Recommend Print

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน

ย้อนรอยปลาบึกน้ำโขง

(รายงานพิเศษ)

กลุ่มรักษ์เชียงของ /โครงการแม่น้ำและชุมชน

ย่างเข้าสู่ปีที่สามแล้วที่คนเชียงของไม่เห็นแม้เงาของปลาบึก มีข้อสงสัยหลายๆ อย่างว่าเกิดจากสาเหตุอะไร เขื่อนในจีน เรือขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น แม่น้ำขุ่นข้น หรือปริมาณการล่าที่เพิ่มอย่างรุนแรง หากปลาบึกเป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ลุ่มน้ำโขง สามารถประเมินสถานการณ์ได้ว่า แม่น้ำโขงกำลังเดินทางไปสู่วิกฤตที่เกิดจากกิจกรรมบริโภคนิยมเกินตัวของมนุษย์

ปลาบึกเป็นปลาน้ำจืดไม่มีเกล็ดหรือปลาหนังที่ใหญ่ที่สุดในโลก พบเฉพาะในลุ่มน้ำโขงเพียงแห่งเดียว ลำตัวยาวด้านข้างแบน สีเทาปนดำบริเวณหลัง ด้านท้องใต้แนวเส้นข้างลำตัวลงเป็นสีเหลือง ส่วนล่างสุดจะเป็นสีขาวเงิน หัวเล็ก จะงอยปากสั้นทู่ มีหนวดสั้นสองคู่ ตาเล็กอยู่ระดับเดียวกับมุมปาก ปลาวัยอ่อนมีฟันอยู่บนขากรรไกร กินไรน้ำ ตัวอ่อนแมลงและกินลูกปลาขนาดเล็กเป็นอาหาร เมื่อเจริญวัยฟันจะหลุดหายกินพืชเป็นอาหาร พืชที่ปลาบึกชอบ คือ ไก สาหร่ายแม่น้ำโขง ปลาบึกอาศัยอยู่ในน้ำลึกกว่าสิบเมตร ตัวใหญ่สุดน้ำหนักถึง 300 กว่ากิโลกรัม ยาว 2-3 เมตร สถานภาพใกล้สูญพันธ์ ปัจจุบันเราสามารถพบเห็นปลาบึกที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงน้ำหนักไม่เกิน 80 กิโลกรัม ตามบ่อเลี้ยงปลา หรืออ่างเก็บน้ำ

 

พ่ออุ๊ยซ้อ จินะราช พรานปลาบึกอายุ 76 ปี บ้านหาดไคร้ อ.เชียงของ จ.เชียงของ บรรพบุรุษอุ๊ยซ้อล้วนเป็นพรานปลาบึกทั้งสิ้น ตระกูลนี้จึงถูกเรียกขานกันว่า ตระกูลพรานปลาบึก อุ๊ยซ้อเองจับปลาบึกตั้งแต่อายุ 12 ปี และเป็นเรื่องปกติธรรมดาอย่างยิ่งสำหรับในเดือนเมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงจับปลาบึกที่ท่าหาดไคร้ ปลาบึกจำนวนมากที่จับได้จะถูกขาย ในอดีตจะขายให้กับคนลาว

ระยะหลังๆ เมื่อเนื้อปลาบึกมีการโหมโรงโฆษณาสรรพคุณว่าเป็นเหมือนยา การเดินทางของปลาบึกก็ไปสู่ภัตตาคารในเมืองใหญ่ต่างๆ เนื้อปลาบึกมีค่าเหมือนทองคำ ราคาขายสูงสุดถึงกิโลกรัมละ 340 บาท ราคานี้เป็นราคารับซื้อ หลังจากนั้นราคาก็จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย กลายเป็นเรื่องว่าครั้งหนึ่งในชีวิตหากได้กินเนื้อปลาบึกเหมือนขึ้นสวรรค์อะไรทำนองนั้น เวลานั้นฤดูกาลจับปลาบึกที่ท่าบ้านหาดไคร้ที่เชียงของก็ได้รับการโหมประโคมโฆษณา กลายเป็นเทศกาลแห่งการท่องเที่ยวไป

ขณะเดียวกันการก่อสร้างต่างๆ ในแม่น้ำโขงก็เกิดขึ้น เขื่อน 2 แห่งในประเทศจีน เสร็จเมื่อปี 2538 ท่าเรือน้ำลึกในประเทศริมแม่น้ำโขง การขนส่งสินค้าทางเรือ การค้าชายแดนที่คึกคักในอำเภอเชียงแสน และอำเภอเชียงของ เหล่านี้ประมวลได้ว่า แม่น้ำโขงถูกรบกวนจากกิจกรรมของมนุษย์ในยุคบริโภคนิยมอย่างรุนแรง อุ๊ยซ้อเล่าว่า นิสัยของปลาบึกนั้นจะชอบอาศัยในที่สงบ ไม่มีการรบกวนมากนัก และปลาบึกไวต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เวลาจับปลาบึก ต้องเงียบที่สุด ถ้าเผลอทำอะไรตกลงน้ำ แม้นิดเดียว ปลาบึกจะรับรู้ได้ แล้วหนีหายไปทันที

ฉะนั้น หลังจากมีการก่อสร้างเขื่อน สร้างท่าเรือ การขนส่ง จึงไม่เป็นที่น่าสงสัยว่า ทำไมปลาบึกจึงหายไป สถิติการจับปลาบึกสอดคล้องกับช่วงเวลาการก่อสร้างสิ่งประดิษฐ์ในแม่น้ำโขงของมนุษย์

ปี 2533 ท่าหาดไคร้จับปลาบึกได้ถึง 69 ตัว หลังปี 2538 เมื่อเขื่อนในจีนสร้างเสร็จ การค้าขายทางเรือเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว และนำมาสู่การสร้างท่าเรือน้ำลึกใน 4 ประเทศ ไทย พม่า ลาว จีน ปริมาณการจับปลาบึกลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว ปี 2539 จับได้ 7 ตัว และลดจำนวนลงมาเรื่อย จนล่าสุด เห็นปลาบึกครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2543 จับได้ 2 ตัว

ตั้งแต่นั้นมาย่างเข้าปีที่สามแล้ว ที่ยังไม่มีปลาบึกขึ้นมาที่ท่าหาดไคร้แห่งนี้ กิจกรรมสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ในแม่น้ำโขง ตั้งแต่เขื่อนในประเทศจีน ท่าเรือน้ำลึก การขนส่งทางเรือที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นตลอดเวลา จนถึงการระเบิดแก่งหินในแม่น้ำโขง ล้วนเป็นสาเหตุหลักที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณปลาบึกและปลาชนิดอื่นๆ นอกจากนั้น ไกซึ่งเป็นอาหารของปลาบึกที่เคยมีมากที่ท่าหาดไคร้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว การขึ้นลงของระดับน้ำที่ผิดจากธรรมชาติ ตลอดจนถึงการที่น้ำขุ่นข้น เพราะการระเบิดแก่งเป็นการทำลายไก และเมื่อไม่มีไกซึ่งเป็นอาหารของปลาบึก จึงไม่มีปลาบึก สถิตการลดลงของไกสอดคล้องกับการลดจำนวนลงของปลาบึกเช่นกัน

ปีพ.ศ.2543 เป็นปีที่ชาวประมงจับปลาบึกได้เพียง 2 ตัว และในปีนี้ก็เป็นปีที่ชาวบ้านเก็บไกได้น้อยเช่นกัน หลังจากนั้น ปลาบึกก็ไม่มีให้เห็น และไกก็เกิดช้าและมีจำนวนน้อยลงทุกปีเช่นปี เมื่อไม่มีไก อาจเป็นไปได้ว่า จะไม่มีปลาบึก...

ในอดีต ตลอดสายน้ำโขงที่ประเทศไทยสามารถพบเห็นปลาบึกได้ตลอดลำน้ำ ตั้งแต่เชียงแสน จ.เชียงราย จนถึงโขงเจียม ที่จ.อุบลราชธานี มีภาพเขียนสีรูปปลาบึก ที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม จ.อุบลราชธานี แสดงว่าพื้นที่นี้เคยมีการจับปลาบึก มีหมู่บ้านที่ปากแม่น้ำมูนบรรจบกับแม่น้ำโขงเรียกว่าหมู่บ้านเวินบึก ชาวบ้านเล่าว่า สมัยก่อนที่นี่ก็เป็นแหล่งจับปลาบึกแห่งหนึ่ง วังปลาบึกหรืออ่างปลาบึกที่จ.หนองคายเช่นเดียวกันที่แสดงว่าพื้นที่นี้เคยมีการจับปลาบึก ใกล้กันที่บ้านห้วยลึก อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย หมู่บ้านชายแดน ก็เคยมีการจับปลาบึก

ปัจจุบันแหล่งจับปลาบึกเหลืออยู่เฉพาะที่ท่าหาดไคร้ อ.เชียงของ จ.เชียงราย และที่นี่ประวัติศาสตร์กำลังซ้ำรอยตามแหล่งอื่นเช่นกัน ท่าหาดไคร้กำลังจะกลายเป็นตำนานการจับปลาบึก การจับปลาบึกกำลังจะเป็นเรื่องที่เล่าขานกัน แนวโน้มปริมาณปลาบึกลดจำนวนลงเรื่อย และคาดกันว่า อีกไม่นาน หากยังคงมีการรบกวนจากกิจกรรมของมนุษย์ในยุคบริโภคนิยมอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ ปลาบึกคงจะไม่โผล่ที่ท่าหาดไคร้อีกต่อไป  

ลุงเรียน จินะราช อดีตประธานชมรมปลาบึก บ้านหาดไคร้ กล่าวถึงสภาพพื้นที่ของท่าบ้านหาดไคร้ว่า ท่าหาดไคร้อยู่ในทำเลที่ดีกว่าที่อื่นๆ เพราะพื้นท้องน้ำแม่โขงเป็นกรวดหินเล็ก ไม่มีโขดหินก้อนผา แต่เป็นพื้นเรียบๆ ?เราจับปลากันด้วยวิธีการที่เรียกว่า ไหลมอง ต้องดำลงไปใต้น้ำ การมีโขดหินใต้น้ำเยอะ มองจะลงไปติด ทำเลตรงนี้จึงดีกว่าที่อื่นๆ ที่นี่มีการจับปลาบึกกันมาตั้งแต่สมัยปู่ยาตายาย ร่วม 100 กว่าปีได้แล้ว?

ชาวบ้านที่คุ้นเคยกับแม่น้ำโขงตั้งแต่เกิดรู้ดีว่า ปลาบึกไม่ได้อาศัยอยู่ที่ท่าบ้านหาดไคร้ แต่ที่นี่เป็นทางผ่านของปลาบึกเท่านั้นไม่มีใครรู้ที่อยู่อาศัยที่แท้จริงของปลาบึก ยังคงเป็นปริศนา ชาวบ้านซึ่งคุ้นเคยกับแม่น้ำโขงพูดอย่าง นักวิชาการผู้มีปริญญาบัตรรับรองก็พูดไม่เหมือนกัน นักวิชาการเชื่อว่า ปลาบึกเดินทางมาจากโตเลสาป ทะเลสาบน้ำจืดประเทศกัมพูชาเมื่ออุณหภูมิของแม่น้ำเปลี่ยน ปลาที่เจริญวัยเต็มที่จะต้องว่ายทวนน้ำขึ้นมาเพื่อไปวางไข่ในทะเลสาบตาลี แถบมณฑลยูนาน ประเทศจีน เป็นระยะทางถึง 3,000 กิโลเมตร ปลาบึกว่ายทวนกระแสน้ำจากอุบลราชธานี มาหนองคาย ผ่านเชียงของ เชียงแสน รัฐฉานในประเทศพม่า และเข้าสู่ประเทศจีน ส่วนชาวบ้านเชื่อกันว่ามีวังปลาบึกอยู่ถ้ำลึกใต้แม่น้ำโขงบริเวณหลวงพระบางและแขวงไซยะบุรี และพอวันสงกรานต์ พวกภูติผีที่ดูแลเฝ้าถ้ำจะออกมา ปลาบึกจะเดินทางขึ้นมาด้วย เพราะฉะนั้นชาวบ้านจึงมีความเชื่อกันว่า ถ้าจะจับปลาบึกได้ต้องทำพิธีขอ ที่นี่จึงมีการทำพิธีไหว้ขอผีเพื่อจับปลาบึกกันทุกปี และเมื่อจับปลาบึกได้ ก็ต้องมีพิธีขอบคุณผีด้วย

อนึ่งสำหรับพิธีการไหว้ปลาบึกนั้น ภายหลังที่การจับปลาบึกที่ท่าหาดไคร้กลายเป็นแหล่งทำเงินเพื่อการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งนั้น ที่นี่จึงมีพิธีกรรม 2 อย่าง พิธีแรกซึ่งจะทำกันประมาณวันที่ 16 หรือ 17 เมษายนของทุกปีนั้น เรียกว่า พิธีเลี้ยงลวง คือการไหว้ผีเจ้าที่เพื่อขอจับปลาบึก และขอโชคชัยในการจับปลาบึก ส่วนพิธีที่ทำกันต่อมานั้น ในปีนี้ (พ.ศ.2546) จัดวันที่ 18 เมษายน นั้น เกิดขึ้นจากการส่งเสริมการท่องเที่ยว กลายเป็นพิธีบวงสรวงปลาบึก เป็นการบูรณาการขึ้นมาเพื่อการท่องเที่ยวและประเพณีสงกรานต์ ความเชื่อว่า ปลาบึกอาศัยอยู่ในถ้ำใต้แม่น้ำโขงบริเวณหลวงพระบางนี้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่า บริเวณแม่น้ำโขงในเขตหลวงพระบางและแขวงไซยะบุรี ประเทศลาว มีวังน้ำขนาดลึกตั้งแต่ 2-3 เมตร จนถึงมากกว่า 20 เมตร เป็นจำนวนมาก วังน้ำหล่านี้อยู่กึ่งกลางระหว่างแก่งต้นน้ำกับแก่งท้ายน้ำ และวังน้ำนี้เป็นที่อยู่อาศัยที่สำคัญอย่างยิ่งของปลาของแม่น้ำโขงในช่วงฤดูแล้ง ไม่ว่าจะเป็นปลาที่เดินทางเคลื่อนย้ายไปมาตามฤดูกาล หรือปลาที่อาศัยอยู่เฉพาะถิ่น

ชาวประมงในแขวงไซยะบุรี ประเทศลาว มีความเชื่อกันว่า ปลาบึกอาศัยอยู่ในเขตวังน้ำที่บ้านม่วงเลียบในฤดูแล้ง ก่อนที่ออกมาเพื่อว่ายน้ำเล่นที่ท่าบ้านหาดไคร้ เชียงของ ประเทศไทย ไม่ว่าความเชื่อเรื่องที่อยู่อาศัยของปลาบึกจะเป็นเช่นไรก็ตาม ปัจจุบันนี้แหล่งสุดท้ายในประเทศไทยที่จะเห็นปลาบึกได้ กำลังจะเลือนหายไปท่าหาดไคร้แห่งนี้ การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตชนิดใดก็ตามบนโลกใบนี้ กระทบกับความสัมพันธ์ที่เป็นห่วงโซ่ถึงกันทั้งหมด ถ้าไม่มีปลาบึกอีกต่อไป ไม่แน่ว่าธรรมชาติจะแปรปรวนไปอีกเท่าไร

ต่อไปนี้ ทุกปีเมื่อถึงฤดูกาลจับปลาบึกที่เคยทำกันมา บรรยากาศความคึกคัก ความตื่นเต้น การเฝ้ารอและความอดทน จะกลายเป็นเพียงอดีต เราคิดถึงปลาบึก ถวิลหาความสุขอันอุดมสมบูรณ์ คิดถึงภาพคนทุกวัยจดจ่อร่วมกันเมื่อเห็นการปรากฏตัวของปลาบึก ต่อไปนี้จะมีเพียงความคิดถึง เราจะทำได้เพียงแค่คิดถึงปลาบึกที่เชียงของเท่านั้น หรือต้องทำอะไรเพื่อปลาบึกกลับคืนมา.


สำนักข่าวประชาธรรม Prachadarma news net (PNN)
77/1ม.5 ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200
Email : newspnn@hotmail.com
โทร.01-568-5670

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ
ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้
กระทรวงพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์
การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
สภาพัฒนาการเมือง
องค์การมหาชน