playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

 

IMG_1380_resize.JPG

ตำบลรมณีย์ อำเภอกะปง จังหวัดพังงา ชาวบ้านส่วนใหญ่ปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมันเป็นอาชีพหลัก นิยมปลูกบ้านเรือนอยู่ติดๆ กัน มีบางส่วนที่ปลูกบ้านในบริเวณสวนของตนเอง นับถือศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่ ในยุคสมัยที่น้ำยางพารามีราคาดี ชาวบ้านบางส่วนจึงขายที่ดินและขายสวนยางพาราให้แก่นายทุนเพื่อหวังเงินก้อน เมื่อนายทุนเข้ามาประกอบธุรกิจในพื้นที่ ต.รมณีย์ มากเข้าๆ ก็เริ่มมีการรุกป่าถางพงเพื่อขยายพื้นที่สวนยางพารา ส่งผลต่อพื้นที่ป่าที่มีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว เกิดปัญหาน้ำท่วม หน้าดินพัง น้ำแล้ง

สมาชิกและคณะกรรมกองทุนสวัสดิการชุมชนของหมู่บ้าน ต่างเล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาที่ก่อให้เกิดภัยธรรมชาตินี้ จึงร่วมกันรวบรวมกำลังพล ระดมสมอง ค้นหาต้นสายปลายเหตุที่สิ่งแวดล้อมในชุมชนของตนได้เปลี่ยนแปลงไปจากสมัยเด็กมากมายนัก และเพื่อพบเจอสาเหตุ พวกเขาจึงช่วยกันหาทางป้องกันและแก้ไข จนกลายเป็นโครงการ “ปลูกป่าทดแทน” เพื่อเป็นการอนุรักษ์และฟื้นฟูผืนป่าในชุมชนเอาไว้ให้ลูกหลาน

IMG_1381_resize.JPG

 

ผ่านไป 10 ปีโครงการปลูกป่าทดแทนของชาวบ้านในตำบลรมณีย์ได้ออกดอกผล ให้ชุมชนได้ชื่นใจ กลายเป็นป่าไม้ผืนใหญ่ที่คอยคุ้มกันภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นกับชาวบ้านที่นี่ โดยมีตัวอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนอยู่ในเขตวัดรมณีย์ ที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมไม้ร่วมมือกันระหว่างชุมชนและวัดในการปกปักษ์รักษาป่า และเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาทางกลุ่มได้เริ่มทำทะเบียนต้นไม้ และเก็บข้อมูลให้เป็นระบบระเบียบ รวมทั้งร่วมกันสร้างกติกาการตัดไม้ในชุมชนและการปลูกทดแทน อย่างจริงจังมากขึ้น

“ไม้ที่เราปลูกไว้ตอนนี้ มันโตเต็มที่จนเราสามารถโค่นได้แล้ว ดีกว่าไปตัดไม้ทำลายป่า อยากได้ไม้ เราก็ควรปลูกเอง และรู้จักรอ พอจะตัดก็ต้องปลูกทดแทน ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ” กัลยา โสภารัตน์ หรือพี่เหมีย ประธานสภาองค์กรชุมชน ต.รมณีย์ อ.กะปง จ.พังงา เล่าให้ฟังถึงแนวคิดที่นอกเหนือไปจากการรักษาป่าดั้งเดิมไว้
แต่ปัญหาในชุมชนไม่ได้จบแค่การปลูกป่าทดแทน เมื่อยางพาราที่เคยมีราคาดี มีความต้องการสูง กลับมีราคาตกต่ำลงเรื่อยๆ รายได้ของชาวสวนยางในตำบลรมณีย์ ก็พลอยตกต่ำไปตามราคายาง กลายเป็นปัญหาใหญ่ของชุมชนที่ต้องร่วมกันหาทางแก้ไขอีกครั้ง
“สภาองค์กรชุมชนที่ได้จัดตั้งขึ้นก็ลุกมาทำเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำ พอเศรษฐกิจตกต่ำ ค่าใช้จ่ายสูง ถ้าเรายังใช้พวกเคมี มันมีต้นทุนราคาสินค้าทุกอย่างที่เราต้องเอามาใช้ แต่ถ้าเราหันกลับมาปลูกและกินพวกเกษตรอินทรีย์ เราไม่ต้องไปใช้พวกยาฉีดอะไรเลยไม่ต้องซื้อ พอเราเริ่มมาทำเกษตรอินทรีย์เราใช้ขี้ช้างมาทำปุ๋ย ผลที่เราได้รับคือ ดินผลุย ต้นทุนการผลิตถูก และรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งการลดรายจ่ายก็เหมือนทุนของชุมชน เมื่อเราทำตรงนี้ก็ลดค่าปุ๋ยเคมีในสวนยางสวนปาล์ม พืชผักที่ปลูกไว้ก็ได้กินของที่ปลอดสารพิษ นี่คือหลักสำคัญ ถ้าสุขภาพดี ร่างกายดี ทุกคนก็ดีทั้งหมด” พี่เหมีย เล่าถึงบทบาทของสภาองค์กรชุมชนในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของชุมชน
วาสนา ทองสุข นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ต.รมณีย์ อ.กะปง จ.พังงา กล่าวในเรื่องนี้ว่า “ผมในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ต.รมณีย์ ก็สนับสนุนให้พี่น้อง ต.รมณีย์ ใช้ปุ๋ยชีวภาพ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อทำการเกษตรอย่างยั่งยืนครับ”

IMG_1395_resize.JPG

ที่นี่มีปางช้างถึง 3 แห่ง แต่ละแห่งมีช้างมากถึง 60 – 70 เชือก ชาวบ้านที่ตำบลรมณีย์ก็ไม่ปล่อยให้มูลช้างเหล่านี้เสียเปล่า แต่นำไปสร้างมูลค่าด้วยการทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้ในสวนยางสวนปาล์มของตน แม้จะไม่ได้นำมูลช้างไปทำปุ๋ยไว้ขายเพื่อเพิ่มรายได้ แต่อย่างน้อยๆ ก็ช่วยลดรายจ่ายจากการใช้ปุ๋ยเคมีไปได้ 100%

เมื่อลดรายจ่ายได้แล้ว ทางชุมชนก็ได้ร่วมกันหาทางเพิ่มรายได้ให้ชุมชนและชาวบ้าน โดยเริ่มต้นจากสิ่งดีๆ ที่ตนมีในชุมชน นั่นคือ “บ่อน้ำพุร้อน” โดยร่วมกันทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ที่มีคณะกรรมการและคณะทำงานเป็นในกลุ่มในชุมชนมาดูแลและบริหารจัดการ โดยนักท่องเที่ยวก็มีทั้งคนในชุมชน และ ชาวต่างชาติ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาจาก จ.ภูเก็ต

“เฉลี่ยก็มีนักท่องเที่ยวมาวันละ 60 - 70 คนก็จริง เรามีรายได้จากบ่อน้ำพุ และรวมค่าขายน้ำดื่มที่ชุมชนทำจากประปาภูเขา ก็ได้ปีละเป็นล้าน”
รายได้ที่ได้จากการท่องเที่ยว นอกจากจะปันผลให้สมาชิกแล้ว ยังมีค่าตอบแทนน้ำใจให้แก่กรรมการ และพนักงานที่มาช่วยดูแลบ่อน้ำพุด้วย จุดเด่นของกองทุนสวัสดิการที่นี่คือ การดูแลคน ซึ่งคนในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ชาวบ้านในชุมชนเท่านั้น แต่หมายถึง “ทุกคน” ทั้งเหล่าสมาชิก คณะกรรมการ และคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่สมาชิกด้วย ทุกคนที่อยู่ในชุมชนก็ต่างได้รับสิทธิ์นี้ เป็นการช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกันในชุมชน โดยเริ่มต้นแต่แรกจากที่มีสมาชิกแค่ 9 คน เวลาผ่านไป 14 ปี “กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลรมณีย์” มีสมาชิกจำนวน 900 กว่าคน มีกรรมการจำนวน 28 คน โดยจะยึดหลัก 3 อย่างในการทำงานพัฒนาชุมชน คือ 1) อดทน 2) เสียสละ และ 3) รับฟัง หากทำครบ 3 อย่างนี้อย่างสม่ำเสมอแล้วทุกคนจะเชื่อใจเรา

IMG_1394_resize.JPG

“เป้าหมายของสภาองค์กรชุมชน คือ ให้คนในชุมชน พึ่งตนเองได้ โดยที่ไม่ต้องไปหาสิ่งของภายนอกเข้ามา ตอนนี้สภาองค์กรชุมชนเกิดที่ไหน ตรงนั้นจะเดินได้สบาย เราใช้สภาองค์กรชุมชนขับเคลื่อนทุกกลุ่มที่เราทำอยู่ เราเดินด้วยตนเอง เราเดินโดยที่เราไม่เคยมุ่งไปหางบประมาณเลย พี่ทำพี่จะไม่หางบประมาณเลย เพราะเราคิดว่าถ้าเราไม่ยืนขึ้นก่อน ก็ไม่มีใครมาช่วยยืนกับเรา เราภูมิใจที่เราทำให้ทุกคนมีความสุข ที่เราทำให้ทุกคนมีสวัสดิการ ที่เราทำให้ทุกคนมีทีพึ่ง นี่คือสิ่งสำคัญ”นี่คือเป้าสำคัญของสภาองค์กรชุมชนตำบลรมณีย์ ที่พี่เหมียบอกไว้

IMG_1393_resize.JPG

IMG_1392_resize.JPG

IMG_1448_resize.JPG

 

 

*******************************************************************

สนับสนุนการผลิตโดย : คณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์เศรษฐกิจฐานราก ร่วมกับสำนักสนับสนุนขบวนองค์กรชุมชน และสำนักสื่อสารการพัฒนา สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter