Recommend Print

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน

ชีวิตที่พอเพียงของ?ลุงจวน ผลเกิด

?ถ้าอยากจะให้ชีวิตมีความสุข ไม่เป็นหนี้เป็นสิน เราต้องเขียนคำว่า ?พอ?
ให้เป็น ต้องรู้จักตนเอง ไม่ฟุ่มเฟือย ประหยัด ไม่เล่นการพนัน ไม่ติดอบายมุข
และต้องมีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา แล้วชีวิตของเราก็จะมีความสุขตลอดไป?

ข้อความที่แฝงไปด้วยข้อคิดข้างต้นนี้ กล่าวโดย ?ลุงจวน ผลเกิด? ปราชญ์ชาวบ้านอาวุโสวัย 67 ปี แห่งตำบลโพธิ์ไทรงาม กิ่งอำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร ฟังแล้วทำให้ได้ข้อคิดหลายอย่างเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอยู่บนโลกอันสับสนวุ่นวายใบนี้

ลุงจวน ผลเกิด พื้นเพเดิมเป็นชาวสิงห์บุรี เกิดและใช้ชีวิตในวัยเด็กอยู่ที่นั่น พอเติบโตเป็นหนุ่มก็ย้ายไปทำงานอยู่ที่จังหวัดลพบุรี เป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้นได้ย้ายไปทำงานรับจ้างขุดมันสำปะหลังอยู่ที่อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ได้ค่าแรงวันละ 25 บาท และได้จับจองที่ดินในบริเวณนั้นทำการเกษตร จำนวน 39 ไร่ แต่ต่อมาก็ต้องถูกขอให้อพยพออกจากพื้นที่ เพราะทางหน่วยงานของรัฐบอกว่าที่ดินในบริเวณนั้นตั้งอยู่ในเขตของวนอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น ลุงจวนและครอบครัวเลยอพยพมาอยู่ที่หมู่ 3 ต.โพธิ์ไทรงาม กิ่ง อ. บึงนาราง จ.พิจิตร โดยในช่วงแรกมาทำงานรับจ้างทั่วไป คราวหนึ่งเจ้าของไร่อ้อยที่ลุงทำงานด้วยเห็นว่าลูกจ้างหลายคนไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง เลยแบ่งที่ดินส่วนหนึ่งขายให้กับลูกจ้าง ของตนเอง เพื่อให้ทุกคนได้ใช้สำหรับทำกิน ลุงจวนกับเพื่อนๆ เลยรวมตัวกันซื้อที่ดินจากนายจ้าง ในราคาไร่ละ 14,700 บาท เฉลี่ยแล้วแต่ละคนได้ที่ดินสำหรับทำกินเพียงคนละ 6 งาน เท่านั้น

ชีวิตเริ่มต้นตอนวัยชรา

ลุงจวน เล่าให้ฟังว่า หลังจากที่ได้ที่ดินมาแล้ว ตอนแรกก็คิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรกับที่ดินผืนนี้ เพราะเป็นที่ดินขนาดเล็ก และตนเองก็อายุมากแล้ว ต่อมาได้ทดลองปลูกพืชผักหลายอย่าง ช่วงแรกๆ จะปลูกถั่วฝักยาวเพื่อนำไปจำหน่าย มีการขุดบ่อขนาดเล็กเพื่อเลี้ยงปลาขาย ช่วยทำให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวไปวันๆ

ในปี พ.ศ.2537 ลุงสมบัติ จันทร์เชื้อ แกนนำเครือข่ายโพทะเลร่วมใจพัฒนา ได้ชวนตนเองไปเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มฯ ช่วงเข้าไปเป็นสมาชิกใหม่ๆ 3 เดือนแรกนั้น ยอมรับว่าไม่ได้อะไรสักอย่าง ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ในปี 2538 มีโอกาสได้ไปดูงานในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ไปเห็นการทำงานของแต่ละพื้นที่ ได้ทำการจดและบันทึกการทำงานของทุกท้องที่ ได้เห็นรูปแบบและได้แนวคิดใหม่ๆ หลายอย่าง จุดประกายความคิดทำให้อยากจะลองทำอย่างเขาดูบ้าง

การเกษตรแบบลุงจวน

เมื่อเห็นผลสำเร็จของคนอื่น ทำให้ลุงจวนมีความคิดที่จะทดลองทำการเกษตรแบบผสมผสานขึ้นในพื้นที่อันเล็กกระจิ๊ดริ๊ดเพียง 6 งานของตนเอง โดยช่วงแรกได้ทำการขุดแปลงปลูกผักนานาชนิดขาย เพื่อนำเงินมาเป็นต้นทุน รวมทั้งทุนที่เอามาจากแม่บ้านด้วยส่วนหนึ่ง พอได้ทุนมาแล้ว ก็เริ่มขุดหลุมเพื่อปลูกพืชผลกินได้ ซึ่งมีพืชผลหลายอย่างที่ลุงจวนปลูกขึ้น เช่น ส้มโอ ส้มเขียวหวาน ฝรั่ง ละมุด สละ ทับทิม ลำไย ลิ้นจี่ กระท้อน ระกำ กล้วย ขนุน พุทรา สะระแหน่ พริก มะเขือ แก้วมังกร มะละกอ ผักบุ้ง ขิง ข่า มะกรูด มะนาว ขมิ้นชัน ชะอม ตะไคร้ อ้อย กระเพรา แมงลัก โหระพา เป็นต้น โดยพืชที่ปลูกมากที่สุดก็คือส้มโอ เพราะปลูกง่าย ดูแลง่าย ให้ผลผลิตดี และราคาก็ดีด้วยเทคนิคการปลูกพืชของลุงจวน

ในการปลูกพืชเพื่อให้ได้ผลผลิตดีนั้น ลุงจวนบอกว่า ต้องรู้จักการวิเคราะห์ดินว่าที่ดินส่วนไหนเหมาะแก่การปลูกพืชชนิดใด จากนั้นก็ลงมือขุดแปลงหรือหลุมสำหรับใช้ในการปลูก โดยมีเทคนิคที่สำคัญก็คือ ให้เอาหน้าดินส่วนบนสุดลงไปอยู่ข้างล่าง และเอาดินที่อยู่ข้างล่างขึ้นมาไว้ด้านบน ทั้งนี้เพราะว่าหน้าดินชั้นบนสุดจะอุดมไปด้วยปุ๋ยหรือสารอาหารที่พืชต้องการ เมื่อปลูกพืชลงไปแล้ว พืชจะสามารถดูดสารอาหาร เหล่านั้นได้ทันที ทำให้พืชเติบโตและให้ผลผลิตเร็ว ยิ่งถ้าหากนำปุ๋ยหมักชีวภาพมาผสมกับดินตอนปลูกด้วย จะยิ่งทำให้พืชเติบโตเร็วและให้ผลผลิตเพิ่มมากยิ่งขึ้นวิธีจัดการแมลงศัตรูพืช

ในการปลูกพืชหรือผลไม้นั้น ปัญหาที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ ก็คือ ปัญหาแมลงนานาชนิดมากัดกินและทำลายพืชผล ทำให้พืชผลได้รับความเสียหาย หลายคนต้องนำยากำจัดแมลงมาใช้ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย เพราะแม้จะสามารถกำจัดแมลงได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ รวมทั้งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของตนเองด้วย

แต่สำหรับลุงจวนแล้ว วิธีการจัดการกับศัตรูพืชที่ดีที่สุด ก็คือ การกำจัดโดยใช้สารสกัดชีวภาพที่ทำจากพืชสมุนไพรในท้องถิ่น โดยจะสังเกตดูว่าพืชชนิดใดบ้างที่มีกลิ่นแรงและ แมลงไม่ชอบกัดกิน จากนั้นก็นำเอาพืชหรือสมุนไพรเหล่านั้นมาหมักไว้ เพื่อสกัดเป็นสารปราบศัตรูพืชต่อไป

เทคนิคการจัดการแมลงที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของลุงจวน ก็คือ การทำกับดักแมลงวันทอง โดยการนำเอาขวดน้ำอัดลมหรือขวดน้ำดื่มพลาสติกขนาด 1 ลิตร มาเจาะให้เป็นรูเล็กๆ รอบขวด 4-5 รู แล้วนำเอาใบกระเพรามาตำให้ละเอียดแล้วใส่ไว้ในขวด จากนั้นก็นำไปแขวนไว้ตามต้นไม้ผลต่างๆ เช่น ฝรั่งและส้มโอ เป็นต้น เมื่อแมลงวันทอง(ซึ่งไม่ชอบของเหม็น แต่ชอบกลิ่นของหอม)ได้กลิ่นกระเพราในขวดพลาสติกก็จะบินเข้าไปในขวด พออยู่ในขวดนานๆ ก็ตาลายมึนงง ออกไม่ได้ และตายในที่สุด นับเป็นวิธีการจัดการแมลงวันทองได้อย่างยอดเยี่ยมและชาญฉลาดที่สุด

การเพาะเลี้ยงสัตว์ขาย

นอกเหนือจากการปลูกพืชผลแล้ว ลุงจวนก็ยังได้สร้างบ่อเลี้ยงปลาขึ้นด้วย โดยปลาที่เลี้ยง มีหลายชนิด เช่น ปลานิล ปลาทับทิม และปลาหมอ เป็นต้น บางช่วงก็เลี้ยงกบ อึ่งอ่าง และปลาไหลด้วย แต่มีปัญหาเรื่องการดูแล ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ ปัจจุบันเลยเลี้ยงปลาอย่างเดียว และปลาที่กำลังเลี้ยงอยู่ตอนนี้ ก็คือปลาหมอ เพราะโตเร็ว ราคาดี และไม่มีคู่แข่งเหมือนปลาอื่นๆ เนื่องจากเป็นปลาที่เลี้ยงยาก ต้องมีเทคนิคในการเลี้ยง จึงจะได้ผล

ในเรื่องการเพาะเลี้ยงสัตว์ขายนั้น ลุงจวนได้เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ขำๆ ที่เกิดขึ้นให้ฟังว่า คราวหนึ่งตนเองรู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้นำลูกอึ่งอ่างจำนวนหลายร้อยตัวมาเลี้ยงในบ่อที่สร้างไว้ แต่ยิ่งเลี้ยงก็ยิ่งขาดทุน เพราะอึ่งอ่างหนีไปวันละหลายตัวจนหมดบ่อ เนื่องจากอึ่งอ่างเป็นสัตว์ที่สามารถไต่หรือปีนต้นไม้หรือขอบบ่อได้ ตนเองไม่ได้ทำฝาปิดด้านบน ทำให้อึ่งอ่างปีนหนีหมด การเลี้ยงอึ่งอ่างจึงประสบความล้มเหลวตั้งแต่ตอนเริ่มต้น เมื่อเป็นอย่างนี้ก็เลยหันมาเลี้ยงปลาดีกว่าเทคนิคการขายของลุงจวน

การทำเกษตรกรรมแบบผสมผสานของลุงจวนนั้น ในเบื้องต้นมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการเก็บไว้กินเอง แต่ตอนมาเมื่อมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ก็นำออกไปจำหน่ายด้วย โดยสถานที่ที่ลุงจวนนำไปจำหน่ายก็คือตามตลาดนัดต่างๆ โดยมีเทคนิคการขายที่น่าสนใจ ก็คือ จะนำผัก ผลไม้ หรือปลาออกมาวางไว้ที่แผงจำหน่ายทีละนิดทีละน้อย จะไม่นำออกมาหมดในครั้งเดียว เมื่อคนเห็นว่าเหลือน้อยและใกล้จะหมดแล้ว ก็จะรีบพากันซื้อ จากนั้นลุงจวนก็ค่อยๆ เอาส่วนที่เหลือออกมาวางไว้อีก ทำให้ขายได้เรื่อยๆ และขายหมดทุกครั้ง

การจัดการเงินของลุงจวน

ถึงแม้ว่าลุงจวนจะมีที่ดินอยู่เพียงแค่ 6 งานเท่านั้นก็จริง แต่การทำเกษตรกรรมแบบผสมผสานและปลอดสารเคมีช่วยทำให้ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก ในขณะเดียวกันกลับทำให้มีผลผลิตตลอดปี ทำให้ไม่ขัดสนเรื่องเงินทอง ไม่ต้องเป็นหนี้สิน แต่มีรายได้เกิดขึ้นทุกวัน โดยเงินทองที่ได้มานั้น ลุงจวนจะจัดการแบ่งออกเป็น 4 ส่วนเท่าๆ กัน คือ ส่วนแรกมอบให้ภรรยาและลูกๆ ส่วนที่สองมอบให้พ่อแม่หรือบุพพการีผู้มีพระคุณ ส่วนที่สามสำหรับใช้สอยในชีวิตประจำวัน และส่วนที่สี่เก็บออมเอาไว้สำหรับใช้ในคราวจำเป็นหรือยามฉุกเฉิน ซึ่งเป็นการบริหารจัดการเงินที่ได้ผลอย่างดีและเป็นตัวอย่างที่ทุกคนควรจะนำไปประพฤติปฏิบัติตาม

บทเรียนจากการใช้สารเคมี

ลุงจวนเล่าให้ฟังอีกว่า ตอนที่ทำไร่มันสำปะหลังอยู่ที่พิษณุโลก เคยใช้สารเคมีในการทำการเกษตร ทั้งปุ๋ยและยาฆ่าแมลง วันหนึ่งตนเองถอดเสื้อฉีดยาในไร่มันสำปะหลัง พอเสร็จแล้วก็ม้วนบุหรี่สูบทั้งที่ยังไม่ล้างมือ ทำให้เกิดอาการหน้ามืดและวิงเวียนศีรษะอย่างแรง จึงไปหาหมอ ซึ่งตรวจพบว่ามีสารเคมีสะสมอยู่ในร่างกายจำนวนมาก ต้องงดใช้สารเคมี มิเช่นนั้นอาจจะทำให้ตายได้ เลยตัดสินใจเลิกใช้สารเคมีตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และทุกวันนี้ก็รู้สึกกลัวสารเคมีมาก

บทเรียนจากการใช้สารเคมีในอดีต ทำให้ลุงจวนมองเห็นพิษภัยของสารเคมีที่มีผลกระทบต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม และหันมาสนใจการทำการเกษตรแบบผสมผสานและการเกษตรแบบปลอดสารเคมีอย่างจริงจังตราบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกใจเลย ที่จะมีคนมาซื้อผลิตผลของลุงจวนอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้เนื่องจากจะราคาถูกกว่าที่อื่นแล้ว ก็ยังไม่ต้องกังวลเรื่องสารพิษในอาหารด้วย

ศูนย์เรียนรู้เกษตรกรรมผสมผสานและปลอดสาร

จากความสำเร็จของลุงจวนในการทำเกษตรกรรมแบบผสมผสานและปลอดสารเคมี ทำให้มีคนมาศึกษาเรียนรู้และดูงานที่บ้านของลุงจวนอย่างสม่ำเสมอ ทั้งหน่วยงานของรัฐ เอกชน องค์กรชุมชน และชาวต่างประเทศ บ้านและสวนของลุงจวนจึงถูกตั้งให้เป็น ?ศูนย์การเรียนรู้การทำเกษตรกรรมแบบผสมผสานและปลอดสารเคมี? โดยมีลุงจวนเป็นผู้ทำหน้าที่ในการถ่อยทอดความรู้ให้ปราชญ์ชาวบ้าน และครู วปอ.ภาคประชาชน

ลุงจวนมิใช่จะเป็นเพียงแค่ชายชราสูงอายุทั่วไปคนหนึ่งเท่านั้น หากแต่ยังเป็นผู้ที่มีแนวความคิดที่เฉียบคม มีความอดทน กล้าหาญ มีภูมิความรู้ที่หลากหลาย จนทำให้ได้รับการยกย่องจากหน่วยงานของรัฐและองค์กรชุมชนว่าเป็น ?ปราชญ์ชาวบ้าน? ของจังหวัดพิจิตรและของประเทศ

ด้วยผลงานและความสำเร็จที่ปรากฏเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนนี้เอง ในปี พ.ศ. 2544 ลุงจวนจึงได้รับเชิญให้เป็น ?ครู? ในโครงการอบรมวิทยากรกระบวนการเปลี่ยนแปลงสู่การพึ่งพาตนเองและพึ่งพากันและกัน(วปอ.ภาคประชาชน) ซึ่งดำเนินการโดยมูลนิธิร่วมพัฒนาพิจิตร ชมรมเกษตรกรรมธรรมชาติและอาหารปลอดสารพิษ สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เพราะพิจารณาเห็นว่าลุงจวนเป็นปราชญ์ชาวบ้านที่มีความรู้ความสามารถที่สำคัญคนหนึ่งในระดับประเทศ โดยให้มีหน้าในการสอนและถ่ายทอดวิธีการทำการเกษตรแบบผสมผสานและปลอดสารเคมี การตลาด การอนุรักษ์วัฒนธรรม และกลุ่มออมทรัพย์ ซึ่งได้ทำการอบรมนักเรียน วปอ.ภาคประชาชน มาแล้ว 9 รุ่นด้วยกัน

ชีวิตที่พอเพียง ลุงจวนเล่าให้ฟังว่า ทุกวันนี้ตนเองไม่ได้ออกไปหาเงินเหมือนแต่ก่อน แต่เงินจะเป็นฝ่ายมาหาเอง ยิ่งนิ่งเท่าไหร่ ก็ยิ่งมาหามากขึ้น พอใจแล้วกับการใช้ชีวิตอยู่กับที่ดินเพียง 6 งาน มีความสุขมากกับชีวิตที่กำลังเป็นอยู่ มีความสุขที่ไม่ต้องมีหนี้สิน มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ในชีวิตนี้ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว จะขอใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียง และวันเวลาของชีวิตที่เหลืออยู่ ตนก็จะขอทำความดีทุกๆ อย่างเพื่อใช้หนี้แผ่นดินเกิด ที่ได้มอบชีวิตอันแสนสุขและอบอุ่นให้กับตนเองเสมอมา

?ชีวิตนี้ไม่มีอะไรสายสำหรับการเริ่มต้น?.เราเกิดมาบนแผ่นดิน อาศัยแผ่นดินเป็นที่ทำมาหากิน เพราะฉะนั้นเราต้องทำความดีเพื่อใช้หนี้แผ่นดิน? ลุงจวนกล่าวส่งท้าย

บทส่งท้าย

เรื่องราวของลุงจวน ผลเกิด ปราชญ์ชาวบ้านแห่งจังหวัดพิจิตร เป็นกรณีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า การทำเกษตรกรรมแบบผสมผสานและปลอดสารพิษนั้น เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรไทย และสามารถจะทำได้ในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่หรือพื้นที่ขนาดเล็กเพียง 6 งานอย่างของลุงจวน ซึ่งนอกจากจะทำให้ไม่ต้องลงทุนมาก แต่มีผลผลิตตลอดปี มีรายได้อย่างสม่ำเสมอ และไม่เป็นหนี้เป็นสินแล้ว ยังเป็นปัจจัยเกื้อกูลทำให้สุขภาพมีความเแข็งแรง มีสิ่งแวดล้อมดี มีวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ และทำให้ชีวิตดำเนินไปอย่างมีความสงบสุขบนฐานของความพอใจและความพอเพียง.

เรื่อง/ภาพ : ตะวัน สีฟ้า

ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ
ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้
กระทรวงพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์
การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
สภาพัฒนาการเมือง
องค์การมหาชน