Recommend Print

สวัสดิการชุมชนคนกรุงเก่า “บอกเล่าการให้อย่างมีคุณค่าและรับอย่างมีศักดิ์ศรี”

altพระนครศรีอยุธยา :เมื่อวันที่ วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๕ เครือข่ายสวัสดิการชุมชนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมกับ สำนักงานการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา องค์การบริหารส่วนตำบล สำนักงานปฏิบัติการภาคกลาง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน จัดเวทีสมัชชาสวัสดิการชุมชนคนกรุงเก่า “บอกเล่าการให้อย่างมีคุณค่าและรับอย่างมีศักดิ์ศรี” ณ หอประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัด สนามกีฬากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ.เมือง จ.พระนครศรีอยุธยา มีผู้นำและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกว่า ๓๐๐ คน โดยได้รับเกียรติจากรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานในการเปิดงาน คาดปี ๒๕๕๙ เกิดการจัดตั้งกองทุนครอบคลุมทุกพื้นที่
 
 

           

altนายทวี นริสศิริกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า กองทุนสวัสดิการชุมชน ทำให้พี่น้องประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่ผู้สูงอายุ วัยทำงาน เด็ก และเยาวชน สามารถจัดสวัสดิการชุมชนของตนเองได้ โดยเฉพาะในเรื่องของการออมวันละบาทและประหยัดใช้ในเรื่องจำเป็น ถือเป็นการสร้างนิสัย และอยากให้นำเรื่องนี้ไปส่งเสริมเด็กและเยาวชนให้รู้จักการออม หากเราออมได้เท่าไหร่ รัฐบาล และ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) จะทำการประสานเงินกองทุนเพื่อมาสมทบต่อไป เงินกองทุนของเราก็จะพอกพูนขึ้น และสามารถนำไปใช้ในเรื่องต่างๆ ได้ ประการหนึ่ง สวัสดิการชุมชนเป็นเรื่องที่สามารถดูแล ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ด้อยโอกาส การช่วยเหลือกันในยามเจ็บป่วย การศึกษาในช่วงเปิดเทอม เมื่อก่อนคนอยุธยา เราคุ้นเคยในเรื่องฌาปนกิจในหมู่บ้าน เน้นเฉพาะเรื่องงานศพเพียงอย่างเดียว แต่สวัสดิการชุมชนได้ทุกเรื่อง ประการต่อมา สวัสดิการชุมชนทำให้เราได้มีโอกาสมารู้เรียนรู้ มารู้จักกัน มาร่วมกันทำงาน สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
 
            “นอกจากเรื่องเงินแล้ว ยังเป็นการร่วมลงแรงกาย แรงใจ ในการทำงานร่วมกัน เราต้องสร้างเครือข่ายและสร้างระบบการจัดสวัสดิการที่ดี รวมทั้งมีการบริหารงานอย่างโปร่งใส จึงจะทำให้กองทุนสวัสดิการชุมชนเข้มแข็ง ทั้งนี้ยังสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างอาชีพ กองทุนนี้ได้ประโยชน์หลายๆ อย่าง อยากให้ขยายความร่วมไม้ร่วมมือ และขยายไปสู่กลุ่มเป้าหมายทุกวัย ทุกอาชีพ ครอบคลุมทุกพื้นที่ในจังหวัด ตอนนี้มีการจัดตั้งกองทุนแล้ว ๕๕ ตำบล จากทั้งหมด ๑๔๐ กว่าตำบล และพร้อมที่จะขยายให้ครบทุกหมู่บ้าน ทุกชุมชน ทุกตำบล มีสามาชิกกองทุนเต็มพื้นที่จากประชากรทั้งหมดของอยุธยาจำนวน ๗๕๐,๐๐๐ คน ในปี ๒๕๕๙”
 
 
altนายภูธิรัช มีแก้ว พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายสวัสดิการชุมชนถ้วนหน้า เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงของคนในชุมชนตั้งแต่เกิดจนตาย ในช่วงที่ผ่านมาภาคประชาชนสามารถจัดการตนเองและพึ่งตนเองโดยกระบวนการขับเคลื่อนและจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนเพื่อก่อให้เกิดการให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี โดยมีการสมทบของ ๓ ฝ่าย ทั้งภาคประชาชน รัฐ อปท.
 
            “ความสำเร็จทั้งหมดนี้เป็นการขับเคลื่อนงานร่วมกันระหว่าง ภาคประชาชน ภาครัฐและท้องถิ่น นับเป็นความสำเร็จที่คณะทำงานกองทุนสวัสดิการชุมชนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่กองทุนสามารถช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชนมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา ๘ ปี และจังหวัดพระนครศรีอยุธยาขอยืนยันว่าจะสนับการดำเนินงานต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน”
 
            ปัจจุบันจังหวัดพระนครศรีอยุธยาตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนแล้ว ๕๕ กองทุน มีสมามาชิก ๑๑,๑๒๓ คน มีเงินกองทุนรวม ๖,๓๘๙,๒๖๐ บาท โดยเงินส่วนใหญ่มาจากการสมทบของกองทุนสวัสดิการชุมชนรายตำบล และเงินสมทบจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลทุกแห่งได้จัดสวัสดิการชุมชนให้สมาชิกและชุมชน ที่ครอบคลุมทุกเรื่อง ตั้งแต่ เกิด เจ็บ ตาย การศึกษา อาชีพ ประเพณี ผู้สูงอายุ และผู้ประสบภัย ซึ่งมีผู้รับประโยชน์จากกองทุนแล้ว ๔,๓๒๗ ราย ในการนี้มีการกำหนดพื้นที่รูปธรรมการจัดสวัสดิการครบวงจร ๓ พื้นที่ ประกอบด้วย ตำบลบ้านใหม่ ตำบลหัวรอ และ ตำบลเสาธง
 
           
altด้าน นายชัยวิชญ์ภณ ตังกิจ ผู้จัดการสำนักงานภาคกลาง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) กล่าวว่า สังคมไทยในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนแปลงไป คุณค่าของความดีเริ่มจะหมด คุณค่าของเงินมาทดแทน ซึ่งในเรื่องสวัสดิการมีมานานแล้ว ในช่วงที่ผ่านมาเรามักใช้คำว่า “ให้” ที่มีคุณค่ามหาศาล แต่ยุคนี้ใช้คำว่า “ซื้อ” อยากได้อะไรก็ซื้อเอา ทำให้คุณค่าความดีงามเริ่มไม่มีและหดหายไป ขณะเดียวกันเครือข่ายองค์กรชุมชนเราได้ใช้ขบวนสวัสดิการชุมชนพลิกฟื้นวิถีเดิมกลับคืนมา เริ่มสู่สังคมแห่งการให้ เช่น เงิน ๑ บาท ที่เราเสียสละ ประหยัดหยอดกระปุกเพื่อช่วยเหลือเกี้อกูลพี่น้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย คนอื่นได้รับ เราก็ได้รับ รับอย่างมีศักดิ์ศรี คือ เราไม่ได้ขอใคร แต่เราทำด้วยความศรัทธา ไม่ได้บังคับ คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดี และเราทำสวัสดิการไว้เพื่อคนที่อยู่ รวมถึงคนรุ่นหลังจะได้เป็นภูมิคุ้มกัน
 
            “พอช. มีแนวคิดในการขยายฐานสมาชิกสวัสดิการชุมชนให้ครอบคลุมทุกคนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และพร้อมที่จะสนับสนุนในการทำงานของทุกพื้นที่ ทุกตำบล ทุกคน หากตำบลไหนติดขัดในเรื่องระเบียบ ข้อปฏิบัติ เราพร้อมที่จะสนับสนุนการเคลื่อนงานของพี่น้อง สำหรับหน่วยงานในท้องถิ่น พอช. พร้อมเป็นเพื่อนร่วมคิด ทั้งนี้พื้นที่พระนครศรีอยุธยาเป็นพื้นที่รับน้ำ เราจะต้องทำในเรื่องการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนอย่างเข้มข้น เราควรมีแนวทางหรือวิธีการจัดสวัสดิการชุมชนเพื่อช่วยเหลือกันในเรื่องภัยพิบัติต่อไป”
 
            อย่างไรก็ดีจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้มีการกำหนดพื้นที่รูปธรรมการจัดสวัสดิการครบวงจร ๓ พื้นที่ ประกอบด้วย ตำบลบ้านใหม่ ตำบลหัวรอ และ ตำบลเสาธง หลากหลายวิธีการ แต่ยังคงอุดมการณ์ร่วมคือ การให้อย่างมีคุณค่า และรับอย่างมีศักดิ์ศรี
 
 
ผสานพลัง รพ. อบต. ปชช. สร้างกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบ้านใหม่
 
altนายคำรณ ธารธรรม นายก อบต. ผู้แทนกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบ้านใหม่ เล่าให้ฟังว่า กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบ้านใหม่มีการบริหารงานจัดการกึ่งธุรกิจและราชการ โดยมีการคืนกำไรให้ประชาชน จากเดิมเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาความขัดแย้งเยอะมาก จึงพยายามหากิจกรรมหรือเวทีให้ทุกกลุ่ม ทุกประเด็น เข้ามาทำงานร่วมกัน
 
            “ตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ เป็นต้นมา ชาวตำบลบ้านใหม่ ได้ตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ที่ หมู่ ๗ เพื่อให้สมาชิกได้ออมเงินและกู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพ ดอกผลแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนแรกปันผลคืนสมาชิก ส่วนที่สองจัดเป็นกองทุนสวัสดิการให้กับสมาชิก ต่อมาเกิดกองทุนสวัสดิการตำบลบ้านใหม่ขึ้นในช่วงปี ๒๕๔๗ เนื่องจากหมอไพศรี(คุณหมออนามัยตำบลบ้านใหม่) พบว่า ผู้ป่วยที่เสียชีวิต ญาติจะเดินมาหาแล้วบอกว่าไม่มีเงินค่าทำศพ จึงมีแนวคิดในการเก็บเงินกองทุนเดือนละ ๕ บาท เพื่อไปเผาศพ อบต. ได้สนับสนุนเงินส่วนหนึ่ง จำนวน ๒ แสนบาท ให้โรงพยาบาลตำบลบ้านใหม่ เป็นผู้บริหารจัดการ ภายใต้การดำเนินงานของชมรมอาสาสมัครสาธารณสุข โดยใช้ชื่อว่า กองทุน ๕ บาท เพื่อช่วยเหลือสมาชิกกรณีที่เสียชีวิตจากองทุน ๕ บาท ได้พัฒนาเป็นกองทุนสุขภาพพื้นที่ โดยมีการสนับสนุนจาก ๒ ส่วน คือ สำนักงานหลักประกันสุขภาพ คนละ ๔๐ บาท และ อบต. สมทบ ร้อยละ ๓๐ และในปี ๒๕๕๓ ได้จัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบ้านใหม่ กองทุนวันละ ๑ บาท สมทบสามขา จากสมาชิกวันละ ๑ บาท  อบต.สมทบวันละ ๑ บาท และรัฐบาลสมทบวันละ ๑ บาท นำเงินมาจัดสวัสดิการให้กับสมาชิกตั้งแต่เกิดจนตาย ปัจจุบัน อบต. สมทบแล้ว ๓ แสนบาท”
 
            ปัจจุบันกองทุนสวัสดิการตำบลบ้านใหม่ มีสมาชิก จำนวน ๑,๑๕๓ คน เงินกองทุนรวม ๑,๐๓๒,๙๓๒ บาท มีการประชุมทุกเดือน หลังจากมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนอันเป็นศูนย์กลางเพื่อสร้างผลประโยชน์ร่วมกันของชุมชนแล้ว ส่งผลให้สมาชิกได้รับความช่วยเหลือและเกิดความรัก และเป็นเจ้าของกองทุนร่วมมือกันสร้างความยั่งยืนให้กับกองทุน รวมทั้งเกิดความร่วมมือและประสานการทำงานร่วมกับ อบต. สถานีอนามัย (รพ.สต.) โรงเรียน และกลุ่มองค์กรในพื้นที่ เพื่อสร้างกองทุนของชาวบ้านหรือกองทุนของเราให้เข้มแข็งและยั่งยืน
 
 
ต้นกล้ากองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเสาธง : พลิกฟื้นชุมชนด้วยทุนคน ปัญญา วิถีวัฒนธรรม เริ่มจากผู้สูงวัย ที่ใส่ใจในคุณค่าของทุกชีวิต แตกใบ ผลิดอก ออกผล ด้วยต้นกล้าสวัสดิการชุมชน พลิกฟื้นชุมชนด้วยทุนคน และแรงปัญญา สู่พลังสมอง สองมือของผู้นำที่เข้มแข็ง” เป็นคำขวัญของกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเสาธง หนึ่งในพื้นที่รูปธรรมที่มีการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการชุมชนอย่างครบวงจร
 
altพี่เวก สุขบุญเพ็ง ผู้แทนจากกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเสาธง เล่าให้ฟังว่า การจัดสวัสดิการโดยชุมชนของคนในตำบลเสาธง เริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ จากชมรมผู้สูงอายุ ในนาม “เพื่อนช่วยเพื่อน” คือมีการช่วยเหลือเพื่อนที่เสียชีวิต โดยเก็บเงินจากสมาชิกคนละ ๒๐ บาท ต่อมาได้เข้าไปร่วมประชุมกับ พอช. ในเรื่องสวัสดิการชุมชน จึงเกิดแนวคิดและสนใจที่จะทำสวัสดิการชุมชนให้เกิดขึ้นภายในตำบล ตั้งกองทุนสวัสดิการการชุมชนตำบลเสาธงขึ้น เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ร่วมกับ อบต. และ ใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือในการเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชนให้เกิดความเข้มแข็ง และร่วมมือกับหน่วยงานภาคี อาทิ พมจ. สสว.๑ สสส. พช. และ พอช.
 
            ปัจจุบันมีเงินกองทุนสวัสดิการชุมชน รวม ๑,๒๔๐,๘๙๖.๘๙ บาท ที่มาจากการออมวันละบาทของของสมาชิก จำนวน ๖๒๐,๔๔๘ บาท สมทบจากรัฐบาลผ่าน พอช. จำนวน ๗๓,๓๖๕ บาท สมทบจาก อบต. ปีละ ๓,๐๐๐ บาท และอื่นๆ ๖๒,๐๐๐ บาท มีสมาชิก ๒๘๕ ราย จาก ๕ หมู่บ้าน ที่มาจากกลุ่มอาชีพ กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่ม อพม. กองทุนหมู่บ้าน และ กลุ่มผู้สูงอายุ และมีการช่วยเหลือกันในหลายรูปแบบ เช่น การช่วยเหลือกันในเรื่อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุนการศึกษาบุตรหลานสมาชิก จัดกิจกรรมตามธรรมเนียมประเพณี โดยสำรองให้กับสมาชิกจัดกิจกรรมตามประเพณี กิจกรรมละ ๒๐,๐๐๐ บาท เมื่อเสร็จงานแล้วให้ส่งเงินคืนภายใน ๗ วัน และให้คิดค่าบริการให้กับกองทุนฯ กิจกรรมละ ๒๐๐ บาท เป็นต้น
 
            พี่เวก เล่าถึงความภาคภูมิใจที่ได้จัดสวัสดิการชุมชนว่า กองทุนมีกรรมการที่เข้มแข็ง โดยหัวแรงใหญ่อาจารย์สุณี ประธานกองทุนฯ ที่เสียสละในการเก็บเงินจากสมาชิกมาให้กับกองทุนฯ สมาชิกมีความสมัครสมานสามัคคี รวมทั้งแต่แต่ทำกองทุนมามีคนเสียชีวิตเยอะ ประมาณ ธ.ค.-ม.ค. ของทุกปี เรามีการทำบุญให้กับผู้ล่วงลับทุกปี กลางคืนมีการละเล่น กลางวันมีกีฬาประเพณี เปตอง มีรำวงย้อนยุคทุกปี เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดี กรรมการไปขอสมทบข้าวของจากร้านค้าในตลาด เพื่อนำมาทำบุญกับผู้สูงอายุได้ และในช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมาได้นำเงินกองทุนไปช่วยเหลือกัน
 
 
กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลหัวรอ รวมทุนชุมชนสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต
 
          “ไม่เจ็บ ไม่จน ไร้โรคภัย สุขกาย สบายใจเป็นพรที่ทุกคนอยากจะได้รับ แต่ในความเป็นจริงแล้วน้อยคนนักที่จะหลีกหนีวัฎจักรของความเจ็บไข้ได้ป่วย หรือการสูญเสียตายจาก ล้วนเป็นวงจรชีวิตที่มนุษย์อย่างเรา ต้องเผชิญทั้งสิ้น ผู้นำจึงมีแนวคิดอยากจะช่วยเหลือเกื้อกูลพี่น้องในชุมชนให้มีการจัดการตน ด้วยกระบวนการจัดสวัสดิการชุมชนขึ้น
 
altนายจักรรินทร์ มาลากัญจน์ ผู้แทนกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลหัวรอ เล่าให้ฟังว่า เมืองอยุธยามีพื้นที่หลายเกาะ ในส่วนของกองทุนสวัสดิการตำบลหัวรอนั้น ตั้งอยู่ที่เกาะลอย เริ่มแรกก่อตั้งจากกองทุนเล็กๆ ชาวบ้านสมทบกันเอง เมื่อวันที่ ๗ ส.ค. ๒๕๔๖ มีสมาชิก ๑๗๘ คน ต่อมาได้จดทะเบียนกับทาง พมจ. เมื่อวันที่ ๗ ก.พ. ๒๕๕๒ และได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณ ทำให้เกิดความภาคภูมิใจ คือ มีการช่วยเหลือกันมาโดยตลอดในทุกเรื่อง "กองทุน กองบุญ” มีการทำบุญร่วมกัน เงินที่สะสมได้เราไม่ได้คิดว่าเป็นประโยชน์ส่วนตัว เราคิดว่าเอามาร่วม ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตั้งแต่เรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย รวมถึงการสนับสนุนกองทุนในการจัดงานประเพณีท้องถิ่น เช่น สงกรานต์ มีวันประเพณีการจัดสวัสดิการชุมชนขึ้นทุกปี ทั้งนี้ตำบลนี้มีการช่วยเหลืออย่างสม่ำเสมอ
 
            ปัจจุบันมีเงินกองทุนสวัสดิการชุมชน รวม ๑๓๕,๔๖๐ บาท สมาชิก จำนวน ๑๙๘ คน มีการจัดสวัสดิการให้กับสมาชิกในเรื่อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ช่วยเหลือผู้ยากไร้ และมอบทุนการศึกษา
 
            “เป้าหมายที่ตั้งไว้ กองทุนสามารถแก้ไขพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยการจัดการสวัสดิการภาคประชาชน เราได้ผลประโยชน์เหมือนกับทุกๆ ตำบลที่มีเรื่องเกิดแก่เจ็บตาย สิ่งที่ลงทุนลงไปไม่สูญหาย จะย้อนกลับมาหาท่านเอง หลังจากที่ท่านได้ประสบ คือ สิ่งที่ดีของการทำกองทุนสวัสดิการ”นายจักรรินทร์กล่าวทิ้งท้าย
           
            ในการนี้เวทีสมัชชาสวัสดิการชุมชน คนกรุงเก่า ได้มีข้อเสนอต่อการพัฒนาความเข้มแข็งของกองทุนสวัสดิการชุมชน พร้อมกล่าวคำปฏิญญาร่วมกัน คือ
 
            (๑) จะจัดความสัมพันธ์ ทางโครงสร้างใหม่ ตั้งแต่ระดับตำบล ระดับจังหวัด ระดับชาติ เช่น ท้องถิ่น ท้องที่ องค์กรชุมชนตำบล และภาคีต่างๆ อย่างเป็นระบบ พร้อมกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบใน แต่ละส่วนให้ชัดเจน ทุกระดับ
            (๒) จะสร้างความรู้ความเข้าใจในเจตนารมณ์ ของการจัดสวัสดิการชุมชน ให้เข้าใจเรื่องผู้ให้และผู้รับ ให้อย่างไรเรียกว่ามีคุณค่า และรับอย่างไรจึง มีศักดิ์ศรี
            (๓) จะพัฒนาเป็นนโยบายสาธารณะ ให้เกิดขึ้นในทุกระดับ พร้อมกำหนดระบบติดตามและประเมินผล ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดสวัสดิการชุมชน อย่างไม่มีข้ออ้าง
            (๔) จะพัฒนาทีมการขับเคลื่อนระดับจังหวัด ตั้งแต่ ทบทวนคณะทำงาน การแบ่งบทบาทหน้าที่ของแต่ภาคส่วน ทั้ง พมจ. พอช. อปท. และภาคประชาชน ที่ชัดเจน
            (๕) จะทำแผนการขับเคลื่อนในแต่ละจังหวัด และพัฒนาศูนย์เรียนรู้สวัสดิการชุมชนพื้นที่รูปธรรม
            (๖) จะทำความเข้าใจเรื่องกฎ ระเบียบ และ กติกาอื่นๆ สำหรับการทำงานของคณะทำงานและภาคีร่วม ได้แก่ พมจ. พอช. อปท. ภาคประชาชน ในทุกระดับ
 
 
 
 alt
          และมีแนวทางการดำเนินงานการพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชน โดยมใช้กลยุทธ์การเคลื่อนขบวนแบบ 4 ประสาน คือ ภาคประชาชน ท้องที่ ท้องถิ่น และหน่วยงานภาครัฐ โดยเชื่อมโยงกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง และการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งงานสวัสดิการเป็นส่วนหนึ่งในองคาพยพที่มีพลังการขับเคลื่อนไปสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมไทยได้ เพราะสวัสดิการชุมชนเป็นวิถีของสังคมไทยที่เป็นสังคมแห่งการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน งานสวัสดิการชุมชนเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังต่อไป
 

 

 

 

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ
ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้
กระทรวงพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์
การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
สภาพัฒนาการเมือง
องค์การมหาชน