มหกรรมชุมชนท้องถิ่นกับการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่า จังหวัดแม่ฮ่องสอน

  • PDF

มหกรรมชุมชนท้องถิ่นกับการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่า จังหวัดแม่ฮ่องสอน

          องค์การบริหารส่วนจังหวัดแม่ฮ่องสอน ร่วมกับเครือข่ายองค์กรชุมชนการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำจังหวัดแม่ฮ่องสอน เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกแม่ฮ่องสอน เครือข่ายท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยชุมชน เครือข่ายองค์กรชุมชนเมืองแม่ฮ่องสอน จัดงานมหกรรมชุมชนท้องถิ่นกับการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระหว่างวันที่ 17-19 สิงหาคม 2549 ณ ศาลาประชาคม ศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างงานพัฒนากับงานวิจัยด้านทรัพยากร แลกเปลี่ยนบทเรียนการทำงานฟื้นฟูชุมชนและทรัพยากร ระดมความคิดเห็น และวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรค รวมทั้งเพื่อนำเสนอแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจัดการทรัพยากรธรรมชาติและแนวทางการปัญหาความยากจนภาคประชาชนให้จังหวัดรับทราบ และนำไปปฏิบัติให้สอดคล้องกับท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม มีผู้เข้าร่วมการสัมมนาประมาณ 200 คน ประกอบด้วยผู้แทนจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ชุมชนเมืองแม่ฮ่องสอน สถาบันการศึกษา เครือข่ายป่าชุมชน เครือข่ายทรัพยากรประเด็นต่างๆ และประชาชนผู้สนใจทั่วไป

          จากการนำเสนอสภาพปัญหาป่าไม้และที่ดินทำกินในเขตป่า จังหวัดแม่ฮ่องสอน พบว่าร้อยละ 88.2% ของพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน หรือประมาณ 6,976,650 ไร่ ถูกประกาศเป็นป่าสงวน อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และป่าอนุรักษ์อื่นๆ ชาวแม่ฮ่องสอนส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขา ชาวปากากะญอ ไทยใหญ่ ลีซู ล่าหูลั้วะ ปะโว จีนฮ่อ ฯลฯ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ ยังต้องพึ่งพาธรรมชาติในการทำมาหากิน ทำไร่หมุนเวียน ปลูกข้าวและพืชผักเพื่อยังชีพ รูปแบบการยังชีพลักษณะนี้เป็นการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สอดคล้องกับการใช้ประโยชน์และการรักษาทรัพยากรป่าไม้

          ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นคือ การขีดเส้นแบ่งพื้นที่ของแนวเขตป่าไม้ได้ไปทับที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของชาวบ้านก่อให้เกิดปัญหาด้านสิทธิในที่ดิน การจัดการป่าอย่างไม่เป็นธรรม อันจะนำไปสู่ปัญหาใหญ่ที่สุด คือ การแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ จ. แม่ฮ่องสอน ซึ่งมักเกิดความขัดแย้งจากกระบวนการทำงานของชุมชนท้องถิ่นกับหน่วยงานราชการในพื้นที่ แต่ขณะเดียวกัน เยาวชน / คนรุ่นใหม่ในพื้นที่ ได้มีบทบาทสำคัญในการร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรดิน น้ำ ป่า (เช่น การทำแนวกันไฟ ฯลฯ) ซึ่งยังต้องการการสนับสนุน อาทิ งบประมาณ เครื่องมือต่างๆ จากหน่วยงานภาครัฐ

          ในการสัมมนาครั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ประกาศชัดเจนในแนวทางที่จะสนับสนุนให้ชาวบ้านเป็นผู้ดำเนินการสำรวจข้อมูลที่ดินกันเอง โดยกระบวนสำรวจของชุมชนนั้นจะดำเนินการสำรวจที่ดิน / ที่ทำกินทุกหลังคาเรือน เริ่มตั้งแต่ 1) การสำรวจพื้นที่ 2) การตรวจสอบ 3 ) การรับรอง และ 4) การมีเวทีพิจารณาและการจัดการร่วมกันของชุมชน โดยมีกรรมการหมู่บ้าน ผู้นำชุมชน ชาวบ้านเข้าร่วมเป็นเครือข่ายการทำงาน “ บนฐานความพอเพียง”

          พลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง ประธานอนุกรรมการแก้ไขปัญหาความยากจนด้านที่ดินทำกินของ ศตจ.ชาติ ได้ให้แนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนด้านที่ดินว่า การแก้ไขปัญหาที่ดินนั้น ไม่สามารถทำรายบุคคลได้ เนื่องจากต้องใช้แก้ปัญหาร่วมกันทั้งระบบของชุมชน เรียกว่าใช้ “ สิทธิชุมชน” เป็นหลัก นอกจากนั้นประวัติชุมชนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะแสดงถึงช่วงเวลาที่มาตั้งถิ่นฐานของชุมชน ฉะนั้นการแก้ไขปัญหาที่ดินในเขตป่าต้องทำประวัติชุมชนให้ชัดเจน หลังจากที่ชุมชนมีการสำรวจและการทำแผนที่ชุมชนและที่ดินทำกินแล้ว ต้องมาผนวกกับภาพถ่ายทางอากาศ 1 : 4000 โดยมีการตรวจสอบร่วมกัน และมี ศตจ.ปชช. เป็นฝ่ายร่วมรับผิดชอบ ทั้งนี้ หากชุมชนนั้นๆ มีข้อมูลด้านการประกอบอาชีพที่ชัดเจน / มีกติกาของชุมชน รวมทั้งมีแผนการจัดการของชุมชน และการรักษาป่าของชุมชน จะเป็นจุดแข็งที่น่าสนใจของชุมชน

ข้อเสนอเพื่อการดำเนินการต่อไป ได้แก่

  • ประมวล / รวบรวมข้อมูลชุมชนที่ได้มีการสำรวจข้อมูล และจัดทำแผนที่ไว้แล้ว ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ
  • มีข้อมูล สย. ด้านการแก้ไขปัญหาที่ดิน เป็นข้อมูลประกอบ
  • ใช้กรณีรูปธรรมการแก้ปัญหาที่ดินของขบวนการชุมชน เช่น พื้นที่ของ จ.แม่ฮ่องสอน เป็นตัวอย่างของการทำงานระหว่างชุมชนกับท้องถิ่น