรีย์มาฉีดพ่นช่วยให้ต้นข้าวแข็งแรงสมบูรณ์

แม้ว่าการประพรมน้ำมนต์จะได้ผลดีเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจ มีนก หนู ปูนา และหอยเชอร์รี่มารบกวนบ้างแต่ก็ไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับนาข้าวมากนัก แต่ผลผลิตในปีแรกซึ่งเก็บเกี่ยวในช่วงต้นปี 2552 นั้น ไม่เป็นไปดังที่ชาวบ้านตั้งความหวังเอาไว้ เนื่องจากที่นาถูกปล่อยทิ้งร้างเอาไว้นานหลายปี ต้นหญ้า ต้นวัชพืชขึ้นปกคลุมจนหน้าดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ประกอบกับชาวบ้านส่วนใหญ่เพิ่งจะทำนาเป็นปีแรกจึงขาดประสบการณ์และความรู้ในการทำนา ข้าวที่ปลูกจึงได้ผลผลิตไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ชาวบ้านได้ข้าวเพียงไม่กี่ตัน แต่ก็เพียงพอที่จะนำไปทำบุญถวายหลวงปู่ฟักสมดังที่ชาวบ้านตั้งใจ

ในฤดูกาลทำนาต่อมา คือในช่วงต้นฤดูฝนและเก็บเกี่ยวในช่วงปลายปี 2552 ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 31 ตัน เมื่อมีประสบการณ์และผืนนาเริ่มมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้นแล้ว ในฤดูเก็บเกี่ยวปี 2553 ชาวบ้านตำบลสองพี่น้องต่างก็ยิ้มออก เมื่อผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้มีจำนวนถึง 79 ตัน พอเพียงที่จะเลี้ยงคนทั้งตำบลได้นานหลายเดือน

สมลักษณ์ ขุนแฉล้ม สมาชิกกลุ่มเกษตรอินทรีย์ หมู่ที่ 2 กล่าวว่า ตนเองไม่เคยปลูกข้าวทำนามาก่อน จึงต้องไปเรียนรู้จากคนที่เคยทำนา ทั้งการหว่าน การดำนา การเกี่ยวข้าว พอได้ลงมือทำนาแล้วก็เกิดความสนุก ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ ในตำบล และรู้สึกภูมิใจที่ได้ปลูกข้าวเอาไว้กินเอง

“เมื่อก่อนเวลาหิวข้าว เราจะไปกินข้าวที่ไหนก็ได้ แต่เมื่อได้ทำนาเองแล้ว เราก็ต้องกลับมากินข้าวของเรา เพราะเรารู้ว่าข้าวที่เราปลูกปลอดจากสารเคมีต่างๆ ไม่ต้องไปซื้อคนอื่น กินแล้วปลอดภัย แถมยังหอมอร่อย ไม่เคยเหลือข้าวในจานแม้แต่เม็ดเดียว เพราะมันเป็นหยาดเหงื่อแรงงานของเรา” ชาวนามือใหม่รายนี้เล่าด้วยสีหน้ายิ้มแย้มภูมิใจ

สำหรับน้ำพุทธมนต์ที่หลวงปู่ฟักบริกรรมคาถามอบให้ชาวบ้านใช้แทนสารเคมีนั้น ได้มีพยาบาลรายหนึ่งได้นำไปทดลองตรวจสอบคุณสมบัติทางเคมี พบว่า น้ำมนต์ของหลวงปู่ฟักมีโมเลกุลเป็นรูป 6 เหลี่ยม เรียงเป็นระเบียบดูสวยงาม มีแรงดึงผิวต่ำ (โมเลกุลของน้ำธรรมดาทั่วไปหรือน้ำที่มีสารปนเปื้อนจะมีโมเลกุลไม่เป็นระเบียบ) มีคุณสมบัติในการซึมผ่านผนังเซลล์ได้ง่าย ทำให้ต้นข้าวสามารถดูดซึมเอาแร่ธาตุและสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ได้ดี นอกจากนี้ยังมีปริมาณอ๊อกซิเจนสูง ทำให้เชิ้อจุลินทรีย์อันตรายที่ไม่ชอบอ๊อกซิเจนหยุดการเจริญเติบโต

ส่วนข้าวที่ปลูกได้จะนำมาสีในโรงสีชุมชน ซึ่งแกนนำและชาวบ้านร่วมกันลงขันซื้อเครื่องจักรสีข้าวมือสองมาใช้ในราคาเกือบ 60,000 บาท แล้วบรรจุลงในถุงพลาสติก ราคาจำหน่ายข้าวเหลืองประทิวกิโลกรัมละ 23 บาท ข้าวกล้องหอมแดงกิโลกรัมละ 40 บาท ส่วนแกลบที่ได้ก็จะนำไปทำปุ๋ย รำและปลายข้าวก็นำไปเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เป็นผลพลอยได้จากแผ่นดิน ปัจจุบันมีสมาชิกที่ลงหุ้นทำนาทั้งหมดประมาณ 500 รายเศษ มีทุนดำเนินการทั้งหมดประมาณ 600,000 บาทเศษ

อาคม คงเพชร กล่าวถึงผลดีจากการทำนาอินทรีย์ว่า นอกจากชาวบ้านจะได้กินข้าวที่ปลอดภัยจากสารเคมี ไม่มีสารอบมอด และไม่ได้ขัดข้าวให้ขาวจนแร่ธาตุและวิตามินที่มีประโยชน์ต่างๆ หลุดออกหมดแล้ว ยังมีผลดีในแง่ของการสร้างความรัก ความสามัคคีให้เกิดขึ้นในตำบล ซึ่งต่างจากการทำสวนผลไม้ เพราะการทำสวนเป็นการทำของใครของมัน แต่การปลูกข้าวเป็นการร่วมแรงร่วมใจกัน เป็นการฟื้นฟูประเพณีลงแขกเอาแรง และฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวนาให้กลับคืนมา เมื่อได้ข้าวมาก็ร่วมกันนำไปทำบุญถวายพระ เสร็จแล้วจึงกินข้าวหม้อเดียวกัน

“นอกจากนี้เรายังให้เด็กรุ่นหลังได้มาศึกษาเรียนรู้ เพื่อสืบทอดการทำนาต่อไป ซึ่งที่ผ่านมาได้จัดตั้ง ‘โรงเรียนชาวนา’ ขึ้นมา แล้วให้นักเรียนจากโรงเรียนในตำบล 1 ห้องเรียน จำนวนประมาณ 30 คน มาเรียนรู้วิธีการทำนาปลูกข้าว ทั้งทฤษฎีและการลงมือทำนาจริง เพื่อให้รู้บุญคุณของแผ่นดิน รู้บุญคุณของข้าว เป็นการรื้อฟื้นวัฒนธรรมข้าวให้กลับคืนมา” อาคมกล่าว และเสริมว่า หลังจากที่เก็บเกี่ยวข้าวได้เป็นฤดูกาลแรกแล้ว ชาวบ้านได้ร่วมกันหุงข้าวที่ปลูกเองแล้วนำไปทำบุญร่วมกันที่วัด เป็นการทำบุญที่ทุกคนรู้สึกอิ่มบุญ อิ่มใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คงจะเป็นเพราะชาวบ้านรู้กันดีว่า ข้าวที่เอามาหุงถวายพระสงฆ์นั้นเป็นข้าวที่ปลอดภัย ไม่ได้เอาสารเคมีมาถวายพระเหมือนแต่ก่อน และที่สำคัญก็คือ ไม่ได้มีการเบียดเบียนสัตว์โลก สมดังกับเจตนาของหลวงปู่ฟัก

อนึ่ง หลวงปู่ฟักมรณภาพเมื่อเดือนมิถุนายน 2553 รวมอายุได้ 74 ปีเศษ ท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงตามหาบัวแห่งวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ซึ่งหลวงปู่ฟักเคยไปจำพรรษาอยู่ที่นั่น ก่อนจะกลับมาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดเขาน้อยสามผาน ต.สองพี่น้อง อันเป็นบ้านเกิด หลวงปู่ฟักเป็นพระที่มีเมตตา ท่านมักจะบริจาคเงินช่วยเหลือโรงพยาบาลต่างๆ ที่ขาดแคลน รวมทั้งยังร่วมทำโครงการผ้าป่าช่วยชาติด้วย นอกจากนี้ท่านยังเป็นแบบอย่างของชาวบ้านในการบริโภคพืชผักที่ปลอดจากสารเคมี โดยท่านจะไม่ฉันผักที่ปลูกขายในตลาด เช่น คะน้า กะหล่ำปลี ฯลฯ ท่านจะฉันแต่ผักพื้นบ้าน และสั่งสอนให้ชาวบ้านทำเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมี และไม่ให้กินผงชูรสด้วย

ก้าวสู่ตำบลต้นแบบด้านเกษตรอินทรีย์

นับตั้งแต่ชาวบ้านชำปลาไหลได้ริเริ่มทำการเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่ปี 2547 จนขยายกลายเป็นเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ตำบลสองพี่น้อง โดยมี “คำนึง ชนะสิทธิ์” อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 12 เป็นแกนกลางในการถ่ายทอดความรู้การทำเกษตรอินทรีย์ให้แก่ชาวบ้าน ตลอดจนผู้คนที่สนใจทั่วไปได้มาเรียนรู้และฝึกอบรม จนทำให้คำนึงได้รับรางวัลยกย่องมากมาย เช่น ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่นระดับเขตในปี 2548 และเกษตรกรดีเด่นระดับจังหวัดด้านเศรษฐกิจพอเพียงในปี 2549 และต่อมาจึงได้ขยายกลายเป็น “ศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกสิกรรมธรรมชาติชำปลาไหล”

ในขณะที่เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ตำบลสองพี่น้องก็ได้รับรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ด้านเกษตรอินทรีย์ดีเด่นประจำปี 2550

คำนึง ชนะสิทธิ์ ปราชญ์ชาวบ้านด้านเกษตรอินทรีย์ เล่าย้อนหลังว่า ก่อนหน้านั้นตนเองก็ทำสวนผลไม้เหมือนกับชาวสวนในจังหวัดจันทบุรีทั่วไป คือใช้ปุ๋ยและสารเคมี ทั้งยาฆ่าหญ้าและยาฆ่าแมลง ปลูกผลไม้ในพื้นที่ประมาณ 33 ไร่ เช่น ส้ม ทุเรียน เงาะ และพริกไทย บางปีต้องเจอกับภาวะฝนแล้ง แมลงศัตรูพืชรบกวน ทำให้สวนผลไม้ได้รับความเสียหาย

ต่อมาในปี 2529 เมื่อได้รับการเลือกตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 12 บ้านชำปลาไหล จึงมีแนวคิดที่จะทำสวนผลไม้ผสมผสานเพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่ชาวบ้าน มีการนำสมุนไพร เช่น กระวานมาปลูกแซมในสวนทุเรียน เพราะเคยเห็นต้นทุเรียนป่าที่มีกระวานขึ้นโดยรอบไม่ถูกแมลงรบกวน จึงคิดว่าต้นกระวานน่าจะมีสรรพคุณในการขับไล่แมลง เพราะเป็นพืชตระกูลข่า มีกลิ่นฉุน รสชาติเผ็ดร้อน แต่เมื่อนำต้นกระวานมาปลูกจริงๆ ต้นกระวานกลับไม่รอด เพราะได้รับสารเคมีที่ฉีดพ่นต้นทุเรียน เมื่อเห็นดังนั้นจึงค่อยๆ ลดการใช้สารเคมีลง และหันมาปลูกพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณขับไล่แมลงเพิ่มเติมจนเต็มสวน เช่น เร่วหอม กานพลู ชะพลู ไพล หน่อแดง ว่านสาวหลง ข่า ตะไคร้หอม ขมิ้นชัน ขมิ้นอ้อย ฯลฯ จนกระทั่งเลิกใช้สารเคมีในที่สุด

นอกจากสมุนไพรดังกล่าวแล้ว ยังมีสมุนไพรพื้นบ้านต่างๆ ที่มีสรรพคุณแตกต่างกันไป เช่น สมุนไพรที่มีรสขม ได้แก่ ฟ้าทะลายโจร สะเดา บอระเพ็ด หญ้าใต้ใบ ฯลฯ มีสรรพคุณในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และป้องกันแมลง สมุนไพรที่มีรสฝาด ได้แก่ เปลือกมังคุด เปลือกแค สีเสียด ใบฝรั่ง ใบทับทิม ฯลฯ มีสรรพคุณในการป้องกันเชื้อรา สมุนไพรที่มีรสเบื่อเมา ได้แก่ ยาสูบ ใบน้อยหน่า หางไหล สลัดได ฯลฯ มีสรรพคุณในการกำจัดหนอน เพลี้ย และแมลงอื่นๆ

ปัจจุบันสวนของผู้ใหญ่คำนึงปลูกพืชและผลไม้หลายชนิด เช่น ทุเรียน เงาะ ลองกอง ลางสาด มังคุด แก้วมังกร ฯลฯ ใช้วิธีการปลูกแบบผสมผสาน ต้นไม้ที่มีระดับต่ำกว่าก็จะปลูกอยู่ด้านล่าง เช่น ปลูกลองกองแซมระหว่างแถวทุเรียน รากของต้นไม้ที่มีความยาวต่างกันก็จะไม่แย่งอาหารกัน เรียกว่าเป็น “ครอบครัวผลไม้” โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์และน้ำหมักจุลินทรีย์บำรุงต้นไม้ ใช้สมุนไพรและน้ำหมักชีวภาพขับไล่แมลง ซึ่งในช่วงที่ผลไม้เริ่มสุกตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนเป็นต้นไป ผู้ใหญ่คำนึงจะเปิดสวนให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชิมผลไม้แบบบุเฟ่ต์ คือกินได้ไม่อั้น คิดราคาคนละ 79 บาท ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่เดินทางมาที่ศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้

สำหรับการฝึกอบรมและถ่ายทอดความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ให้แก่ผู้ที่สนใจนั้น จะมีการฝึกอบรมแบบเข้มข้น 4 วัน 3 คืน ผู้ที่เข้าอบรมจะได้ความรู้ต่างๆ เช่น การทำปุ๋ยอินทรีย์ การทำน้ำหมักชีวภาพ การทำน้ำส้มควันไม้ สมุนไพรขับไล่แมลง การเลี้ยงแมลงเพื่อปราบแมลง การผลิตผลไม้อินทรีย์นอกฤดู วิธีสกัดสารที่ต้องการในสมุนไพร การทำสบู่จากถ่านไม้ การทำโลชั่นบำรุงผิวจากน้ำมันมะพร้าว การทำน้ำยาเอนก ประสงค์ ฯลฯ

เป้าหมายสู่ตำบล “กรีนโซน”

นอกจากการพึ่งตนเองด้านเกษตรอินทรีย์จนกลายเป็นตำบลต้นแบบแล้ว ที่ผ่านมาชาวตำบลสองพี่น้องต่างก็ร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ โดยมีผู้ใหญ่พรเทพ สายพานิช กำนันปัญญา ชนะสิทธิ์ อาคม พงเพชร ตลอดจนแกนนำและชาวบ้านคนอื่นๆ เป็น หัวเรี่ยวหัวแรงในการพัฒนา เช่น ในปี 2550 ชาวบ้านได้ร่วมกันลงขันเพื่อนำเงินไปซื้อที่ดินจำนวน 5 ไร่ขุดเป็นสระน้ำสำหรับใช้ในการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง โดยระดมเงินจากสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน ตลอดจนชาวบ้านทั่วไป รวมทั้งเงินกู้ยืมจากกลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ รวมเป็นเงินทั้งหมด 200,000 บาท ทำให้ชาวบ้านมีน้ำใช้ในช่วงฤดูแล้ง จากแต่เดิมที่ต้องสั่งซื้อน้ำมาใช้เป็นคันรถ หากคิดเป็นค่าซื้อน้ำมาใช้ทั้งตำบลตลอดทั้งปีก็คงจะเฉียดแสนบาท

นอกจากนี้ในตำบลสองพี่น้องยังมีการจัดตั้งกลุ่มและองค์กรต่างๆ ขึ้นมา เช่น การเข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งในแต่ละปีจะมีการจัดประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติปีละ 1 ครั้งที่กรุงเทพฯ เพื่อนำเอาข้อเสนอของเครือข่ายต่างๆ ที่ผ่านการรับรองมติจากที่ประชุมใหญ่ไปกำหนดเป็นนโยบายของรัฐบาล และให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ เช่น ข้อเสนอด้านเกษตรอินทรีย์ การควบคุมการใช้ปุ๋ยและสารเคมีที่มีพิษ ฯลฯ

กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลสองพี่น้อง เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2551 แต่เนื่องจากมีปัญหาบางประการจึงได้หยุดดำเนินไป และจัดตั้งขึ้นใหม่ในปี 2553 กำหนดการออมเดือนละ 30 บาท มีสมาชิกจำนวน 508 คน ปัจจุบันมีเงินกองทุนทั้งหมดประมาณ 2 แสนบาทเศษ จัดสวัสดิการช่วยเหลือสมาชิกที่คลอดบุตรรายละ 1,000 บาท เจ็บป่วยนอน โรงพยาบาลช่วยค่ารักษาคืนละ 200 บาท ปีหนึ่งไม่เกิน 5 คืน และเสียชีวิต เป็นสมาชิกครบ 1 ปีขึ้นไปช่วยเหลือ 10,000 บาท

สภาองค์กรชุมชนตำบลสองพี่น้อง ก่อตั้งขึ้นในปี 2552 สุจิตรา ชนะสิทธิ์ รองประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลสองพี่น้อง กล่าวว่า บทบาทของสภาองค์กรชุมชนที่ผ่านมา คือการเชื่อมโยงกลุ่มและองค์กรต่างๆ ในตำบลให้มาทำงานและเรียนรู้ร่วมกัน เช่น มีการนำเรื่องการทำนาข้าวมาพูดคุยในสภาฯ ทำให้หมู่บ้านอื่นๆ ที่ยังไม่ได้เข้าร่วมทำนาเกิดความสนใจ และนำไปชี้แจงขยายผลต่อให้ชาวบ้านในหมู่ของตนได้รับทราบ ทำให้มีชาวบ้านที่สนใจสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกเพิ่มเติม

นอกจากนี้ก็ยังมีการนำเรื่องเป้าหมายของตำบลที่จะเป็น “กรีนโซน” หรือเป็นตำบลที่ปลอดสารเคมีมานำเสนอในที่ประชุมสภาฯ ด้วย เพื่อเป็นการกระตุ้นการผลิตอาหารและการบริโภคที่ปลอดจากสารเคมีภายในตำบลสองพี่น้อง และยังเป็นการรองรับแผนงานของจังหวัดจันทบุรีที่จะทำให้จังหวัดเป็นศูนย์กลางในการส่งสินค้าอาหารไปสู่นานาประเทศ หรือเป็น “ครัวโลก” ภายในปี 2558 ที่จะถึงนี้

“เราตั้งเป้าหมายว่าตำบลสองพี่น้องจะเป็นเขตปลอดสารเคมี หรือทำเกษตรอินทรีย์ให้เต็มพื้นที่ได้ภายในปี 2558 เพื่อนำผลไม้ของเราไปสู่ครัวโลก ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการนำทุเรียนที่ปลูกในตำบลของเราส่งไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศบ้างแล้ว หากจังหวัดจันทบุรีเป็นศูนย์กลางของครัวโลก ตำบลสองพี่น้องที่ผลิตผลไม้ปลอดสารเคมีก็จะมีโอกาสขยายตลาดไปได้อีกมาก” สุจิตราพูดถึงเป้าหมายของตำบล

เธอยังด้วยบอกดวยว่า ถึงแม้วันนี้ตำบลสองพี่น้องยังไม่สามารถผลิตผลไม้อินทรีย์ได้ทั้ง 100 % คือยังมีการใช้ปุ๋ยและสารเคมีเหลืออยู่ประมาณ 10 % แต่เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ตำบลสองพี่น้องก็พยายามกระตุ้นและส่งเสริมให้ชาวสวนผลิตผลไม้ได้ตามมาตรฐาน GAP.* หรือได้รับการรับรองว่าเป็นพืชที่ปลอดจากการปนเปื้อนของสารเคมีและเชื้อโรค ซึ่งจะทำให้ตลาดทั้งในและต่างประเทศต้องการ และขายได้ราคาดีกว่าผลไม้ทั่วไปที่ไม่มี GAP.รับรอง

นี่คือเป้าหมายของชาวตำบลสองพี่น้องที่พยายามจะสร้างชุมชนของตนเองให้เป็นเขตปลูกผลไม้ปลอดสารเคมีขึ้นมา ขณะเดียวกันพวกเขาก็มีความมุ่งมั่นที่จะพลิกฟื้นผืนนาที่เคยรกร้างให้เป็นยุ้งข้าวของชุมชนต่อไป และถึงแม้ว่าในวันนี้ตำบลสองพี่น้องจะไม่มีหลวงปู่ฟักคอยประพรมน้ำมนต์รดไร่นาให้อีกแล้ว แต่พวกเขาก็ยืนยันว่าจะช่วยกันทำนาปลูกข้าวอินทรีย์ โดยยึดหลักคำสอนของหลวงปู่ที่ไม่ให้เบียดเบียนสัตว์โลกตลอดไป..!!

*********************

หมายเหตุ :

GAP. (Good Agricultural Practice) คือ “การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี”

มีความหมายถึงการผลิตพืชเพื่อให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย ปลอดศัตรูพืช และมีคุณภาพเป็นที่น่าพอใจ โดยจะเริ่มตั้งแต่การเตรียมดินก่อนการเพาะปลูก ในระหว่างการเพาะปลูกและดูแลผลผลิต จนกระทั่งถึงการเก็บเกี่ยว และการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งเกษตรกรจะต้องบันทึกการปฏิบัติงานทุกขั้นตอน โดยจะมีเจ้าหน้าที่มาให้คำแนะนำและตรวจสอบแปลงเกษตร หากเกษตรกรรายใดผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP ก็จะได้ใบรับรองว่าเป็นพืชที่ปลอดจากการปนเปื้อนของสารเคมีและเชื้อโรค โดยกรมวิชาการเกษตรได้สนับสนุนให้ชาวบ้านในตำบลสองพี่น้องเข้าร่วมโครงการ GAP.ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ
ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้
กระทรวงพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์
การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
สภาพัฒนาการเมือง
องค์การมหาชน