Recommend Print

ชาวเลกว่า ๑๐,๐๐๐ คน ใน ๕ จังหวัดฝั่งทะเลอันดามัน ติดตามนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตและวัฒนธรรมพิเศษจากมติครม. 

alt     บทเรียนจากภัย “สินามิ”  เมื่อปลายปี ๒๕๔๗ มีคนเสียชีวิตไปกว่า ๕ พันคน สังคมไทยได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง  ทั้งเรื่องระบบเตือนภัย  การจัดการบริหารขณะเกิดภัย การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ และสังคมไทยไม่เคยทอดทิ้งกัน    หนึ่งในหลายๆ เรื่องที่สังคมไทยได้เรียนรู้ และรู้จักที่มาพร้อมกับสึนามิ คือพี่น้องชาวเลในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามัน  

 

 

 

     “ชาวเล”  เป็นคำเรียกกลุ่มชาติพันธ์ชายฝั่งทะเลอันดามัน  จากนักวิชาการ  ราชการ  สื่อมวลชน  นักพัฒนา  ทั้งในและต่างประเทศ  ซึ่งความจริง พวกเขา เรียกตัวเองว่า “ มอแกลน  มอแกน อูรักลาโว้ย”  ชาวเล จึงเป็นคำที่เขารู้สึกว่าคนในสังคมส่วนใหญ่ดูถูกเหยียดหยามเขาอย่างรุนแรง  เหตุนี้เองกลุ่มชาวเลจึงปิดกั้นตัวเองมาตลอดกว่า ๓๐๐ ปี   พวกเขาไม่ชอบอยู่ร่วมกับคนไทยปกติหรือ “แฉม”ที่ชาวเลใช้เรียกคนไทย  เพราะวิถีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างกัน  บุคลิกทางกายภาพต่างกัน  ภาษาต่างกัน  คนดั้งเดิมเล่าว่า “เมื่อแฉมเข้ามารุกชุมชนเราเมื่อไหร่ แฉมจะทำให้เราสูญสิ้นวัฒนธรรม  เราจะอยู่ไม่สุข” ผู้เฒ่าหลายคนยังเคยสั่งสอนลูกหลานไว้ว่า  “เมื่อน้ำทะเลแห้งให้หนีขึ้นที่สูง”  ชาวเลรุ่นผู้เฒ่าทั้งหลายเคยเล่าให้ฟัง  “พวกเราเป็นคนไทย  หากินในทะเล  และ เกาะแก่งต่างๆเป็นของแผ่นดิน  เราจึงอยู่และอาศัยได้ชั่วลูกชั่วหลาน”  วันนี้ชาวเลส่วนใหญ่ยอมรับคำว่า ชาวเล เป็นคำเรียกขานได้บ้างแล้ว 

     ชาวเล  วันนี้...มีทะเล...ไม่มีที่ทำกิน......มีที่ดิน....ไม่มีที่อยู่อาศัย 

     ผู้เฒ่าชาวเลคนหนึ่งเล่าว่า “ผมเกิดที่นี่  อยู่ที่นี่มาจนอายุป่านนี้ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นว่าใครเป็นเจ้าของที่ดินแถวนี้นอกจากพวกเรา  บ้านเป็นของเรา มะพร้าวก็ของเรา หลุมศพของบรรพบุรุษ เรา ศาลพ่อตาของเรา  เท่านี้ไม่พอหรือกับการที่จะบอกว่านี่คือบ้านเรา” เฒ่าชาวเลวัย ๗๘ ชุมชนราไวย์ ภูเก็ตเล่าอย่างหัวเสีย  และเล่าต่อว่า “กระดาษใบเดียวมันเอามาไล่เราเหมือนหมูเหมือนหมา   กระดาษจะมีความหมายกับเขาอย่างไรเราไม่รู้  แต่กับเราไม่มีความหมาย  เราจะไม่ไปไหน  จะตายอยู่ที่นี่กับบรรพบุรุษ”   

alt     หลังภัย สึนามิ  ปัญหาชาวเลได้ถูกเปิดต่อสาธารณะมากมาย   เช่นชาวเล ๒๑ ชุมชนถูกรุกรานอย่างหนักเรื่องที่อยู่อาศัย   อีก ๑๐ ชุมชนร่วมแก้ปัญหากับรัฐให้พอมีที่อยู่ได้แล้ว  ที่ฝังศพหลายชุมชนถูกขุดรื้อศพออก  เพื่อสร้างรีสอร์ท  บางชุมชนถูกสร้างทับสุสาน บางชุมชนหาที่เพื่อกดดันให้มีการแลกเปลี่ยนกับสุสานเพราะอยู่ใกล้ทะเลสวย  บางชุมชนถูกเอาที่ๆใช้ประกอบพิธีกรรม ไปเป็นสวนสาธารณะ สร้างพื้นที่อาบแดดส่วนตัว  หรืออื่นๆ  ลำพังชาวเลเป็นคนตัวเล็กตัวน้อยของสังคม ความอคติของชุมชนใกล้เคียงทำให้ไม่มีกำลังพอที่จะปกป้องผืนดินถิ่นเกิด และพื้นที่ฝังกลบร่างกายยามจากไปจากโลกใบนี้   

     “ชาวเล  มีทะเลแต่ไม่มีที่หากิน”  ก่อนหน้านี้อาชีพดั้งเดิมของชาวเลคือหากินด้วยการดำน้ำหาปลา  กุ้ง  หอย ปลาหมึกในทะเล ตั้งแต่บรรพบุรุษที่มีทะเลให้เป็นที่หากิน จนเมื่อสิบกว่าปีมานี้ นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวรุกรานทะเลอย่างหนัก ชายหาด เกาะแก่งต่างๆกลายเป็นเขตอนุรักษ์ เป็นอุทยานทางทะเล  หลายครั้งหลายคราที่ชาวเลกลายเป็นผู้บุกรุกทะเล  ถูกดำเนินคดี ชาวเลคนหนึ่งเล่าว่า “พวกผมไปดำหอยได้มาพันกว่าโล  พอเอาเข้าไปขายที่จังหวัดตรัง  อุทยานมาจับพวกผม  ๑๗ คน พร้อมยึดเรือเรา ๒ ลำและรถ ๑ คัน  เกือบปีแล้วเรายังไม่ได้เรือคืนเลย ทั้งที่หอยที่เราเก็บมาก็ไม่ผิดกฎหมาย เรือเราก็ไม่ผิดกฎหมาย สถานที่หาก็ไม่ใช่เขตอุทยาน เรายังมี มติ ครม. ๒ มิ.ย.๕๓ ผ่อนปรนให้เราด้วยซ้ำ แต่เราถูกยึดเรือ  เลวร้ายกว่านั้น คือ อำเภอมีความเห็นไม่ฟ้อง จังหวัดมีความเห็นไม่ฟ้อง อัยการมีความเห็นไม่ฟ้อง  แต่เราถูกดำเนินคดี เรือเราคงพังไปแล้ว ไม่รู้ว่าใครจะรับผิดชอบ เพราะแค่พวกเราเป็นชาวเล ใครคงมองไม่เห็นความสำคัญ” สนิท แกนนำเครือข่ายชาวเลเล่าให้เราฟังอย่างมึนงง   

     หนุนเสริม..ผลักดัน..จัดระบบ..เกาะติด..แก้ปัญหา..เปิดพื้นที่สาธารณะ..พัฒนาคน 

     หลังภัยสึนามิ มูลนิธิชุมชนไท และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.)  เป็นองค์กรหลักที่มีบทบาทในการหนุนเสริมให้เกิดกระบวนการรวมกลุ่มของประชาชนที่ประสบภัย  รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพแกนนำชุมชน เพื่อให้ค้นหาปัญหา รู้จักตัวตนตัวเอง  และลุกขึ้นมาเป็นแกนหลักในการผลักดันการแก้ปัญหาตนเอง เช่น การแก้ปัญหาที่ดิน การแก้ปัญหาสถานะทางทะเบียนราษฎร การรื้อฟื้นวัฒนธรรมดั้งเดิมเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะ ทำให้สังคมลดอคติทางชาติพันธ์ลงและยอมรับชาวเลมากขึ้น  ชาวเลเองก็มีความกล้าที่จะเปิดตัวต่อสังคม  ที่ผ่านมา พอช.เป็นหน่วยงานหนึ่งที่สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาองค์กรชุมชนของชาวเล  โดยมูลนิธิชุมชนไท  ทำหน้าที่พัฒนาเกาะติดพื้นที่ และมีหน่วยงานพัฒนาอื่นๆเช่นสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย  และองค์กรภาคีอื่นๆ ทำหน้าที่หนุนเสริมการพัฒนารายประเด็นในพื้นที่  จุดเปลี่ยนสำคัญ  คือเกิดความร่วมมือที่มีองค์ประกอบจากการทำงานของหลายภาคส่วนทำให้ปัญหาของ ชาวเล  ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมในหลายพื้นที่ เช่น การแก้หนี้นอกระบบในพื้นที่ชุมชนราไวย์ จังหวัดภูเก็ต การส่งเสริมให้มีศูนย์วัฒนธรรมชาวเลที่บ้านทับตะวัน จังหวัดพังงา  การพัฒนาที่อยู่อาศัยให้มีความมั่นคงที่ชุมชนทุ่งหว้า จังหวัดพังงา  การมีโฉนดชุมชนชาวเลสะปำ จังหวัดภูเก็ตเป็นต้น หรือรูปธรรมของ งานวิชาการที่รองรับ  ส่งผลให้การผลักดันข้อเสนอเชิง  นโยบายและมี  “มติ ครม.๒ มิ.ย. ๒๕๕๓  ว่าด้วยเรื่องสนับสนุนฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ให้มีหลัก เขตสังคม และวัฒนธรรมพิเศษชาวเล ” เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ  ประกอบด้วยการสร้างความมั่นคงเรื่องที่อยู่อาศัย  การให้ชาวเลสามารถประกอบอาชีพจากทรพยากรตามเกาะต่างๆโดยผ่นปรนพิเศษให้ใช้อุปกรณ์ดั้งเดิมของชาวเล การแก้ปัญหาเรื่องชาวเลไม่มีบัตรประชาชน  การส่งเสริมเรื่องการศึกษา  การสนับสนุนงบประมาณให้มี “วันนัดพบวัฒนธรรมชาวเล ”เป็นต้น  

alt     ในช่วง ๗ ปี ที่ผ่านมาการพัฒนาเครือข่ายหรือการรวมกลุ่มชาวเล  ในหมู่คนทำงานพัฒนาค้นพบว่ามีข้อจำกัดในการพัฒนาหลายประการ เช่น หลายชุมชน มีการประชุมชาวบ้านตอนเย็นตอนเช้าต้องประชุมซ้ำ เพราะชาวบ้านลืมเรื่องที่ได้ประชุมกันมาแล้ว คงจะเป็นเพราะวิถีชีวิตที่อยู่อย่างอิสระเสรี  ไม่คุ้นเคย   แต่หากชุมชนใดมีที่ปรึกษาอยู่ในชุมชน  ชุมชนนั้นจะเข้มแข็ง มีแกนนำ มีกิจกรรม มีกรรมการ  มีการประชุม  และมีกติกา ที่ปฏิบัติได้จริง  แต่ชุมชนที่ห่างไกลจากที่ปรึกษาไม่สามารถรวมกลุ่ม รวมกิจกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม  ข้อจำกัดเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้ในชุมชนชาวไทยทั่วไป  แต่วิถีชาวเลแตกต่างเป็นอย่างมากกับวิถีชุมชนไทยปกติ 

     ประเพณีกินบุญ...วันรวมญาติ... ชาติพันธ์ชาวเล   

     จากการทำงานร่วมกันพบว่า ชาวเลมีประเพณีกินบุญ  หมายถึง  ชาวเลทุกคน ทุกกลุ่ม ทั้งมอแกลน  มอแกน อูรักลาโว้ย์ ต้องออกจากบ้าน ไปนอนในเมือง ในวัด ในตลาด  ก่อนวันสาทร์เดือนสิบ อย่างน้อย ๑ คืน  ชาวเลคนหนึ่งเล่าว่า  “รุ่นปู่ รุ่นทวด  เขาบอกว่านี่คือการแสวงบุญ  ถ้าใครไม่ไปอาจถูกของ อาจป่วยไข้และรักษาไม่หาย” หมอเฒ่าชาวเลบอกอย่างจริงจัง “ของที่เราเดินขอตามบ้าน  ตามวัดที่ได้มาต้องเอามาไหว้ศาลประจำบ้าน ไหว้ ผีบ้านผีเรือน จึงจะเอามากินมารับประทานได้  พี่น้องเราหลายคนที่มีฐานะดี  ก็ยังต้องไปใครไม่กล้าขัดคำสอนคนโบราณหรอก”  หมอเฒ่าเล่าต่ออีก   มติ ครม.  ข้อหนึ่งที่มีอยู่กำหนดให้มีวันชาติพันธุ์ชาวเล  เครือข่ายชาวเลจึงได้จัดวันรวมพี่น้องชาวเลครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๖-๗ ตุลาคม ๒๕๕๓  มีคนมาร่วมกันกว่า ๑,๐๐๐ คน ตัวแทนรัฐบาลมารับข้อเสนอจากตัวแทนเครือข่าย  ผ่านมา ๑ ปีไม่มีอะไรขยับต่อเป็นรูปธรรมจามมติ ครม.ชาวเลเลย 

     มติ ครม.  มีข้อหนึ่งที่กำหนดให้มีวันชาติพันธุ์ชาวเล หลายคนก็คิดว่านี่คือจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะสามารถผลักดัน เรื่องราวชาวเลสู่สังคมสาธารณะให้เข้าใจเรื่องราววิถีชีวิต  ชาวเลอย่างมีนัยยะสำคัญ  ชาวเลเชื่อว่าปัญหาของเขาซึ่งถูกปิดตายมากว่า ๓๐๐ ปี จะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างพื้นที่สาธารณะทางสังคม 

alt     ซึ่งวันรวมญาติชาติพันธ์ชาวเล ในความเป็นจริงแล้วคือประเพณีดั้งเดิม ที่อยู่ในช่วงก่อนวันสาร์ทเดือนสิบของคนไทยในภาคใต้  ซึ่งชาวเลต้องออกไปเจอเพื่อนฝูงพี่น้องในงานกินบุญ  คือการไปนอนในเมือง  การไปอยู่ในตลาด  การไปอยู่ตามวัด ชาวเลทั้ง ๓ กลุ่มจะได้เจอกัน  เจอญาติพี่น้อง  พูดคุยถามสารทุกข์สุกดิบกันอยู่ป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว  พวกเขาเลยกำหนดวันก่อนประเพณีกินบุญ ให้เป็นวันรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเลขึ้น  แล้วงานนี้จะมีสาระสำคัญอย่างไรบ้าง  งานวันชาวเลคือการที่ชาวเลมาอยู่ร่วมกัน  กินนอนด้วยกัน  นำเรื่องราววิถีชีวิตมาแสดงทั้งที่เหมือนหรือต่างกันให้สังคมได้รับทราบ นำวัฒนธรรมการแสดงมาแลกเปลี่ยน ประชันกัน  เอาปัญหาเรื่องราวของคนกลุ่มชาติพันธุ์ที่เหมือนกัน ใกล้เคียงกัน  และต่างกันมาบอกกล่าวกัน  บอกสาธารณะ  บอกผู้มีอำนาจให้หันหลังกลับมาดูแลกลุ่มพวกเขาบ้าง  เช่นปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัย  ปัญหาที่ฝังศพ(สุสาน)  ที่ถูกรุกราน  ปัญหาไม่มีที่หากินในทะเล  ปัญหาการเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน  และอื่นๆ 

     “การรวมญาติในปี ๒๕๕๔ นี้ อยากเชิญชวนผู้ที่สนใจเรียนรู้เรื่องราวของพวกเราให้ได้เข้ามาร่วม  ทั้งนักวิชาการ  หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ตัวแทนรัฐบาล  และผู้สนใจทั่วไปมาให้กำลังใจกันครับ  เราก็ไปบอกพี่น้องเราให้มางานนี้กัน เพราะนี่คืองานพวกเรา”  ผู้ใหญ่มาศ  (ชาวเลเป็นผู้ใหญ่บ้าน )บอกว่า ชาวเลคือกลุ่มคนสำคัญที่หากินในทะเลอันดามัน  เราควรปกป้อง ฟื้นฟูวิถีชีวิตเราให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี  สมกับที่ได้ทำหน้าที่ปกป้องแผ่นดินนี้ที่ทำหน้าที่อาสาเป็นแนวหน้าปกป้องแผ่นดินในประวัติศาสตร์  ในทะเลไทยมาอย่างยาวนาน    

altalt

     ทั้งนี้ในปัจจุบันมีชุมชนชาวเล อาศัยในพื้นที่กว่า ๓๐  ชุมชนในพื้นที่ ๕ จังหวัดฝั่งทะเลอันดามัน คือ ภูเก็ต พังงา สตูล กระบี่และระนอง กว่า ๑๗,๐๐๐ คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงและส่วนหนึ่งประกอบอาชีพรับจ้าง เนื่องจากพื้นที่ชายทะเลที่เคยทำหากินมีการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีรีสอร์ท   หลังภัยสินามิมีพื้นที่ๆได้รับการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินและอยู่อาศัยในปัจจุบัน จำนวน ๑๐ ชุมชน  ๒,๐๐๐ กว่าครัวเรือนได่แก่ชุมชนทุ่งหว้า ชุมชนทับตะวัน จ.พังงา ชุมชนบ้านน้ำเค็ม (มีสามชุมชนย่อย)  ชุมชนหินกอง ชุมชนสะปำ จ.ภูเก็ต ชุมชนโต๊ะบาหลิว ชุมชนหัวแหลม  จ.กระบี่  ชุมชนเกาะเหลา จ.ระนอง    

     ปัญหาของพี่น้องชาวเลที่ยังต้องมีการพัฒนาและแก้ไขอีกต่อไปคือเรื่องที่อยู่อาศัย  เรื่องที่ดินทำกิน  เรื่องการประกอบอาชีพ  เรื่องสุขภาพ  เรื่องการศึกษาของเด็กๆ  เรื่องสถานที่ๆใช้เป็นสุสานและการประกอบพิธีกรรมเป็นต้น         

     ได้แต่หวังว่าสังคมจะไม่ปล่อยให้ชาวเลตกอยู่ในสภาพ  “จากผู้บุกเบิกต้องกลายเป็นผู้บุกรุก  จากผู้ปกป้องกลายเป็นผู้ทำลาย” และในระหว่างวันที่ ๒๔-๒๕ กันยายน ๒๕๕๔ นี้ ซึ่งเป็นวันขึ้น ๑๒-๑๓ ค่ำเดือนสิบ   เครือข่ายชุมชนชาวเล  เครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิและสิทธิชุมชน ร่วมกับหน่วยงานสนับสนุนจัดงาน “วันรวมญาติ ชาติพันธ์ชาวเล ”  ณ หาดชุมชนชาวเลบ้านราไวน์  จ.ภูเก็ต เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายชาวเล  การเผยแพร่วัฒนธรรมต่อสาธารณะ รวมทั้งการติดตามการแก้ปัญหาระดับนโยบายหลังจากที่ครม.เห็นชอบนโยบายการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล เมื่อ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๓   

altalt

ไมตรี  จงไกรจักร์  โทร.๐๘๙-๖๕๐๗๘๐๕ 
ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิ 

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ
ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้
กระทรวงพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์
การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
สภาพัฒนาการเมือง
องค์การมหาชน