playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

akin1-010256เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา ภาคีเครือข่ายและกัลยาณมิตรทั้งภาครัฐ องค์กรพัฒนาภาคเอกชนและหน่วยงานที่เคยร่วมงานกับ ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ ๑๑ องค์กร ร่วมกันจัดเวทีวิชาการและแสดงมุฑิตาจิต เนื่องในโอกาสครบรอบ ๘๐ปี พร้อมจัดตั้ง “กองทุนยุติธรรม ๘๐ ปี อคิน รพีพัฒน์”เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

          ในการจัดงานดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมกว่า ๒๐๐ คน ทั้ง นักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรชุมชน และสื่อมวลชน  ด้วยการเสวนา“คมความคิด ผลงาน ชีวิต อาจารย์อคิน  รพีพัฒน์” จากหลากหลายแง่งามจากบุคลากรแถวหน้าของประเทศ

นักมานุษยวิทยา : ผู้คิด วิเคราะห์ เชื่อมโยง และเคารพความเป็นมนุษย์

          รศ.ดร.เจิมศักดิ์  ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า ในช่วงที่ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตนมีอาจารย์อยู่ ๒ คน คือ อ.อคิน รพีพัฒน์ และ อ.อัมมาร์ สยามวาลา ได้ความรู้จากท่านทั้งสองอย่างมหาศาล เรียนเศรษฐศาสตร์จาก อ.อัมมาร์ ท่านจะให้คิด วิเคราะห์ แต่พอถาม อ.อคิน ในเรื่องชนบทหรืองานวิจัย อาจารย์ก็จะเล่านิทานให้ฟัง ไม่บอกตรงๆ ต้องตีความเอาเอง

          นอกจากเป็นนักวิชาการและเป็นนักพัฒนา อ.อคิน เป็นนักมานุษยวิทยาที่รู้เรื่องทางการเงินมาก  และเวลาลงพื้นที่ อ.อคิน จะชอบเก็บเล็กเก็บน้อยมาวิเคราะห์ เช่น ท่าที อาการ คำพูดคน นำทุกอย่างมาวิเคราะห์หมด อาจารย์เป็นนักบริหาร มักจะถามผู้ที่เกี่ยวข้องว่าจะเอาอย่างไรดี ในใจก็คิดว่าบริหารอย่างนี้กูก็บริหารเป็น เป็นการบริหารโดยให้คนอื่นทำ เป็นคนที่เคารพคนที่ทำงาน ไม่ใช้วิธีสั่งการ แต่ใช้วิธีการตั้งคำถาม ถ้าคนอื่นเห็นดีด้วยก็สนับสนุนและให้กำลังใจ

          เคยมีอยู่งานหนึ่ง ลงไปทำงานเรื่องปฏิรูปที่ดิน ปรากฎว่าไปคุยกับชาวบ้าน ชาวบ้านสักที่คอ และไปเจอชาวบ้านหมู่บ้านใกล้เคียงสักรูปเหมือนกัน อ.อคิน จึงได้มีการตั้งสมมติฐาน และได้ตั้งคำถามว่าที่สักที่คอ ไปสักมาจากไหน และพระหรืออาจารย์ที่สักเขาว่าอย่างไร ในที่สุดได้คำตอบมาว่ามีนายทุนในแถบนี้ พาไปสักคอกับอาจารย์คนหนึ่ง และบอกว่าคนที่สักที่คอจะฆ่ากันไม่ได้ เป็นพวกเดียวกัน อาจารย์คิดโยงไปถึงอดีตในการสักไพร่ เป็นกระบวนกการควบคุมทางสังคมของนายทุนในยุคนั้น เอาคนมาเป็นลูกน้อง และสามารถทำให้เรารู้ถึงโครงสร้างอำนาจ ความเป็นนักประวัติศาสตร์ทำให้มองเห็นและใช้ประวัติศาสตร์มาเป็นตัวเชื่อมโยง และทำให้การทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว

          “สิ่งที่ผมได้เอาความรู้จากหนังสือและจากที่ลงพื้นที่กับอาจารย์ ทำให้พบว่า สังคมไทยเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดที่ได้เรียนรู้จากอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบอุปถัมภ์ทางการเมือง การทำงานกับชาวบ้าน การทำงานกับชุมชน โดยหวังให้ชาวบ้านพัฒนาตนเอง” รศ.ดร.เจิมศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย

ผู้มีทฤษฎีที่วิธีคิด ผสานงานวิชาการเพื่อสร้างสังคมเท่าเทียม

          รศ.ดร.ชยันต์  วรรธนะภูติ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาอย่างยั่งยืakin6-010256น(RCSD) เล่าว่า   ตนเคยทำงานกับอาจารย์อคินที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในเรื่องการอบรมนักวิจัยคุณภาพ และทำคู่มืองานวิจัยคุณภาพ  ในมุมนักวิชาการ ขอมอง อ.อคิน ใน ๒ ลักษณะ คือ นักวิชาการ และนักมานุษยวิทยา ที่ได้มีส่วนสร้างความรู้ด้านมนุษยวิทยา มีการนำงานวิจัยไปเชื่อมโยงกับปัญหาสังคมและข้อเสนอเชิงนโยบาย กล่าวคือ มีการทำงานเพื่อสังคมและวิชาการด้วย เป็นความสามารถเฉพาะตัว ขอยกตัวอย่าง ๓-๔ ประการ คือ (๑) ท่านมีความเข้าใจถึงระบบอุปถัมภ์ ท่านสามารถอธิบายถึงลักษณะของสังคมไทยได้อย่างชัดเจน (๒) เป็นผู้นำในการพัฒนาและอธิบายถึงการทำงานในชุมชนหรือการทำงานกับชาวบ้าน จึงได้ทำหนังสือคู่มืองานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยชวนนักวิชาการด้านมานุษยวิทยาในยุคนั้นได้รวมตัวกันทำ  (๓) มีการจัดระบบความสัมพันธ์ในสังคมแนวราบ พูดถึงท่าทีของคนข้างนอก ผู้ที่มีความรู้ในการงานพัฒนา เรียนรู้กับชาวบ้าน ถือเป็นวิธีการทำงานเพื่อสร้างความเชื่อใจ (๔) มีการถ่ายทอดความรู้ด้วยวิธีที่ศึกษาได้ง่าย มีวิธีการแปลยกตัวอย่างเปรียบเทียบ อ.อคินไม่ได้ทำความเข้าใจสังคมไทยเท่านั้น แต่ใช้การทำความเข้าใจ เป็นวิธีการศึกษาอย่างละเอียด เจาะลึก เน้นถึงความรู้สึก อารมณ์

          “อ.อคิน ไม่มีทฤษฎีเหมือนท่านอื่น แต่ท่านมีทฤษฎีอยู่ที่วิธีคิด อีกด้านหนึ่งคือ การที่ทำงานด้านสังคม มีความประทับใจคือ อ.อคินไม่ได้มอง RDI เป็นหน่วยงานเล็กๆ แต่เป็นหน่วยงานที่ทำงานมีประสิทธิภาพ เป็นสถาบันที่เปิดประตูให้ชาวบ้านได้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในเรื่อง กม. เป็นเรื่องที่ท่านให้ความสนใจเป็นพิเศษ เป็นต้นตอที่ทำให้เข้าถึงเรื่องความไม่เป็นธรรม เราจะได้องค์ความรู้ใหม่ และทำให้สังคมไทยดีขึ้น ตามความตั้งใจของอาจารย์ เป็นความยุติธรรมที่เราต้องมีอย่างเท่าเทียมกัน”

นน

อคิน คือ พระอาทิตย์ที่ส่องความรู้แก้ไขความอยุติธรรมในสังคม

          ผช.ศ.ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ถือเป็นความโชคดีที่ได้เรียนกับท่านเมื่อ ๒๕๒๒ ด้วยเหตุที่สอนแบบแกล้งทำเป็นไม่รู้ สิ่งที่ได้คือการเรียนรู้จากการสังเกต ท่านมีเป้าหมายของท่านคือ กฎหมายไทย เป็นเหมือนสุกี้ หรือก๋วยเตี๋ยว คือเป็นทุกอย่างที่ผสมผสานกัน ไม่ว่าจะอังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส คิดว่าเป็นประโยชน์เอามาเป็นของเรา จึงเป็นระบบผสม ไม่มีโครงสร้างที่แน่นอน

          ที่ผ่านมาในอดีตเรามีข้อดีอยู่มาก คือ ความคิดที่ผู้มีอำนาจเป็นผู้กำหนด ขณะนี้เรามีความสามารถที่จะดำรงชีวิตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง และความสามารถที่จะเอาเปรียบคนอื่น ในปัจจุบันจึงไปเพิ่มกิเลสคนมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่รู้ตัว ยิ่งได้ความคิดจากต่างประเทศ คิดอย่างเป็นระบบ ถูกนำมาใช้ ไม่ว่าจะระบบการเมือง เศรษฐกิจ ฯลฯ

         akin2-010256 ด้วยเหตุนี้งานวิจัยของ อ.อคิน จึงหันมาให้ความสนใจเรื่องความอยุติธรรมในสังคม เช่น การเข้าถึงที่ดิน ที่คนรวยคิดวิทยาการต่างๆ คอยเอาเปรียบ คิดอย่างซับซ้อน และใช้กฎหมาย เพื่อให้เพิ่มพูนในทรัพย์สินของตน และคนที่อยู่ในสังคมดั้งเดิมตามไม่ทันแล้ว เพราะกติกาเปลี่ยนไปแล้ว ความเอื้อเฟื้อ ความประณีประนอมค่อยๆ หายไป ณ ขณะอีกฝ่ายหนึ่งนำ กม. มาใช้ปฏิบัติ และละเลยต่อความเป็นธรรม รวมถึงศาลตัดสินคดีตามสำนวนคดี และตัวบท กม. ที่อยู่ตรงหน้า แตกต่างจากอดีตที่ตัดสินตามกรณี ผู้พิพากษาหรือผู้ตัดสินคดี เหมือนถูกจัดฉากตามที่เขาต้องการเท่านั้นเอง แล้วเราจะแก้ยังไง ซึ่งเป็นปัญหาที่ซับซ้อนมาก อยากให้เขามองทะลุฉากถึงความเป็นจริงได้ ต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงและความสัมพันธ์ของข้อเท็จจริงของแต่ละเรื่อง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่จัดฉากมา ทำอย่างไรจึงจะทำให้ นัก กม. มองเห็นความเป็นจริงเหมือนนักสังคมวิทยามากขึ้น เป็นโจทย์ที่ให้ความสนใจ

          “ปัญหาที่เป็นปัญหาใหญ่ คือ ทำอย่างไร กม. ไม่เป็นของแปลกปลอม อยู่ไกลประชาชน ใน ต่างประเทศมีความเคลื่อนไหวว่า ต่อไปนี้ต้องมีนักกฎหมายที่มีความรู้ ความเข้าใจ มีอำนาจปกครองในระดับตำบลหรือท้องถิ่น คิดว่าเป็นแนวทางการศึกษาทางวิชาการ ที่จะขยายตัวต่อไป ระพี หมายถึง พระอาทิตย์ อคิน หมายถึง พระอาทิตย์ อ.อคิน เป็นเหมือนแสงอาทิตย์ที่ส่องสว่างเป็นความรู้ที่อยู่ในสังคมไทย”

ปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

          ดร.เพิ่มศักดิ์  มกราภิรมย์ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่ามีโอกาสร่วมงานกับอาจารย์ ได้เรียนรู้ วิธีการ ในช่วงที่มีการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ที่มีท่านอานันท์เป็นประธาน ๒๐ คน เป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจลืมได้ มีความคิดที่หลากหลาย เป็นการเปิดประเด็นและเปิดโอกาสให้คนอื่นได้อธิบาย เกิดประเด็นทางสังคม เช่น ความเหลื่อมล้ำ ซึ่งไม่ได้ทำเรื่องปฏิรูปอย่างเดียว แต่ทำเรื่องสังคมไปด้วย

          “อ.อคิน ได้ทำกระบวนการวิจัยสู่กระบวนการเรียนรู้เพื่อความยุติธรรม คือ การนำข้อเท็จจริง ข้อค้นพบต่างๆ ไปเสนอในศาล เป็นความพยายามที่จะเปลี่ยน อ.อคิน ไม่ได้สอนโดยตรง คุณูปการที่อาจารย์อคินได้ศึกษามีความสำคัญในเรื่องปฏิรูป และได้จุดประกายความคิดแก่บุคลากรด้านความยุติธรรม”

วิทยาการผสมกับศิลปะ หาทางไปสู่ความดี ความงาม ความจริง

          อ.ผ่อง  เซ่งกิ่ง สถาบันอาศรมศิลป์ มูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณ ระบุว่า akin5-010256ถ้าไม่พาคนไปสู่ความงาม คนจะไปหาความจริงไม่ได้  ถ้าไม่พาคนไปสู่ความดี คนจะไปหาความจริงไม่ได้ ความจริงเป็นเรื่องที่ห่างไกลมนุษย์ได้ แต่มนุษย์สามารถหาความจริงผ่านความดีและความงาม คนที่จะทำงานศิลปะต้องเป็นคนช่างสังเกต การวิจัยเวลาไปหาข้อมูลเป็นความรู้ขาเข้า พอได้ข้อมูลมา จะต้องโยงและนำไปสู่การประมวลผล คนไทยสนใจความรู้ขาออกน้อยมาก แต่ไปสนใจแค่กระบวนการหรือวิทยาการ ถ้าเอาแค่วิทยาการเพียงอย่างเดียวมันไม่รอด เราต้องนำวิทยาการผสมกับศิลปะ

          “อาจารย์มีองค์ความรู้เหล่านี้ จึงทำให้เข้าถึงความรู้สึกของคนได้ ที่อาจารย์เขียนรูปเป็นความรู้ขาออก งานศิลปะถ้าไม่ดูที่สไตล์ คนไทยมีศิลปะการพูด การทำอาหาร การแต่งตัว แต่เรามีโครงสร้างทางสังคมด้านการศึกษาตีกรอบการมองด้านศิลปะที่แคบ อ.อคิน มีศิลปะอยู่เสมอ สิ่งที่อาจารย์ไม่ค่อยสอนมาก เพราะคนเราเรียนรู้ได้ทุกคน ครูทำตัวแค่เป็นผู้อำนวยการ ให้เขาได้เรียนรู้และเข้าใจเอง จะทำให้อยู่ในชีวิตประจำวัน ในที่สุดเขาจะผลิตความรู้นั้นได้ด้วยตนเอง”  

ผู้มีคุณูปการกับพี่น้องผู้ด้อยโอกาส

          นายจรินทร์  บุญมัธยะ มูลนิธิองค์กรชาวบ้าน เล่าว่า วงสนทนาที่อยู่รอบนอกวงวิชาการมีความประทับใจหลายๆ อย่าง ผมรู้จัก อ.อคิน สมัยเรียนบัณฑิตอาสาสมัคร (บอ.) เราไปทำงานเป็นอาสาสมัครกับชาวบ้าน ท่านมีเครือข่ายต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้เราได้รู้จัก เมื่อมาอยู่โครงการ บอ. กับอาจารย์ วิธีการเรียนรู้กับอาจารย์เป็นการซึมซับความรู้มาจากอาจารย์นั่นเอง เป็นคนที่ศึกษาเร็วมาก ด้วยไม่ได้แกล้งหรือเสแสร้ง ทำให้คนอยากจะบอก อยากจะช่วย ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ อยู่ในตัวอาจารย์ ท่านเป็นคนจำอะไรได้หมดทุกอย่าง

          “๘๐ ปี ของอาจารย์ยังคงทำงานอย่างมีความสุขตามสไตล์ และยังมีความสุข มีคุณค่ากับพี่น้องผู้ด้อยโอกาส คุณูปการของอาจารย์ที่ได้ทำมันกลับมาสนองตอบอาจารย์ตลอดเวลา”

          ทั้งนี้ในช่วงบ่าย มีเวทีปาฐกถาพิเศษ โดย ดร.มรว.อคิน  รพีพัฒน์ ในหัวข้อ“อคิน รพีพัฒน์ ครั้งที่ ๑” ปุจฉา วิสัชนา ว่าด้วย “ความยุติธรรมตามตัวอักษร : ความเป็นธรรม...ตามความเป็นจริง”

ที่ดินกระจุก ปัญหากระจาย ความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย

          พูดเรื่องความยุติธรรม ความจริงเรื่องนี้ เราทำงานด้วยกันในคณะอนุกรรมการเรื่องที่ดิน ในการทำงานครั้งนี้มีหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของชาวบ้าน มีความรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะเรื่องที่ดินมีปัญหาเยอะมาก เราพบว่า ที่ดิน ๙๐% กระจุกอยู่ในมือของคนเพียง ๑๐% ของประเทศ เท่านั้น ฉะนั้นเป็นความเหลื่อมล้ำของการถือครองที่ดิน จากข้อมูล ปี ๒๕๒๗ ประชากรที่มาขึ้นทะเบียนคนจน ๒.๒๒ ล้านราย มีที่ดินที่ถูกทิ้งไว้รกร้างว่างเปล่ามีถึงเพื่อเก็งกำไรถึง ๔๘ ล้านไร่

          ผมเคยทำงานที่แม่กลอง มีคนไปซื้อที่ดินบริเวณริมแม่น้ำไว้เพื่อกักตุนเป็นเวลาสามสิบกว่าปี เขาบอกว่าเป็นของคนกรุงเทพ รวมถึงกรณีที่ดิน จ.ลำพูน คณะอนุกรรมการฯ ได้ลงไปคุยกับชาวบ้าน ชาวบ้านถูกฟ้องว่าบุกรก ไปที่ภาคใต้ พบว่า มีเยอะแยะเลยที่ชาวบ้านไม่ได้รับความเป็นธรรม ผมไม่รู้จะทำอย่างไร ชาวบ้านเดือดร้อนมาก เพราะไม่มีที่ทำกิน บางคนถูกจำคุก มีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย ในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ มีชาวบ้านถูกจำคุกอยู่ รวม ๘๓๖ ราย รู้สึกว่าถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ และสถาบันศาลที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายนั้นไม่ได้รับความเป็นธรรม ทำให้ไม่สามารถพูดจาต่อศาลได้ จึงจัดทำโครงการที่เคยทำการศึกษาเรื่องที่ดิน และนำมาเข้าที่ประชุม มีผู้เข้าร่วมจากหลากหลาย ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ทนาย ผู้พิพากษา นักวิชาการ มาคุยกันทั้งหมดในกระบวนการนี้ จึงเป็นที่มาของการทำการศึกษาวิจัยในพื้นที่ รวม ๕ กรณี ประกอบด้วย จ.อุบลราชธานี เป็นที่ๆออกโฉนดทับที่ดินของชาวบ้าน กรณีที่ดินชาวเล บ้านราไวย์ จ.ภูเก็ต กรณีที่ดินสวนหมาก คอนสาร จ.ชัยภูมิ ป่าสงวนประกาศทับที่ชาวบ้านกรณีที่ดินชุมชนบ้านทับ จ.พังงา เป็นพื้นที่ประทานบัตรเหมืองแร่ และที่ดินหนองปลาสวาย จ.ลำพูน มีการออกโฉนดที่ดินสาธารณะทับที่อยู่ชาวบ้าน

ความยุติธรรมตามตัวอักษร

          ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นคือ โฉนดมาทับที่เรา เราอยู่ของเราดีๆ มีการประกาศทับที่เรา โฉนดเป็นเอกสารทางราชการ กรมที่ดินเป็นคนออก มีคนขอเพิกถอนโฉนดเยอะ แต่กรมที่ดินไม่เคยเพิกถอนเลย อ้างว่ามีการตั้งคณะกรรมการ และประกาศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเราต้องไปดูว่า มันออกมาถูกต้องตามระเบียบหรือเปล่า ประการที่สอง ต้องดูตัวอักษรรับรองโฉนด จึงไม่ยอมเพิกถอน หลายแห่งคณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้น ที่เสนอให้มีการเพิกถอนก็ไม่ทำ ไม่ดูเรื่องนี้ ความจริงแล้วกฎหมายเขียนไว้ มีคนเดียวที่จะเพิกถอนได้คือ อธิบดีกรมที่ดิน มีข้อเสนอว่าน่าจะมีการแก้ กม. โดยการตั้งคณะกรรมการ แต่เรื่องที่กล่าวมายังไม่มีข้อสรุป

         akin2-010256 ซึ่งปัญหาเรื่องขบวนการยุติธรรม เวลาขึ้นศาลจะมีการสอบสวน มีทนายมาพูด มีประเด็น มีพยาน แต่ปัญหา คือควรกำหนดให้ศาลถือว่าเอกสารราชการเป็นหลักฐานที่สำคัญกว่าอย่างอื่น เช่น โฉนด เป็นเอกสารราชการ และมหาชน จะต้องมีการพิสูจน์ว่าเป็นของใคร โฉนดออกทับที่ ศาลต้องเชื่อโฉนด เวลาเรามีพยานไปพูด เขาให้ถือว่าคำพูดของเจ้าหน้าที่ราชการเป็นหลักฐาน เหตุเพราะตาม กม. ถือว่ามีสมมติฐานหรือข้อสันนิฐานว่า รัฐจะต้องทำอะไรถูกต้องทุกอย่าง ไม่มีคอรัปชั่น ไม่มีการร่วมมือกับนายทุนทั้งสิ้น นั่นคือรัฐเชื่อถือได้ รวมทั้งหลักฐานราชการเชื่อถือได้ เราต้องมีหลักฐานให้ศาลพิจารณา ให้ใช้ระบบไตร่สวน แต่ศาลของเราไม่ยอมใช้

          เมื่อก่อนเริ่มใช้ กม. ใหม่ๆ มีการศึกษามาจากประเทศอังกฤษ ซึ่งใช้ระบบกล่าวหา แต่ระบบไต่สวนเป็นอีกระบบหนึ่งใช้ในยุโรป ฝรั่งเศส เยอรมัน เวลาเราออก กม. เราเอาระบบ กม. ผู้พิพากษาของเราไปเรียนอังกฤษ ไม่ได้เรียนในมหาวิทยาลัย ไปเรียนแค่พิจารณาความอาญา ฉะนั้นคนจะออก กม. ไม่ใช่เรื่องความเป็นธรรมเป็นเรื่องหลัก มีการพูดอยู่บ่อยๆ ว่าให้เราหันมาใช้ระบบไต่สวนมากกว่าระบบกล่าวหา วิธีการที่เราจะพิจารณา ถ้าหากคุณใช้ตัวบทกฎหมาย คุณจะดูที่เจตนาของกฎหมาย จะดูว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์อย่างไร ไม่อย่างนั้นเป็นคำพากษาที่ขัดแย้ง มันไม่แข็งตัวเท่ากับ กม. ที่เป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อเรารู้สึกว่าไม่เป็นธรรม แต่ตัวบท กม. บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร มันจึงทำให้เราขัดไม่ได้

ระบบไต่สวน ฤาระบบกล่าวหา : ความเป็นธรรมตามความเป็นจริง

          ศาลปกครองไม่ได้ใช้ระบบกล่าวหา แต่ใช้ระบบไต่สวน ประการแรกคืออยู่ที่ระบบการสอน เช่น ชุมชนชาวเล จะลงมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ศาลยุติธรรมมีเพียงแค่ระบบกล่าวหาอย่างเดียว ถ้าเป็นกรณีลึกซึ้งบางครั้งทำให้ศาลใช้เวลา ถ้าเราเพิกถอนเอกสารสิทธิ เราต้องไปฟ้องศาลปกครอง เราเป็นคนยากคนจนสู้คดีแต่ละครั้งก็จะตายอยู่แล้ว ถ้าไปศาลปกครองต้องใช้เงินจ้างทนาย

          กฎหมายในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๖๖ และ ๖๗ ระบุว่า บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชน ชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน เช่น กรณีชาวเล เราจะเห็นว่าชาวเลมีวัฒนธรรม มีประเพณี เราน่าจะสู้ได้ ในฐานะที่อ้างว่าเรามีความเป็นชุมชนดั้งเดิม ชุมชนท้องถิ่น เราควรอนุรักษ์ รักษาที่ดินที่เราอยู่ แต่ศาลยุติธรรมไม่ยอมรับ เพราะชุมชนคืออะไร กว้างแค่ไหน กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายลูก เป็นปัญหาใหญ่ถกเถียงกันมาก จริงๆ แล้วมันสามารถ เพราะมันชัดเจนอยู่แล้ว

         akin4-010256 เช่น ชาวเลหาดราไวย์ อีกคนจนจะตายอยู่แล้ว แต่อีกคนรวยจะตายมีเอกสารการถือครองที่ดิน กฎหมายไม่สืบว่าโฉนดออกมาได้อย่างไร ซึ่งชาวเลก็อยู่มาเป็นร้อยๆ ปี ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน มาทีหลังด้วยซ้ำไป พอเขามาก็ออกโฉนดเป็นของเขา มารุ่นลูกหลาน เขาก็มาไล่รื้อ ตัดน้ำ ตัดไฟ ที่เป็นอยู่เกิดความไม่เป็นธรรมสูง หรือกรณี จ.อุบลราชธานี มีผู้แทนมาบอกชาวบ้านว่าให้มาลงชื่อเพื่อจะออกโฉนดให้ชาวบ้าน ให้จ่ายเช็คให้คนละ ๕๐๐ บาท แต่ปรากฏว่าเช็คเด้ง แล้วก็นำลายเซนต์ไปใช้ประกอบเพื่อออกโฉนด บางคนยากจนไปใช้ทนายในศาล ทนายบางคนก็เป็นพวกเดียวกันกับนายทุนก็มี จึงเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น

          และในช่วงท้ายของงานมีการขับขานบทกวี และแสดงมุฑิตาจิตด้วยพิธีบายศรีสู่ขวัญ จากผู้อาวุโส กัลยาณมิตร รวมทั้งการสมทบ “กองทุนยุติธรรม ๘๐ ปี อคิน รพีพัฒน์” ทั้งนี้บุคคลที่สนใจสามารถสมทบกองทุนดังกล่าวได้ที่ บัญชี “กองทุนยุติธรรม ๘๐ ปี อคิน  รพีพัฒน์” ธนาคารกรุงไทย สาขาศรีนครินทร์ เลขที่ ๐๖๑-๐-๒๒๗๘๖-๖

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter