playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

P1330111“คนจรจัด”,  “คนเร่ร่อน, “คนข้างถนน”, “คนไม่มีบ้าน”  ฯลฯ  ไม่ว่าสังคมจะเรียกขานคนเหล่านี้ว่าอย่างไร  แต่พวกเขาก็ถือว่าเป็นกลุ่มคนที่ลำบากยากไร้ที่สุดในสังคมเมือง  และยินดีที่จะเรียกตัวเองว่าเป็น “คนจนจัด”มากกว่า  เพราะแม้แต่คนที่อยู่ในสลัม  คนที่อาศัยอยู่ใต้สะพาน  หรือตามริมคลอง  ก็ยังมีบ้าน  หรือมีเพิงพักเอาไว้เป็นที่หลับนอนกันแดดคุ้มฝน  ไม่ต้องร่อนเร่พเนจรไปไหน..... 

วิถี “คนจนจัด”

                กรุงเทพฯ เป็นแม่เหล็กยักษ์ที่ดึงดูดความหวังของผู้คนจากทั่วสารทิศให้มารวมกันอยู่ที่นี่  เช่นเดียวกับ “ออด มูลทา” ที่หนีความยากจนจากสะบุรีเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุได้เพียง 14 ปี  พร้อมกับวุฒิการศึกษาชั้น ป.2  แน่ละว่าย่อมไม่มีบริษัทห้างร้านแห่งใดจะมองเห็นคุณสมบัติของเขา  ออดจึงต้องตระเวนรับจ้างทำงานไปทั่ว  ไม่เกี่ยงประเภท  ขอให้มีข้าวกิน  มีที่พัก  และมีเงินติดกระเป๋าบ้าง  จนถึงวัยหนุ่มออดจึงได้เข้าไปทำงานประจำที่โรงงานผลิตน้ำปลาแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร  อยู่มานานปี  เงินเดือนก็ไม่ขึ้น  ได้แต่ค่าแรงรายวัน  วันละ  150 บาท  จนถึงปี 2547  ออดจึงเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ที่ท้องสนามหลวง 

                “ทำงานหนัก  ตีนก็เปื่อย  เพราะต้องย่ำอยู่กับเกลือกับปลาตลอดวัน  ค่าแรงก็โดนกด  เพราะมีแรงงานจากพม่าเข้ามามาก  นายจ้างก็ไม่ง้อ  ผมจึงออกมาจากโรงงาน  เข้ามากรุงเทพฯ ไม่มีเงินเช่าบ้านอยู่ก็ต้องมาตั้งหลักอยู่ที่สนามหลวง  ไม่รู้จะทำอะไร  เห็นคนอื่นเขาเก็บของเก่าขาย  พวกขวดน้ำพลาสติก  กระป๋องน้ำอัดลม  กระดาษ  เอาไปขายที่ร้านรับซื้อของเก่า  ผมก็เอากับเขาบ้าง” ออดเล่าย้อนอดีต

                ออดก็เหมือนกับคนจรคนอื่นๆ ที่มักจะยึดท้องสนามหลวงเป็นที่พำนัก  ด้วยฮวงจุ้ยอันเหมาะสม  คือในยามกลางวันก็ยังมีร่มมะขามให้พอได้อาศัย  มีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้ใช้ห้องน้ำห้องท่าหรือเข้าไปดื่มน้ำเปล่าได้  มีแม่น้ำเจ้าพระยาเอาไว้ใช้อาบน้ำและซักเสื้อผ้า  กลางคืนก็กลับไปที่ท้องสนามหลวง  ปูผ้าพลาสติกหรือเสื่อลงไปก็กลายเป็นเตียงหญ้าขนาดใหญ่  แต่หากคืนใดฝนตก  เหล่าคนไร้บ้านก็ต้องหอบสัมภาระคู่ชีพไปอาศัยชายคาตึกย่านใกล้เคียงเป็นที่พักพิงชั่วคราว

            ราวตีสี่-ตีห้า  ออดจะตื่นขึ้นมาเก็บสัมภาระ  แล้วเดินมุ่งหน้าไปที่สภาสังคมสงเคราะห์ที่ตั้งอยู่ที่ถนนราชวิถี  ที่นี่จะมีอาหารและขนมหวานให้ทุกคนได้กินฟรีวันละ 1 มื้อในช่วงเวลาประมาณ 11  โมงเช้า  ตั้งแต่วันจันทน์-ศุกร์  ก่อนจะถึงเวลานั้น  ออดก็จะเดินตระเวนเก็บ “ขยะรีไซเคิล” ตามถังขยะข้างทางไปด้วย  แล้วใส่ถุงรวบรวมนำไปขาย  มีรายได้ประมาณวันละ 70-80 บาท  บางวันที่โชคไม่ดีก็อาจไม่มีเงินเข้ากระเป๋าเลย  แต่บางวันที่ฟลุ๊คก็ว่ากันเป็นร้อยบาท  แต่รายได้จำนวนนี้ไม่เพียงพอสำหรับบ้านเช่าหลังเล็กๆ ในกรุงเทพฯ  สนามหลวงจึงเป็นเมืองหลวงของคนจนจัดมายาวนาน

“ศูนย์คนไร้บ้าน” ศูนย์ตั้งหลักชีวิต

                คนจนกับหน่วยงานราชการดูเหมือนว่าฟ้าจะสาปลงมาให้ผิดกันเหมือนหมากับแมว  แต่คนจนนี่แหละมักจะเป็นแมวที่โดนหมาไล่งับอยู่เรื่อย  ดังเช่นคนจร  คนไร้บ้าน  มักจะถูกเจ้าหน้าที่กรมประชาสังเคราะห์กวาดจับไปฝึกอาชีพในสถานสงเคราะห์  เพราะมองว่าพวกเขาเป็นคนเร่ร่อน  ไม่มีอาชีพ  เช่นเดียวกับ กทม.ที่มักจะมองว่าพวกเขาเป็น “ขยะ” ที่จะต้องกวาดออกไปจากเมือง

ในปี 2544 กรุงเทพมหานครมีนโยบายปิดท้องสนามหลวงในช่วงเวลากลางคืนเพื่อป้องกันไม่ให้คนจนคนจรมาใช้เป็นที่หลับนอน  สร้างผลกระทบต่อเหล่าคนไร้บ้าน  มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.) จึงเข้ามาให้ความรู้เรื่องสิทธิในการใช้พื้นที่สาธารณะ  มีการรวมกลุ่มผู้ที่เดือดร้อนจนกลายเป็นกลุ่ม “คนไร้บ้าน” ขึ้นมา  นำไปสู่การเจรจาต่อรองกับ กทม.

สุชิน  เอี่ยมอินทร์  หรือ “ลุงดำ” หัวขบวนการต่อสู้ของคนไร้บ้านเล่าว่า  พอเจรจาแล้ว กทม.จึงผ่อนผันให้มีการตั้งเต๊นท์เพื่อเป็นที่พักอาศัยชั่วคราวบริเวณริมคลองหลอด แต่ก็ไม่สะดวกนัก  เพราะบางคืนพวกที่ดมกาวหรือกะเทยที่โดนเจ้าหน้าที่ไล่จับก็จะหนีเข้ามาที่เต็นท์  ทำให้กลุ่มคนไร้บ้านถูกเหมารวมไปด้วย  ต่อมากลุ่มคนไร้บ้านจึงขยับขยายไปสร้างศูนย์พักขึ้นที่ชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชัน  รองรับคนไร้บ้านได้ราว 30-40 คน 

                “พอปี 2546  มีการจัดประชุมเอเปคที่กรุงเทพฯ  รัฐบาลมีนโยบายกวาดจับคนร่อนเร่  คนไร้บ้านอีก  พวกเราก็รวมตัวกันคัดค้าน  มีการเจรจากับทางราชการ  เพื่อให้รัฐเข้ามาแก้ปัญหา  ไม่ใช่มาจับกวาดต้อนไปอยู่ในสถานสงเคราะห์  ก็ได้ผล  ทางรัฐฟังเรามากขึ้น  ต่อมาเราจึงได้คุยกับ กทม.เพื่อให้ กทม.ขอเช่าที่ดินจากการรถไฟมาให้เราเช่าเพื่อก่อสร้างเป็นศูนย์คนไร้บ้าน”  ลุงดำบอกเล่าจังหวะก้าวของกลุ่ม

                “ศูนย์คนไร้บ้านบางกอกน้อย” (ปัจจุบันเป็น “ศูนย์คนไร้บ้าน  สุวิทย์  วัดหนู”)  ถือเป็นความสำเร็จขั้นต่อมาของกลุ่มคนไร้บ้านที่ผลักดันให้ กทม.เช่าที่ดินจากการ รฟท.บริเวณใกล้กับที่หยุดรถไฟจรัลสนิทวงศ์  เขตบางกอกน้อย  เนื้อที่ประมาณ 200 ตารางวา  ก่อสร้างเป็นอาคารคอนกรีตขนาด 2 ชั้น  รองรับคนไร้บ้านได้ประมาณ 70 คน  ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จำนวน  2.5 ล้านบาท  ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2551 

                ศูนย์คนไร้บ้านแห่งนี้ถือเป็นรูปธรรมที่สำคัญที่เป็นผลมาจากการรวมตัวกันเรียกร้อง  เจรจาต่อรองและผลักดันกับหน่วยงานรัฐ  ทำให้กลุ่มคนไร้ราก  คนจน  คนจร ที่ไร้ที่ยืน  ไร้ตัวตนในสังคม  ได้ตระหนักถึงพลังของตัวเอง  พวกเขาได้สร้างกฎระเบียบในการอยู่ร่วมกัน  เช่น  ห้ามดื่มสุรา  ยาเสพติด ห้ามทะเลาะวิวาท  ลักขโมย ฯลฯ  ช่วยกันออกค่าน้ำ  ค่าไฟเดือนละ 50 บาท  (ยกเว้นคนที่ไม่มีรายได้) อยู่กันแบบพี่แบบน้อง  พอเช้ามืดก็จะแยกย้ายกันไปทำงาน  ส่วนใหญ่จะเก็บหาของเก่าตามถังขยะ  เพราะไม่ต้องใช้เงินลงทุน  คนที่แข็งแรงหรือมีฝีมือทางช่างก็จะไปรับจ้าง  เป็นกรรมกรก่อสร้าง

นอกจากนี้พวกเขายังได้รวมกลุ่มกันจัดตั้งศูนย์รับซื้อขยะรีไซเคิลขึ้นมา  จัดตั้งร้านค้า  กลุ่มออมทรัพย์  กลุ่มสวัสดิการวันละบาท  แปลงปลูกผักอินทรีย์  โดยการระดมหุ้นมาเป็นกองทุน  เช่น  ร้านค้าจำหน่ายหุ้นๆ ละ 50 บาท  คนหนึ่งไม่เกิน 10 หุ้น   ปัจจุบันมีเงินทุนประมาณ 30,000 บาทเศษ  จำหน่ายสินค้า  เช่น  ข้าวสาร  น้ำมันพืช  น้ำปลา  เครื่องดื่ม (ไม่มีเหล้า-บุหรี่)  ผงซักฟอก  สบู่  ฯลฯ  สิ้นปีก็มีเงินปันผลเฉลี่ยกันไปตามผลกำไร  ส่วนคนที่ขัดสนก็ซื้อเงินเชื่อได้ก่อน  ถือเป็นการช่วยเหลือกันมากกว่าจะเน้นผลกำไร

            “ผมถือว่าที่นี่เป็นศูนย์ตั้งหลักชีวิต  แม้ว่าเราจะล้มลุกคลุกคลานมาจากที่ไหนก็แล้วแต่  แต่ที่นี่ทำให้เรามีที่ตั้งหลัก  มีที่พัก  คนที่แข็งแรงไม่เจ็บป่วยก็ออกไปหางานทำ  หรือเก็บของเก่าขาย  มีรายได้ก็มาออมเอาไว้เป็นทุนค้าขาย  หรือสร้างบ้านเป็นของตัวเอง  สร้างอนาคตใหม่  ไม่ต้องร่อนเร่อีกต่อไป”  ลุงดำในฐานะผู้อาวุโสของกลุ่มคนไร้บ้านกล่าว

บ้านหลังแรกของคนไร้บ้าน

                ไม่เพียงแต่จะใช้เป็นศูนย์ตั้งหลักเท่านั้น  แต่จากประสบการณ์ของ “คนจนรุ่นพี่”  เช่น  กลุ่มคนใต้สะพาน  กลุ่มชุมชนริมทางรถไฟ ฯลฯ  ที่ร่วมกันต่อสู้  เรียกร้อง  จนรุ่นพี่เหล่านี้ได้รับสิทธิจากรัฐในการเช่าที่ดินหรือได้งบประมาณสนับสนุนการสร้างบ้านใหม่  ทำให้กลุ่มคนไร้บ้านร่วมกันปรึกษาหารือและตั้งความหวังเอาไว้ว่าพวกเขาจะต้องมีบ้านหลังแรกในชีวิตให้ได้  มีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมาในปี 2553  สมาชิกที่เข้าร่วมจะต้องออมเงินอย่างน้อยคนละ 100 บาทต่อเดือน  มีสมาชิกเข้าร่วมประมาณ 20 ราย

                ในปี 2557 ความฝันของคนไร้บ้านก็เป็นจริงขึ้นมา  พวกเขาขอเช่าที่ดินริมทางรถไฟจาก รฟท.บริเวณพุทธมณฑลสาย 2  เนื้อที่ 250 ตารางวา  ระยะเวลาเช่า 30  ปี  เพื่อก่อสร้างบ้านเฟสแรก  เป็นบ้านรวม 2 ชั้น  มี 16 ห้อง  บ้านเดี่ยวขนาด 3X6 ตารางเมตร  มี 4 หลัง  โครงสร้างส่วนใหญ่เป็นเหล็กและคอนกรีต  ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากมูลนิธิศูนย์ศึกษาที่อยู่อาศัยแห่งเอเชีย  จำนวน 6 แสนบาท  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จำนวน 1.2ล้านบาท  และเงินออมสมทบจากสมาชิกคนไร้บ้านรวม 3 หมื่นบาทเศษ  

สมาชิกที่มีสิทธิ์เข้าอยู่อาศัยจะต้องออมเงินเพื่อสร้างบ้านสม่ำเสมออย่างน้อย  6 เดือน  บ้านรวมสำหรับอยู่อาศัยคนเดียวออมเดือนละ 400 บาท  บ้านเดี่ยวสำหรับคนมีครอบครัวออมเดือนละ 700 บาท  หลังจากนั้นจะต้องผ่อนชำระต่อเท่ากับอัตราเงินออมทุกเดือนเป็นระยะเวลา 30 ปี  (รวมค่าเช่าที่ดินรายละ 160 บาทต่อเดือน)  ขณะนี้การก่อสร้างคืบหน้าไปแล้วกว่า 50 %  และมีบ้านเดี่ยวบางหลังสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่แล้ว

ออด  มูลทา ศิษย์เก่าสนามหลวง  วัย 51 ปี  เป็นเจ้าของบ้านเดี่ยวที่เขาเรียกว่า “บ้านทางเลือก” เล่าด้วยความภูมิใจว่า  เมื่อก่อนต้องอาศัยสนามหลวงเป็นบ้านนานนับ 10 ปี  แต่เมื่อได้รวมกันเป็นกลุ่มคนไร้บ้านจึงได้มีที่พักชั่วคราว  ไม่ต้องเร่ร่อน  มีรายได้จากการขี่ซาเล้งตระเวนเก็บของเก่า  ถ้ามีงานก่อสร้างก็ไปทำ  สะสมเป็นเงินออมทรัพย์เพื่อสร้างบ้านเดือนละ 700 บาท  เป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น  อยู่กับแฟน (เจอกันที่สนามหลวง) อาชีพเก็บของเก่าเหมือนกัน 

“ถึงผมจะมีบ้านแล้ว  แต่ก็ยังไม่ทอดทิ้งพี่น้องที่เคยเร่ร่อนมาด้วยกัน  พวกเรายังรวมกลุ่มกันไปช่วยเหลือเอาข้าวไปแจกที่ลานคนเมือง  ให้คำแนะนำแก่คนที่ยังไร้บ้านให้มาพักที่ศูนย์  ไม่ต้องไปนอนตากแดดตากฝน  เวลามีเงินก็ให้เก็บออมเอาไว้  สักวันเราก็จะมีบ้านได้  มีอนาคตใหม่  ไม่ต้องเร่ร่อนอีกต่อไป”  ออดกล่าวทิ้งท้าย

วันนี้แม้ออดและสมาชิกคนไร้บ้านอีกหลายสิบคนจะไม่ต้องร่อนเร่ไปที่ไหนอีกแล้ว  แต่ก็ยังมีคนจนจัดที่ยังเร่ร่อน  ไร้ที่พักพิงอีกมากมายกระจายอยู่ทั่วประเทศ  บ้านหลังแรกของออดคงจะเป็นตำนานและเป็นบันทึกหน้าใหม่ของคนไร้บ้าน  เพื่อให้สังคมได้เรียนรู้และร่วมกันหาทางออกต่อไป...

P1330115P1330105P1330101P1330097P1330084P1330074P1330054

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter