playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

          ตั้งแต่ปี 2548 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนได้เริ่มจัดทำโครงการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของคนยากจนในชนบท หรือบ้านมั่นคงชนบท เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ไร้ที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยในชนบท ได้มีที่อยู่อาศัยและมีที่ดินทำกินที่มั่นคง รวมทั้งเพิ่มโอกาสให้ได้รับหลักประกันด้านความมั่นคงในชีวิต เกิดการพัฒนาต่างๆ ของชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยที่องค์กรชุมชนเป็นแกนหลักในการจัดการร่วมกัน ซึ่งเมื่อดำเนินการได้ไปช่วงหนึ่งพบว่าปัญหาที่ดินเป็นปัญหาสำคัญที่สุดในการดำเนินการ ขบวนองค์กรชุมชน และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยชนบท ที่เปิดพื้นที่ให้ชุมชนท้องถิ่นได้มีบทบาทสำคัญในการจัดการแก้ไขปัญหาของตนเอง จึงได้พัฒนาต่อเป็นโครงการบูรณาการแก้ไขปัญหาที่ดินระดับอำเภอ และโครงการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่ดินโดยชุมชนเป็นแกนหลักในปี 2549 - 2551 โดยจัดให้มีคณะทำงานระดับตำบล อำเภอ เมือง ที่มีองค์ประกอบจากผู้นำชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม/ภาควิชาการ และหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบดูแลที่ดิน ดำเนินการสำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อนเรื่องที่ดินและที่อยู่อาศัยในพื้นที่ ข้อมูลที่ดินที่จะใช้ในการแก้ไขปัญหา การทำแผนที่ ทำแผนพัฒนาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาต่อกลไกคณะกรรมการระดับพื้นที่ เมือง หรือจังหวัด นำไปสู่การปฏิบัติการแก้ไขปัญหาที่สอดคล้องกับปัญหาความต้องการของแต่ละพื้นที่ เกิดการจัดสิทธิที่ดินและที่อยู่อาศัยโดยกลุ่ม/ชุมชนแทนการจัดการแบบปัจเจก ทำให้คนจนสามารถเข้าถึงได้ และเป็นการยึดโยงให้ที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยยังคงเป็นของชุมชน และเกิดการพัฒนาด้านต่างๆ ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เกิดชุดความรู้จากการทำงานของชุมชนท้องถิ่นและกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในแนวราบระหว่างชุมชน ทำให้การเกิดการแก้ไขปัญหาในแนวทางที่ชุมชนท้องถิ่นเป็นแกนหลักได้กระจายกว้างขวางขึ้น โดยมีพื้นที่ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาที่ดินทั่วประเทศ 72 จังหวัด 273 อำเภอ 566 ตำบล 2,434 หมู่บ้าน ประมาณ 64,000 ครัวเรือน ซึ่งมีประมาณ 30 พื้นที่ที่ได้มีการคิดค้นเอกสารรับรองสิทธิที่ดิน วางกติกาการใช้ที่ดินร่วมกันหรือที่เรียกว่าโฉนดชุมชน การพัฒนาด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต. อบจ.) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนแก้ไขปัญหาที่ดินระหว่างพื้นที่ การเชื่อมโยงเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดินกับสภาองค์กรชุมชนตำบล แต่ยังไม่ครอบคลุมพื้นที่ปัญหาของขบวนองค์กรชุมชนที่ได้เข้าร่วมอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ รวมทั้งในการดำเนินการหลายพื้นที่อยู่ในขั้นการจัดทำข้อมูล แผนที่ทำมือแล้วเสร็จ นำเสนอต่อหน่วยงานเพื่อแก้ไขปัญหา แต่ยังไม่สามารถขับเคลื่อนต่อได้ เนื่องจากติดปัญหากลไกการแก้ไขปัญหาที่รวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง

           ในปี 2552 ขบวนองค์กรชุมชนได้ร่วมกันผลักดันแนวทางการจัดที่ดินที่อยู่อาศัยโดยชุมชนท้องถิ่น โดยได้เสนอต่อรัฐบาลในช่วงงานวันที่อยู่อาศัยโลก รวมทั้งได้จัดเวทีระดมความเห็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะร่วมกันดำเนินการเรื่องนี้ต่อ ได้เสนอแนวทางดังกล่าวต่อคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ เพื่อเสนอคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่นเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งคณะกรรมการกระจายอำนาจฯ ได้มีมติว่าการดำเนินการจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินโดยขบวนชุมชนและท้องถิ่น เป็นนโยบายที่สำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล จึงเห็นชอบให้กระทรวงมหาดไทยแก้ไขระเบียบหนังสือสั่งการที่เกี่ยวข้องภายใน 30 วัน และให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ส่วนราชการ ซึ่งมีที่ดินสามารถสนับสนุนการดำเนินงานการจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินดังกล่าว และเร่งรัดพิจารณาการขอใช้ที่ดินเมื่อ อปท.ร้องขอ แต่กระทรวงมหาดไทยไม่ได้ดำเนินการเรื่องดังกล่าวต่อเนื่องโดยให้เหตุผลว่า เรื่องที่ดินเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานและกฎหมายหลายฉบับ จึงควรมีการจัดสัมมนาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

         แม้ว่าการผลักดันระดับนโยบายการจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ยังไม่ได้มีหนังสือสั่งการเกี่ยวกับแนวปฏิบัติเรื่องนี้ไปที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งตื่นตัวและร่วมกับชุมชนในการจัดทำข้อมูลแผนที่ที่ดินทั้งตำบล สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนจึงได้พัฒนาโครงการสนับสนุนแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยชนบท โดยเสนอใช้งบประมาณจากกองทุนสถาบัน 100 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

1.เพื่อสนับสนุนให้เกิดโครงการรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยชนบท ในรูปแบบต่างๆ ที่สอดคล้องกับปัญหาความต้องการของชุมชน และพัฒนารูปแบบการจัดการที่ดินในลักษณะโฉนดชุมชน กองทุนที่ดิน ให้มีความเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน

2. เพื่อสนับสนุนแนวทางการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินโดยใช้พื้นที่ตำบล/เมืองเป็นตัวตั้ง องค์กรชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในการดำเนินการให้เกิดระบบข้อมูล แผนที่ การวางแผนการใช้ที่ดินและทรัพยากร เชื่อมโยงกับการพัฒนาด้านต่างๆ ตลอดจนการออกข้อบัญญัติท้องถิ่นรองรับ

3. เพื่อสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการร่วมแก้ไขปัญหาที่ดินระดับจังหวัด การเชื่อมโยงขบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินระดับประเทศ ตลอดจนการจัดการความรู้ การขยายการเรียนรู้ การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการที่ดินโดยชุมชนท้องถิ่น โดยมีแนวทางการดำเนินงานสำคัญ คือ

1)   สนับสนุนการจัดทำข้อมูลความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของตำบล ในพื้นที่ชนบท เพื่อวางแผนการแก้ไขปัญหาที่ดินโดยขบวนชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง

2)   การสำรวจและการจัดทำข้อมูลเป็นเครื่องมือสร้างกระบวนการทำงานร่วมของผู้เดือดร้อน ชุมชน เครือข่าย ท้องถิ่น ท้องที่ และ ภาคี

3)   สนับสนุนการจัดทำแผนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ของตำบลที่สัมพันธ์กับแผนการแก้ปัญหาและพัฒนาจัดการที่ดิน และ ทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า ของตำบล

4)   สนับสนุนการพัฒนาสร้างพื้นที่รูปธรรมการแก้ปัญหาและการจัดการที่ดินในพื้นที่ระดับตำบล ในด้านต่างๆ เช่น การวางผังตำบล การพัฒนาที่อยู่อาศัย การปรับวิถีการผลิต การพัฒนาระบบสาธารณูปโภค การจัดการน้ำ กองทุนที่ดินที่อยู่อาศัย ฯลฯ

5)   สนับสนุนการพัฒนาพื้นที่เรียนรู้และจัดการความรู้ในการจัดการที่ดินโดยชุมชนท้องถิ่น ตามแนวทางตำบลจัดการตนเอง

6)   สนับสนุนการเชื่อมโยงขบวนที่ดิน จังหวัด ภาค ชาติ

พื้นที่ปฏิบัติการจัดการที่ดินที่อยู่อาศัยแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ

1.    พื้นที่รูปธรรมหรือพื้นที่ปฏิบัติการเข้มข้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการจัดทำข้อมูลเพื่อการแก้ไขปัญหาที่ดินมาแล้วบางส่วน แต่จะต้องวางแผนการจัดทำข้อมูล แผนที่ ให้ครอบคลุมทั้งตำบล ทั้งในส่วนของข้อมูลผู้เดือดร้อนที่ดิน ที่อยู่อาศัยทั้งหมด ข้อมูลแผนที่ที่ดินประเภทต่างๆ ที่จะนำมาใช้แก้ไขปัญหาได้ เกิดการวางแผนทั้งตำบล และเกิดรูปแบบการแก้ไขปัญหาที่หลากหลาย เกิดกองทุนที่ดินที่อยู่อาศัย สามารถเชื่อมประสานท้องถิ่น ท้องที่มาทำงานร่วมกัน นำไปสู่การพัฒนาข้อบัญญัติท้องถิ่นในการจัดการที่ดิน/ทรัพยากร กรอบงบประมาณไม่เกิน 2 ล้านบาท/ตำบล

2.    พื้นที่ขยายผล/พื้นที่พัฒนา เป็นพื้นที่ที่เน้นการจัดกลไกการทำงานร่วม การจัดทำข้อมูลผู้เดือดร้อน ข้อมูลแผนที่ที่ดิน แผนการแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัย การประสานเชื่อมโยงกับท้องถิ่น หน่วยงาน

3. กลไกการดำเนินงานตามโครงการ

 
ภาพรวมโครงการจัดการที่ดินที่ได้รับการสนับสนุน
 

หลังจากที่ได้มีการจัดเวทีหารือแนวทางการดำเนินงานตามโครงการแล้ว เครือข่ายแก้ไขปัญหาที่ดินในแต่ละภาคได้ร่วมกับคณะทำงานระดับภาคหรืออนุกรรมการภาค วางแนวทาง หลักเกณฑ์ พื้นที่รูปธรรมหรือพื้นที่ปฏิบัติการเข้มข้นกับพื้นที่พัฒนาขยายผล ของแต่ละภาคเพิ่มเติม หนุนการพัฒนาโครงการจัดการที่ดินระดับตำบล และผ่านการกลั่นกรองของคณะประสานงานจังหวัด เพื่อให้โครงการจัดการที่ดินเชื่อมโยงกับงานพัฒนาพื้นที่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง นำเสนอโครงการเพื่อการเรียนรู้ร่วมกันทั้งในระดับภาค และคณะทำงานส่วนกลาง และเสนอคณะอนุกรรมการโครงการบ้านมั่นคงพิจารณาอนุมัติ จนถึงเดือนกันยายน 2554 ได้มีการพิจารณาอนุมัติโครงการทั้งหมด ดังนี้   

    

            กระบวนการขับเคลื่อนและรูปแบบโครงการจัดการที่ดินในแต่ละภาค

1. ภาคเหนือ มีฐานพื้นที่ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาที่ดินมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัญหาที่ดินในเขตป่า มีการจัดทำข้อมูลแผนที่ และเสนอการจัดการที่ดินตามแนวทางโฉนดชุมชนเป็นส่วนใหญ่โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน รวมทั้งมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีบทบาทร่วมกับชุมชนในการจัดการปัญหาที่ดินเกือบทุกพื้นที่ และเป็นฐานในการขับเคลื่อนนโยบายโฉนดชุมชนและกองทุนธนาคารที่ดินของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย คณะทำงานภาคเหนือได้มีการวางแนวทาง เป้าหมาย ผลลัพธ์ ของพื้นที่ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาที่ดิน ดังนี้

           

             นอกจากพื้นที่ที่เสนอโครงการในช่วงปีนี้แล้ว คณะทำงานที่ดินภาคเหนือได้วางแผนขับเคลื่อนที่ดินต่อเนื่องถึงปี 2555 ซึ่งมีพื้นที่ปฏิบัติการทั้งหมด 107 ตำบล ใน 15 จังหวัด แยกเป็นปี 2554  จำนวน 26 ตำบล แยกเป็นพื้นที่รูปธรรมเข้มข้น 6 ตำบล ได้แก่ ตำบลแม่ทา ตำบลทาเหนือ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ตำบลเมืองลี อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน ตำบลบ้านดง จังหวัดพิษณุโลก ตำบลหลักด่าน จังหวัดเพชรบูรณ์ พื้นที่ขยาย 20 ตำบลซึ่งลักษณะโครงการในพื้นที่รูปธรรมส่วนใหญ่คล้ายคลึงกันคือ การทำข้อมูลแผนที่ให้ครอบคลุมทั้งตำบล การวางผังการจัดที่ดินและทรัพยากร การจัดให้มีกองทุนที่ดินที่อยู่อาศัย การปรับวิถีการผลิตเป็นเกษตรยั่งยืน การพัฒนาข้อบัญญัติท้องถิ่น

         

ตำบลแม่ทาและตำบลทาเหนือ: การผนึกพลังชุมชนท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรสู่การออกข้อบัญญัติท้องถิ่น

         พื้นที่ตำบลแม่ทา และตำบลทาเหนือ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ที่มีการสัมปทานตัดไม้มาแล้ว 3 ช่วง ตั้งแต่ปี 2444 - 2532 จนกระทั่งเกิดวิกฤติภัยแล้งในปี 2535 ชาวบ้านจึงได้เริ่มมาฟื้นฟูป่าไม้อย่างจริงจัง สร้างกติกา ร่วมดูแลรักษา และจัดการป่าชุมชน จนเกิดผลอย่างชัดเจนในพื้นที่ จนกระทั่งนำไปสู่การเสนอ ร่าง พ.ร.บ. ป่าชุมชน ร่วมกับเครือข่ายป่าชุมชนในพื้นที่ต่างๆ และได้เข้าร่วมกับสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ รณรงค์แก้ไขปัญหาเกษตรกร ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2547 - 2550 ได้เข้าร่วมจัดทำข้อมูลที่ดินทำกิน ตามนโยบายแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของศูนย์ต่อสู้เพื่อเอาชนะปัญหาความยากจน (ศตจ.)

         ตำบลแม่ทา มีพื้นที่รวม 67,500 ไร่ แยกเป็นที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย 14,767 ไร่ ป่าใช้สอย 17,907 ไร่ ป่าอนุรักษ์ 34,826 ไร่ ซึ่งได้มีการจับพิกัดขอบเขตที่ดินแต่ละประเภท และที่ดินรายแปลงที่ดินที่มีปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิ์ครอบคลุมทั้งตำบล โดยที่เครือข่ายชุมชนร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกันดำเนินการ แยกประเภทที่ดินได้ ดังนี้

 

 

            การทำงานของตำบลแม่ทาได้ทำควบคู่กันไปทั้งในเรื่องการจัดการที่ดิน ที่ได้ทำทั้งเรื่องการจัดทำแนวเขตที่ดินทำกินชุมชน เขตป่า ให้ชัดเจน เกิดการรับรองร่วมกันก่อนที่จะมีการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ การนำเสนอพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชน และการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยการปรับวิถีการผลิตเป็นระบบเกษตรกรรมยั่งยืน การจัดการน้ำที่เน้นการรักษาระบบเหมืองฝาย ประปาภูเขา ประปาชุมชน และการเพิ่มแหล่งน้ำโดยการทำฝายชะลอน้ำ ขุดบ่อและขุดลอกแหล่งน้ำ การจัดการป่าโดยการจัดทำแนวเขตป่าที่ชัดเจน วางกติกาดูแลรักษาป่า ทำแนวกันไฟ ที่นำไปสู่การผลักดัน พ.ร.บ. ป่าชุมชน จนกระทั่งได้กลับมาเน้นการจัดการร่วมกันโดยชุมชนท้องถิ่น จัดทำข้อบัญญัติป่าชุมชนตำบลแม่ทา เป็นแห่งแรก

           ในการเสนอโครงการจัดการที่ดินแนวใหม่ตำบลแม่ทา ได้ขับเคลื่อนงานพัฒนาต่อตามยุทธศาสตร์ตำบล “ตำบลสวัสดิการ สืบสานภูมิปัญญา พัฒนาการเรียนรู้ ฟื้นฟู ป่า ดิน น้ำ ก้าวนำเกษตรกรรมยั่งยืน พลิกฟื้นพลังคน สู่วิถีชุมชนพึ่งตนเอง” ซึ่งมีกิจกรรมดำเนินการหลักในเรื่อง กองทุนธนาคารที่ดิน เพื่อป้องกันการสูญเสียที่ดินของคนในพื้นที่ การจัดทำฝายชะลอน้ำ 30 จุด การจัดเวทีปรับปรุงข้อบัญญัติการจัดการทรัพยากร และพัฒนาศูนย์เรียนรู้ ที่เป็นแหล่งเรียนรู้ดูงานจากพื้นที่อื่นเป็นจำนวนมาก

            ส่วนตำบลทาเหนือเป็นตำบลที่มีพื้นที่ติดกันกับตำบลแม่ทา มีการขยายการเรียนรู้การทำงานร่วมกัน โดยได้ร่วมกันรังวัดกันแนวเขตที่ดินทำกินของชุมชน ป่าใช้สอย ป่าอนุรักษ์ พื้นที่เตรียมประกาศเขตอุทยาน จัดทำข้อมูลรายแปลง แผนที่ในระบบ GIS ทั้งในส่วนของที่ดินทำกิน ป่าชุมชน แหล่งน้ำ และการดำเนินกิจกรรมการพัฒนาที่เชื่อมโยงทั้งด้านการจัดการที่ดิน การปรับวิถีการผลิตเป็นระบบเกษตรยั่งยืน การจัดการเหมืองฝาย การแบ่งประเภทป่า ทำแนวกันไฟ ฯลฯ จากข้อมูลพื้นที่ตำบลทาเหนือ 80,010 ไร่ แบ่งเป็นที่อยู่อาศัย 1,000 ไร่ ที่ดินทำกินไม่มีเอกสารสิทธิ์ 6,000 ไร่ ที่ดินทำกินมีเอกสารและรอพิสูจน์สิทธิ์ 3,984 ไร่ ป่าใช้สอย 20,000 ไร่และป่าอนุรักษ์ 48,000 ไร่  

 

         การขับเคลื่อนงานพัฒนาในพื้นที่ตำบลทาเหนือ ได้ทำควบคู่กันไปทั้งในเรื่องการจัดการดิน น้ำและป่า จากนั้นได้พัฒนาไปสู่การจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่น ต่อจากตำบลแม่ทา ซึ่งเป็นการดำเนินการควบคู่กับโครงการวิจัยการพัฒนาข้อบัญญัติท้องถิ่น ที่สถาบันพัฒนาท้องถิ่น มูลนิธิพัฒนาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยการสนับสนุนของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ตั้งแต่ปี 2552 มีขั้นตอนการทำงานตั้งแต่การเตรียมความพร้อมของแกนนำชุมชนและท้องถิ่น ซึ่งมีฐานการทำงานในเรื่องจัดการทรัพยากรร่วมกันมาก่อน จัดให้มีคณะทำงานร่วมทั้งในส่วนของชุมชน กำนันผู้ใหญ่บ้าน นายก อบต./เจ้าหน้าที่ อบต. สมาชิกสภา อบต. การสร้างความเข้าใจ/ความมั่นใจเรื่องกฎหมาย ตรวจสอบข้อมูล GIS ยกร่างข้อบัญญัติ จัดทำประชาพิจารณ์ ในส่วนการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น ซึ่งมีทางเลือก 3 ทาง คือ ผู้บริหารท้องถิ่นเสนอ สภาท้องถิ่นเสนอ และประชาชนเข้าชื่อกันเสนอ ตำบลทาเหนือใช้วิธีการเข้าชื่อเสนอซึ่งต้องเกินครึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พร้อมทั้งมอบสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านรวบรวมเสนอต่อสภา อบต. เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมและผูกพันเป็นเจ้าของ เมื่อสภามีมติเห็นชอบจึงส่งให้นายอำเภอพิจารณาลงนามอนุมัติ ให้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2554 ซึ่งข้อบัญญัติการจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อมตำบลทาเหนือ ครอบคลุมทั้งเรื่องคณะกรรมการทรัพยากรสิ่งแวดล้อมระดับตำบล คณะกรรมการฯ ระดับหมู่บ้าน หน้าที่และสิทธิของสมาชิกเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม กองทุนทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม มาตรการและวิธีการดำเนินการตามระเบียบการจัดการทรัพยากรฯ แผนที่ฐานข้อมูลที่ดินรายแปลงแนบท้ายข้อบัญญัติ

            ในส่วนของโครงการพัฒนาพื้นที่รูปธรรมการจัดการที่ดินทำกินของตำบลทาเหนือ ได้สานต่อการพัฒนาการจัดการที่ดินและทรัพยากรในเรื่อง การจัดทำฝายเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำในการทำเกษตรยั่งยืน เนื่องจากพื้นที่อยู่ในเขตป่า อบต. จึงไม่สามารถทำโครงการได้ การพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมยั่งยืน การจัดตั้งกองทุนที่ดิน การทำและตรวจสอบข้อมูล GIS ให้ครอบคลุมทั้งที่ดินรายแปลง แหล่งน้ำ การพัฒนาศักยภาพแกนนำ กติกาชุมชน เพื่อนำไปสู่เป้าหมายการจัดการทรัพยกรทั้งที่ดิน น้ำ ป่า และการทำเกษตรกรมยั่งยืนโดยชุมชนท้องถิ่น

 

ตำบลบ้านดง: การวิจัยมูลค่าทรัพยากรสู่การจัดการดิน น้ำ ป่า

ตำบลบ้านดง อำเภอชาติกระการ จังหวัดพิษณุโลก แบ่งเขตปกครองเป็น 16 หมู่บ้าน จำนวน 2,828 ครัวเรือน พื้นที่รวม 316 ตารางกิโลเมตร หรือ 197,500 ไร่ เป็นพื้นที่ทำการเกษตร ประมาณ 180,000 ไร่ เนื้อที่ป่าชุมชน ประมาณ 17,500 ไร่ อาชีพหลักคือการทำการเกษตร ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ถั่วเหลือง ฯลฯ คนตำบลบ้านดงได้ประสบปัญหาด้านที่ดินทำกินมาเป็นเวลานาน เนื่องจากพื้นที่ตำบลบ้านดงเป็นพื้นที่ที่มีแนวเขตติดต่อกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเมี่ยง ภูทอง / หน่วยพิทักษ์ป่านาล้อม / อุทยานแห่งชาติคลองตอนฝั่งซ้าย จังหวัดอุตรดิตถ์ และยังมีพื้นที่ป่าชุมชนที่ชาวบ้านกันไว้ดูแลรักษากันเอง ปัญหาเกี่ยวกับที่ดินได้แก่ ปัญหาแนวเขตที่ดินไม่ชัดเจน ที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์ ชาวบ้านทำไร่เลื่อนลอย การรุกซื้อที่ดินของนายทุน ฯลฯ

การร่วมกันทำงานพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชนในพื้นที่ตำบลบ้านดง ได้มีกลุ่มองค์กรชุมชนที่มีบทบาทในการเคลื่อนงานพัฒนา ได้แก่ กลุ่มอาชีพต่างๆ กลุ่มอนุรักษ์ดูแลป่าชุมชน ซึ่งมีกิจกรรม เช่น การทำแนวกันไฟประจำปี การกันแนวเขตป่า ค่ายเยาวชนรักษ์ป่า ฯลฯ จากนั้นได้นำไปสู่การทำงานวิจัยประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยชุมชน เมื่อปี 2551 ซึ่งได้ดำเนินการในพื้นที่ 4 หมู่บ้าน 278 ครัวเรือน สามารถรวบรวมข้อมูลและประเมินมูลค่าการใช้ประโยชน์ทางตรงจากป่า ได้แก่ หน่อไม้ ไม้ไผ่ เห็ด ผักป่า สัตว์ต่างๆ ได้รวม 2,240,541 บาท/ปี เฉลี่ยครัวเรือนที่ได้ใช้ประโยชน์จากป่า 8,060 บาท/ครัวเรือน/ปี ซึ่งหลังจากมีทำการวิจัยดังกล่าวทำให้คนในพื้นที่ตื่นตัวในการดูแลรักษาทรัพยากรมากขึ้น รวมทั้งองค์การบริหารส่วนตำบลได้มาสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ เช่น การดูแลป่าชุมชน การปลูกพืชกินได้ ฯลฯ

ตำบลบ้านดงได้มีการทำข้อมูลกันแนวเขตพื้นที่ทำกินของชุมชนกับที่ดินรัฐ ที่ดินเขตไปแล้ว แต่ในส่วนของข้อมูลที่ดินรายแปลงของผู้ที่มีปัญหาเขตที่ดินรัฐทับที่ทำกิน ยังดำเนินการไปได้บางหมู่บ้าน ในการเสนอโครงการจัดการที่ดินแนวใหม่ ได้มีกิจกรรมเกี่ยวกับการจัดที่ดิน น้ำ ป่า ประกอบด้วย การจัดทำข้อมูลแผนที่ดินรายแปลงที่มีปัญหาเรื่องสิทธิ์ให้ครอบคลุมทั้งตำบล และแผนที่การใช้ประโยชน์ที่ดิน การวางผังการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยกรในตำบล การพัฒนาระบบน้ำโดยสร้างฝายชะลอน้ำ 30 จุด การจัดตั้งกองทุนที่ดิน การพัฒนาครอบครัวต้นแบบอนุรักษ์พันธุกรรมพื้นถิ่น 100 ครอบครัว และเรือนเพาะชำพันธุ์พืชท้องถิ่น 2 แห่ง และ การพัฒนาข้อบัญญัติท้องถิ่น ซึ่งกลไกการดำเนินงานในฐานคณะกรรมการเครือข่ายป่าชุมชนตำบลบ้านดง ซึ่งมีคณะทำงานย่อยเรื่องการจัดการที่ดิน จัดการน้ำ จัดการป่า ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบล

 

2. ภาคกรุงเทพฯ ปริมณฑล และตะวันออก

กระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินภาคตะวันออก ได้วางแผนการขับเคลื่อนงานโดยในช่วงปี 2553 ได้เริ่มจากการสร้างความเข้าใจเรื่องการจัดการที่ดินแนวใหม่กับพื้นที่ 15 ตำบล ตั้งคณะทำงานจังหวัดๆ ละ 3 คน อบรมเชิงปฏิบัติการจัดการที่ดินแนวใหม่ โดยมีตัวแทนพื้นที่ปฏิบัติการทั้ง 8 จังหวัดเข้าร่วม จากนั้นได้มีการจัดกลไกคณะทำงานขับเคลื่อนที่ดินภาค ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนชุมชนในคณะทำงานระดับชาติ 3 คน ตัวแทนพื้นที่ปฏิบัติการจังหวัดละ 1 คน รวม 5 คน ตัวแทนขบวนงานพัฒนาในจังหวัด 6 คน และตัวแทน สอช. 4 คน ในปี 2554 ได้มีกระบวนการทำงานที่ต่อเนื่องทั้งการสัมมนาการจัดการที่ดินระดับภาค การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการที่ตำบลคลองหินปูน ซึ่งเป็นพื้นที่รูปธรรมการจัดการที่ดินที่เสนอเป็นพื้นที่แรก คณะทำงานที่ดินได้ร่วมวางเป้าหมายการจัดการที่ดินโดยชุมชนท้องถิ่น และขั้นตอนการทำงานตามแผนภูมิ

 

 

            ในกระบวนการพัฒนาโครงการพื้นที่รูปธรรมและพื้นที่ขยายผลการจัดการที่ดิน ได้มีการสร้างข้อตกลงตัวชี้วัดระดับพื้นที่ ซึ่งในส่วนของพื้นที่รูปธรรม 1) มีการจัดทำข้อมูลที่ดิน (ประเภทที่ดิน ขอบเขต การใช้ประโยชน์ และข้อมูลผู้เดือดร้อนทั้งตำบล 2) มีการจัดทำแผนพัฒนาตำบลของภาคชุมชน เชื่อมโยงกับท้องถิ่น การวางผังตำบล 3) มีกลไกการทำงานทั้งในส่วนของผู้เดือดร้อนและเครือข่ายองค์กรชุมชน 4) มีการประสานเชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยงาน

            ส่วนเกณฑ์สำหรับพื้นที่ขยายลำดับหนึ่งประกอบด้วย1) ผู้เดือดร้อนจริงและอยากแก้ไขปัญหาของตนเองจริง 2) มีเครือข่ายแก้ไขปัญหาที่ดินในระดับตำบล 3) มีขบวนองค์กรชุมชนหรือสภาองค์กรชุมชนในระดับตำบล 4) มีคนทำงาน/ประสานงานในพื้นที่ 5) มีฐานข้อมูลการแก้ไขปัญหาที่ดิน ส่วนพื้นที่ขยายลำดับ 2 ประกอบด้วย 1) มีขบวนองค์กรชุมชนหรือสภาองค์กรชุมชนระดับตำบล 2) มีผู้เดือดร้อนจริงและอยากแก้ไขปัญหาของตนเองจริง 3) มีคนทำงาน/ประสานงานในพื้นที่

            พื้นที่ภาคตะวันออกได้นำเสนอพื้นที่รูปธรรมการจัดการที่ดินที่ได้รับอนุมัติแล้ว 4 พื้นที่ คือ     ต.คลองหินปูน จ.สระแก้ว ต.ทุ่งโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี ต.ทับไทร จ.จันทบุรี ต.กระแสบน จ.ระยอง พื้นที่ขยายพัฒนา 49 พื้นที่

 

คลองหินปูน: จากฐานงานจัดการข้อมูล และทุนชุมชน สู่การจัดการปัญหาที่ดินทั้งตำบล

ตำบลคลองหินปูน อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว มีเขตปกครอง 16 หมู่บ้าน จำนวนครัวเรือน 3,022 ครัวเรือน ประชากร 9,162 คน พื้นที่ทั้งหมด 32,340 ไร่ เป็นพื้นที่ สปก. 16,320 ไร่ นิคมสหกรณ์และที่ดินที่มีโฉนด 13,688 ไร่ ที่ราชพัสดุ 20 ไร่ พื้นที่ป่าไม้ 1,500 ไร่ พื้นที่ ออป. 800 ไร่ มีผู้เดือดร้อนที่อยู่อาศัย 202 ครัวเรือน ที่ดินทำกิน 731 ครัวเรือน ซึ่งมีทั้งที่ไม่มีที่ดินทำกิน ปัญหาหนี้สินทำให้ที่ดินหลุดมือ ค่าเช่าที่ดินขึ้นราคาเป็นไร่ละ 1,500-2,000 บาท มีการกว้านซื้อที่ดินจากนายทุนภายในประเทศ และต่างชาติ รวมทั้งการมีแรงงานเขมรเข้ามาเป็นแรงงานรับจ้างในพื้นที่ทำการเกษตรขนาดใหญ่

งานพัฒนาในพื้นที่ตำบลคลองหินปูนเริ่มในปี 2547 จากบ้านบ่อลูกรัง โดยผู้ใหญ่ละอองดาว สีลาน้ำเที่ยง ได้พัฒนาการจัดทำข้อมูลชุมชน และจัดตั้งศูนย์ข้อมูลชุมชนท้องถิ่น ทำให้ได้ข้อมูลปัญหาที่ดิน และเริ่มแก้ไขปัญหาโดยการรวมกลุ่มผู้เดือดร้อน 20 คน เช่าที่ดินเอกชนเพื่อปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ต่อมาค่าเช่าเพิ่มมากขึ้นเป็นไร่ละ 3,000 บาท และการปลูกหน่อไม้เริ่มประสบกับปัญหาเชื้อรา ในปี 2549 - 2550 เริ่มพัฒนากลุ่มออมทรัพย์ เตรียมขอซื้อที่ดิน สปก. จากนั้นในปี 2551 ได้มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเริ่มจาก 9 หมู่บ้าน สมาชิก 385 คน จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนมีกลุ่มองค์กรจดแจ้ง 44 กลุ่ม จากทุกหมู่บ้าน สามารถใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเวทีปรึกษาหารือ และเครื่องมือในการขยายสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน และระดมปัญหาที่ดินของพื้นที่ทุกหมู่บ้าน รวมทั้งเชื่อมโยงกับขบวนงานพัฒนาภาคชุมชนในระดับจังหวัด ในปี 2552 ได้เริ่มจัดทำข้อมูลในระบบแผนที่ภูมิศาสตร์ (GIS) เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ 4 หมู่บ้าน จนขยายเป็นการตั้งเป้าหมายการพัฒนาและจัดกลไกการทำงานพัฒนาทั้งตำบล

                

จุดเด่นของการจัดการที่ดินตำบลคลองหินปูน คือ การจัดทำและใช้ข้อมูลในการแก้ไขปัญหา การใช้ทุน/ บูรณาการทุนภายใน เพื่อการจัดการปัญหา และการเริ่มทำจากพื้นที่ที่มีความเป็นไปได้ให้เห็นรูปธรรมและสมาชิกเกิดความเชื่อมั่น การเริ่มจากการทำข้อมูล การวางเป้าหมายการพัฒนาเชิงพื้นที่ จัดกลไกการทำงานให้เชื่อมโยงและใช้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน

               -ข้อมูลเป็นเครื่องมือ ซึ่งได้จัดทำทั้งในส่วนของข้อมูลที่ดินประเภทต่างๆ ที่มีอยู่ในตำบล แผนที่ขอบเขตแปลงที่ดิน การสำรวจข้อมูลที่ดินเจ้าของพร้อมจะขาย/ที่ดินหลุดจำนอง ข้อมูลผู้ที่เดือดร้อนด้านที่ดินและที่อยู่อาศัย ข้อมูลที่ดินรัฐในพื้นที่ที่คาดว่าจะเสนอใช้เพื่อแก้ไขปัญหาได้

               -เริ่มทำจากทุนภายใน เมื่อได้ข้อมูลชัดเจนแล้วจะไม่รอเสนอหน่วยงานภายนอก แต่ได้มาช่วยกันดูทุนภายในชุมชนที่จะใช้ในการแก้ไขปัญหา เมื่อเห็นว่ากองทุนสวัสดิการชุมชนซึ่งมีเงินกองทุนรวมประมาณ 2 ล้านบาท พอที่จะใช้ในการวางมัดจำ/ซื้อที่ดินเพื่อแก้ไขปัญหาได้ก็เริ่มดำเนินการ ทั้งนี้ไม่ได้นำเงินกองทุนสวัสดิการมาใช้สำหรับการซื้อที่ดินเพียงแหล่งเดียว แต่ได้ใช้กองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นเครื่องมือที่จะให้ผู้เดือดร้อนเรื่องที่ดิน ที่อยู่อาศัยได้มีการออมเพื่อที่ดิน ที่อยู่อาศัย เพิ่มจนกลายเป็นกองทุนที่ดินที่อยู่อาศัยขึ้นมาอีกกองหนึ่ง สมาชิกออมที่ดินเดือนละ 50 บาทขึ้นไป ออมที่อยู่อาศัยเดือนละ 200 บาทขึ้นไป ซึ่งมีเงินออมรวมประมาณ 400,000 บาท สามารถกู้ได้เมื่อมีเงินออมเกิน 10 % สร้างบ้านใหม่ไม่เกิน 80,000 บาท/ครัวเรือน และส่งคืนไม่เกินเดือนละ 700 บาท ซ่อมแซมบ้านไม่เกิน 20,000 บาทต่อหลัง    

             -คิดหาทางแก้ปัญหาหลายแบบ เริ่มทำที่เป็นไปได้ก่อน ได้มีการจัดซื้อที่ดินสำหรับสมาชิกไปแล้ว 4 แปลง คือ แปลงที่ 1 ซื้อที่ดินที่เป็นการไถ่ถอนที่ดินติดจำนอง 1 แปลงเนื้อที่ 9 ไร่ 3 งาน ราคา 500,000 บาท สำหรับสมาชิก 10 ครอบครัว แปลงที่ 2 ซื้อที่ดิน 4 ไร่ 1 งาน ราคา 307,125 บาท สำหรับที่อยู่อาศัย 16 ครอบครัว แปลงที่ 3 ซื้อที่ดินทำกิน 24 ไร่ ราคา 700,000 บาทสำหรับสมาชิก 12 ครอบครัว และ แปลงที่ 4 ซื้อที่ดินทำกิน 22 ไร่ ราคา 580,000 บาทสำหรับสมาชิก 10 ครอบครัว โดยเงินที่ใช้ซื้อที่ดินมีทั้งที่มาจากกองทุนสวัสดิการชุมชน เงินที่สมาชิกออม และเงินที่เสนอสมทบจาก พอช. ในส่วนของที่ดินรัฐได้ทำเรื่องเสนอกระทรวงทรัพยากรฯ ขอใช้ที่ดินองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ 500 ไร่ จาก 800 ไร่ สำหรับสมาชิกที่เดือดร้อนอีก 100 ครอบครัว และขอใช้ที่ดินราชพัสดุที่เป็นโรงเรียนเดิม 22 ไร่   

3. กระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินภาคกลางตอนบนและตะวันตก

ได้มีการเชื่อมโยงเครือข่ายแก้ไขปัญหาที่ดินที่เคยจัดทำข้อมูลและขับเคลื่อนงานแก้ไขปัญหาที่ดินมาก่อนกับพื้นที่ตำบลจัดการตนเอง เพื่อให้งานแก้ไขปัญหาที่ดินเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง โดยได้มีการร่วมกันวางหลักเกณฑ์สำหรับพื้นที่รูปธรรมและพื้นที่ขยายผล ดังนี้

3.1 หลักเกณฑ์พื้นที่รูปธรรม ประกอบด้วย 1) การสำรวจข้อมูลพื้นฐาน ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไปของตำบล กลุ่มองค์กร ที่ดิน ที่อยู่อาศัย ฯลฯ 2) การศึกษาวิเคราะห์ข้อมูล /แผนแม่บทชุมชนเพื่อระดมแนวทางการแก้ไขปัญหา และข้อเสนอเชิงนโยบาย 3) แต่งตั้งกลไก/คณะกรรมการระดับหมู่บ้าน ตำบล 4) การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ เพื่อระดมทุนตั้งกลุ่มแก้ไขปัญหาผู้เดือดร้อน และส่งเสริมอาชีพเพื่อความมั่นคงเรื่องที่ดินทำกิน/ที่อยู่อาศัย 5) การวางเกณฑ์การจัดการร่วมของชุมชน เช่น การดูแลรักษาที่ดิน การจัดทำผังตำบล การจัดระบบที่ดิน นส. 3 ที่ราชพัสดุ กรรมสิทธิ์ร่วม 6) การเชื่อมโยงแผนงานจากการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ประกอบด้วย ขบวนชุมชน คปอ. จังหวัด ท้องที่ ท้องถิ่น ประชาสังคม หน่วยงาน ฯลฯ

3.2 หลักเกณฑ์พื้นที่ขยายผล ประกอบด้วย 1) คณะทำงานจากหลายภาคส่วน ประกอบด้วย คปอ. จังหวัด ท้องที่ ท้องถิ่น ประชาสังคม หน่วยงาน ฯลฯ 2) ใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนงาน 3) สร้างจิตสำนึกให้เห็น “คุณค่า” ของที่ดินมากกว่า “มูลค่า” 4) ชุมชนต้องจัดการตนเองได้ 5) บูรณาการทุกเรื่องทั้งเมือง/ตำบล 6) พัฒนาผู้นำความเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น

            การดำเนินงานที่ผ่านมาได้มีการอนุมัติสนับสนุนพื้นที่รูปธรรม 2 พื้นที่ คือตำบลปิล๊อก จังหวัดกาญจนบุรี และ ตำบลทองมงคล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ส่วนพื้นที่ขยายมีทั้งหมด 22 ตำบล

 

การจัดการที่อยู่อาศัย กองทุนปัจจัยการผลิตและกองทุนผู้ใช้น้ำ ตำบลปิล๊อก จังหวัดกาญจนบุรี

ตำบลปิล๊อกตั้งอยู่ติดชายแดนไทยกับประเทศพม่า พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเขาสูงสลับซับซ้อน แบ่งเขตการปกครองเป็น 4 หมู่บ้าน หมู่ 1 บ้านอีต่อง หมู่ 2 บ้านโบอ่อง หมู่ 3 บ้านใหม่ไร่ป้า หมู่ 4 บ้านปิล๊อกคี่ แต่ละหมู่บ้านตั้งห่างไกลกันมาก จำนวนประชากรในเขต อบต. 6,125 คน มีปัญหาที่ดิน ที่ต่อเนื่องจากการสร้างเขื่อนเขาแหลม ซึ่งได้มีการจ่ายเงินชดเชยและจัดที่รองรับชาวบ้านที่ตำบลห้วยเขย่งไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่เนื่องจากชาวบ้านบางส่วนเป็นกะเหรี่ยง มอญ คนพลัดถิ่น ซึ่งไม่มีบัตรประชาชน และเมื่อสร้างเขื่อนแล้วน้ำท่วมไม่ถึงที่ได้เวนคืนที่ดินไว้ทำให้ชาวบ้านได้ย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านโบอ่องเหมือนเดิม เนื่องจากที่จัดให้ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก ส่วนที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนก็อยู่ในเขตป่าสงวนและเตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิที่ได้มีการสำรวจไว้ก่อนแล้ว แต่ก็มีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้เริ่มแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินตั้งแต่ช่วงปี 2549 โดยการจัดให้มีคณะทำงาน จัดเก็บข้อมูลแปลงที่ดิน ทำแผนที่ทำมือและแผนที่ในระบบ GIS สร้างกติกาป้องกันการบุกรุกเพิ่ม ได้มีการนำเสนอข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบแต่ยังไม่ได้ข้อยุติ

ตำบลปิล๊อก ได้เสนอเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดินตามแนวทางการจัดการที่ดินแนวใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยมีกิจกรรมการแก้ไขปัญหาชุมชนที่ดำเนินการคือ

1. การจัดระบบน้ำเพื่อใช้ในครัวเรือน และ น้ำสำหรับเพาะปลูก ได้แก่ การทำฝายกั้นน้ำ 3 ฝาย

การสร้างแทงค์เก็บน้ำ เดินระบบท่อน้ำ (PVC) จากแทงค์น้ำที่สร้างใหม่เข้ากับระบบน้ำเดิม โอ่งน้ำ 2,000 ลิตร เพื่อสำรองน้ำใช้ การติดตั้งแผงโซลาเซลล์บนเนินเขาเพื่อสูบน้ำจากฝายน้ำลงแทงค์น้ำ และการจัดการระบบต้นน้ำ

2. การจัดการระบบการผลิต ได้แก่ ส่งเสริมการทำแปลงเกษตรรวมบนพื้นที่ราบส่วนกลาง การส่งเสริมการปลูกพืชในครัวเรือนอย่างหลากหลาย

ในการจัดการเรื่องน้ำได้จัดการในรูปแบบกองทุนที่สามารถเก็บค่าใช้น้ำ เพื่อเป็นกองทุนที่ดินที่อยู่อาศัย

3. การซ่อมแซมที่อยู่อาศัย การสร้างห้องน้ำรวม และการสมทบกองทุนที่ดิน 

 
 4. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

กระบวนการจัดการที่ดินภาคอีสานได้เชื่อมโยงเครือข่ายแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ชนบท ซึ่งขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาที่ดินตั้งแต่ศูนย์ต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจน (ศตจ.) เครือข่ายปฏิรูปที่ดิน คณะประสานงานองค์กรชุมชน พื้นที่ตำบลจัดการตนเอง เครือข่ายบ้านมั่นคง เป็นเวทียุทธศาสตร์ที่ดินภาคอีสาน ได้ร่วมวางเป้าหมายร่วมกัน ดังนี้

 

โดยมีแนวทางสำคัญในปีนี้คือการจัดความสัมพันธ์ระหว่างเครือข่าย สร้างความเป็นเอกภาพ ยกระดับคนทำงานพื้นที่/แกนนำ ขับเคลื่อนขบวนที่ดินอย่างมีพลังและเน้นการสร้างพื้นที่รูปธรรม ให้เวทียุทธศาสตร์เป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ผลักดันการแก้ไขปัญหาเชิงกฎหมาย นโยบาย ขับเคลื่อนงานในพื้นที่นำร่องและพื้นที่ขยายตามแนวทางการจัดการที่ดินแนวใหม่ โดยมีขั้นตอนการทำงาน ดังนี้

พื้นที่ที่ได้รับอนุมัติงบประมาณการขับเคลื่อนที่ดินแนวใหม่ทั้งหมด 47 พื้นที่ แยกเป็นพื้นที่รูปธรรม 8 พื้นที่ พื้นที่ขยาย 39 พื้นที่ ใน 17 จังหวัด ซึ่งพื้นที่รูปธรรมส่วนใหญ่เป็นงานต่อยอดจากพื้นที่ที่เคยจัดทำข้อมูลและแผนการแก้ไขปัญหาที่ดินเดิม มาขยายการทำข้อมูลในครอบคลุมทั้งตำบล การวางแผนการพัฒนาเชิงพื้นที่ มีทั้งที่เน้นการจัดการที่ดินควบคู่กับการปรับวิถีการผลิต การทำนาขั้นบันได อย่างเช่นที่ ตำบลอีปุ่ม จ.เลย การจัดการที่ดินกับการจัดการน้ำในพื้นที่ภูมินิเวศน์ ภูเก้า-ภูพานคำ จังหวัดหนองบัวลำภู ตำบลบึงบูรณ์ จังหวัดศรีษะเกษ ฯลฯ กองทุนที่ดินที่อยู่อาศัยและการวางผังตำบลไทยสามัคคี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา

ตำบลเขวา: จัดทำข้อมูลแผนที่สู่การจัดการน้ำ การผลิตข้าว และแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย

ตำบลเขวา อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม มีพื้นที่ 52.4 ตารางกิโลเมตรหรือ 34,950 ไร่ แบ่งเขตปกครองเป็น 24 หมู่บ้าน จำนวนประชากรในเขต อบต. 15,161 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา จากพื้นที่ทั้งหมดแยกเป็นที่ดินที่มีโฉนดประมาณ 29,450 ไร่ เป็นที่สาธารณะ หรือที่ดินของรัฐ ประมาณ 5,500 ไร่ ศักยภาพของพื้นที่และทุนเดิม ได้แก่ มีหนองน้ำขนาดใหญ่ คือหนองกระทุ่มที่ครอบคลุมพื้นที่ 2,500 ไร่ หนองน้ำและลำห้วยอีกหลายแห่ง มีป่าไม้บริเวณที่เป็นดอนปู่ตา 11 แห่ง มีการอนุรักษ์ป่าดอนปู่ตาในชุมชน โดยไม่ตัดไม้ทำลายป่าในเขตดอนปู่ตา แหล่งโบราณสถานคือปรางค์กู่เขวา และเมืองโบราณนครเชียงเหียน มีการจัดสรรที่สาธารณะประโยชน์ เพื่อใช้ร่วมกันในหมู่บ้าน โดยกำหนดเกณฑ์การแบ่งพื้นที่ ซึ่งประชาชนในหมู่บ้านให้การยอมรับและปฏิบัติตามกติกาของส่วนรวม (โคกหนองข่า สาธารณะประโยชน์บ้านเชียงเหียน) มีการจัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำ ดำเนินการแก้ไขปัญหาขาดน้ำในการเกษตรในพื้นที่หมู่ที่ 1, 4, 9, 13, 17, 20 โดยชาวบ้านออกเงินกันครอบครัวละ 3,000 บาท ขุดคลองส่งน้ำกว้าง 1.5 เมตร ลึก 2 เมตร จำนวน 7 คลอง

การขับเคลื่อนงานพัฒนาที่ผ่านมาได้มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน ซึ่งมีกลุ่ม/องค์กรชุมชนที่จดแจ้งกว่า 50 กลุ่ม ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินระดับตำบล และหมู่บ้านขึ้นมาตั้งแต่ปี 2553 โดยที่องค์การบริหารส่วนตำบล มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ได้มีบทบาทในการสนับสนุน 

จากการสำรวจปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของคนในตำบลเขวา มีผู้เดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยในที่ดินสาธารณะ ที่ดินกรมศิลปากร รวม 351 ครัวเรือน โดย 183 ครัวเรือน สร้างบ้านอยู่ในที่ดินสาธารณะ ที่ดินทำกิน ไม่มีเอกสารสิทธิ์ /อยู่ในที่ดินสาธารณะ 445 ครัวเรือน เป็นครอบครัวขยาย 445 ครอบครัว นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่ดินติด/หลุดจำนองอีกจำนวนมาก และการครอบครองที่ดินของคนนอกพื้นที่       

 

คณะทำงานตำบลเขวาได้วางแผนการแก้ไขปัญหาของพื้นที่ประกอบด้วย

1. การวางแผนการจัดการน้ำ เพื่อให้สามารถใช้น้ำเพื่อการเกษตรได้ตลอดทั้งปี โดยที่ชุมชนได้มีการระดมเงินทุนขุดคูส่งน้ำด้วยตนเองมาแล้วบางส่วน จากการวิเคราะห์พื้นที่การทำเกษตรนาปี นาปรังแหล่งน้ำเดิมที่มีอยู่ ได้นำไปสู่แผนการจัดการน้ำตามแผนผัง

  

2. การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ได้วางผังหมู่บ้าน ปรับปรุงที่อยู่อาศัยในชุดแรกที่บ้านสงเปือย 113 หลัง นิคมบ้านหัน 40 หลังและบ้านเอียด 23 หลัง โดยวางผังหมู่บ้านพร้อมกับการวางผังที่ดินทำกินและการจัดการน้ำเพื่อปลูกพืชหมุนเวียนควบคู่กันไป

5. กระบวนการจัดการที่ดินภาคใต้

กระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินภาคใต้ ได้พัฒนาต่อเนื่องมาตั้งแต่การแก้ไขปัญหาที่ดินผู้ประสบภัยสึนามิ การแก้ไขปัญหาที่ดินในช่วงศูนย์ต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนภาคประชาชน (ศตจ. ปชช.) เครือข่ายปฏิรูปที่ดิน พื้นที่ตำบลจัดการตนเอง/สภาองค์กรชุมชนที่มาดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดิน การแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ที่เริ่มต้นจากที่ดินบริเวณอุทยานบูโด-สุไหงปาดี และการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนด้านที่ทำกินห้าจังหวัดชายแดนใต้ ที่ได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณตามโครงการไทยเข้มแข็งในปี 2553

เครือข่ายที่มีบทบาทในการแก้ไขปัญหาที่ดินจึงมีหลายเครือข่าย มีทั้งที่ประสานเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันในบางเรื่อง/บางช่วง และแยกกันทำตามแนวทางการขับเคลื่อนของแต่ละเครือข่าย โดยที่ผ่านมามีกลไกคณะทำงานประสานงานแก้ไขปัญหาที่ดินในระดับภาคเป็นจุดเชื่อมโยง แต่ในช่วงนี้ได้มีการกระจายการทำงานไปที่จังหวัดและเครือข่ายมากขึ้น คณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินภาคใต้ และอนุกรรมการภาค ได้ร่วมกันกำหนดเกณฑ์คัดเลือกพื้นที่จัดการที่ดิน ดังนี้

vการจัดทำฐานข้อมูลการแก้ปัญหาที่ดินทั้งตำบล

  • การเชื่อมโยงเครือข่ายองค์กรชุมชนระดับตำบล การใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกสำคัญ

  • การสร้างความร่วมมือกับท้องที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

  • การเชื่อมร้อยขบวนเครือข่ายที่ดินในจังหวัด เชื่อมโยงกับขบวนจังหวัด

  • การดูพื้นที่นำเสนอ ให้เครือข่ายที่ดิน ขบวนจังหวัดช่วยคัดกรองพื้นที่มาก่อน

  • ตอบโจทย์งานเดิมที่เคยได้งบสนับสนุนกับแผนงานใหม่

  • พื้นที่ดำเนินการเอง เครือข่าย/ขบวนเป็นที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง

ทั้งนี้ ให้มีพื้นที่รูปธรรมจังหวัดละ 1 ตำบล และพื้นที่ขยายจังหวัด 2 ตำบล โดยในส่วนของพื้นที่รูปธรรมจะต้องผ่านการทำข้อมูลและแผนที่มาแล้ว มีคณะทำงานตำบลที่มาจากทุกหมู่บ้าน มีการเชื่อมโยงกับเครือข่ายองค์กรชุมชน/สภาองค์กรชุมชนตำบล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการพัฒนาแผนงานจากแผนระดับหมู่บ้านสู่แผนทั้งตำบล กระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการ/การดำเนินการบริหารจัดการ

มีพื้นที่ที่ได้รับอนุมัติงบประมาณสนับสนุนรวมทั้งหมด 36 ตำบล โดยเป็นพื้นที่รูปธรรม 9 ตำบล( 8 โครงการ) และพื้นที่ขยายผล 27 ตำบล ซึ่งในส่วนของพื้นที่รูปธรรมมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ได้แก่

ตำบลบ่อหิน: ความร่วมมือชุมชนท้องถิ่นในการจัดที่ดิน ที่อยู่อาศัย และทรัพยากรทั้งตำบล

ตำบลบ่อหิน อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เป็นพื้นที่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทร่วมกับสภาองค์กรชุมชนอย่างเต็มที่ ได้มีการวางแผนแก้ไขปัญหาทั้งที่ดิน ที่อยู่อาศัย และการจัดการทรัพยากรทั้งตำบล รวมทั้งการออกข้อบัญญัติท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรชายฝั่ง

ตำบลบ่อหินตั้งอยู่ชายฝั่ง ป่าชายเลน มีเนื้อที่ทั้งหมด 75,937.5 ไร่แบ่งเขตการปกครองเป็น 9 หมู่บ้าน อยู่ในเขต อบต. 7 หมู่บ้าน ประชากร 6,703 คน 1,936 ครัวเรือน นับถือศาสนาพุธ 6 หมู่บ้าน ศาสนาอิสลาม 3 หมู่บ้าน อาชีพส่วนใหญ่ทำสวนยาง 60% สวนปาล์ม 25 % ประมง 10 % ตำบลบ่อหินเป็น 1 ใน 11 ตำบลเครือข่ายประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง ซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มขอสมาชิกประมงพื้นบ้านที่ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

การจัดการเรื่องที่ดินทำกินในพื้นที่ตำบลบ่อหินได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2546 โดยเกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มประมงพื้นบ้านในตำบล ที่ต้องการช่วยเหลือกันในเรื่องของอาชีพประมงเป็นหลัก งานพัฒนาของตำบลบ่อหินเริ่มจากการพัฒนากิจกรรมในพื้นที่ ได้แก่ การเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้า การป้องกันการทำลายป่าชายเลน การอนุรักษ์พื้นที่ชายฝั่ง ฯลฯ สู่การพัฒนาด้านอื่นๆ เช่น การสนับสนุนการดำเนินงานสภาองค์กรชุมชน การแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัย การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกในพื้นที่ตำบลให้ดีขึ้น เมื่อรัฐบาลได้มีนโยบายด้านการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน จึงได้จัดตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินตำบลบ่อหินขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของสมาชิก ร่วมสำรวจข้อมูลประเภทที่ดิน สถานะการอยู่อาศัยในพื้นที่ เพื่อที่จะสามารถออกเอกสารสิทธิ์การถือครองที่ดินแก่สมาชิกในตำบลได้

ที่ดินในตำบลบ่อหิน มีทั้งที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติ คือ ป่าสายควน - เกาะอ้ายกลิ้ง และป่าคลองกาละเส - คลองไม้ตาย ที่ดินกรมเจ้าท่า ที่ดินป่าชายเลน และที่ดินสาธารณะ (นสล.) จากการสำรวจพบว่ามีผู้เดือดร้อนทั้งสิ้น 1,011 ราย ปัญหาโดยส่วนใหญ่คือ การไม่มีเอกสารสิทธิ์ในการครอบครองที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย 521 ราย รองลงมาเป็นการครอบครองที่ดินที่มี สค.1 แต่ยังไม่สามารถออกโฉนดได้ 378 ราย ไม่มีที่ดินทำกิน 65 ราย และมีปัญหาด้านที่อยู่อาศัย 47 ราย          

การจัดกลไกการแก้ไขปัญหาที่ดินของตำบลบ่อหิน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลได้เข้ามามีบทบาททำงานร่วมกับสภาองค์กรชุมชนอย่างเต็มที่ โดยได้ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินตำบล กำนัน และประธานสภาองค์กรชุมชนเป็นรองประธาน ผู้แทนหมู่บ้านละ 2 คนเป็นกรรมการ ฯลฯ และในระดับหมู่บ้านได้มีคณะทำงานหมู่บ้านละ 10 - 12 คน ร่วมกันสำรวจข้อมูล       ทำความเข้าใจกับสมาชิก จัดเวทีวิเคราะห์ข้อมูล นอกจากนี้ ได้มีการประสานงานกับหน่วยงานรัฐในการตรวจสอบข้อมูล สร้างข้อตกลงระหว่างภาครัฐกับชุมชนในการใช้ที่ดิน

กิจกรรมที่ได้ดำเนินการต่อเนื่องในการจัดการที่ดินและที่อยู่อาศัยของตำบลบ่อหิน ได้แก่ การจัดทำข้อมูลแผนที่ให้ครอบคลุมทั้งตำบล จัดเวทีวิเคราะห์และรับรองข้อมูลร่วมกับหน่วยงาน การกันแนวเขตป่า ป้องกันการบุกรุกเพิ่ม การขุดสระเก็บน้ำ การยกระดับกลุ่มออมทรัพย์ในหมู่บ้านให้เป็นกองทุนระดับตำบล การขยายกองทุนสวัสดิการให้มีสมาชิกครอบคลุมกว้างขวางขึ้น

ปัญหาที่ดินทำกินได้รับการแก้ไข 60 % หนึ่งในตัวชี้วัดการพัฒนาตามวิสัยทัศน์การพัฒนาระยะที่ 3 ของตำบลลำสินธุ์

ตำบลลำสินธุ์ อำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง เป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์การต่อสู้ของภาคประชาชนที่ยาวนาน ในยุคที่มีปัญหาความขัดแย้งของแนวคิดการเมือง จนมาสู่ยุคที่มีการจัดการงานพัฒนาด้านต่างๆ โดยชาวบ้านในทุกเรื่อง โดยเครือข่ายสินธุ์แพรทอง ซึ่งเกิดจาการเชื่อมโยงกลุ่มต่างๆ 14 กลุ่มในตำบล เป็นเครือข่ายแห่งการเรียนรู้ ที่มีการร่วมคิด วางยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าหมายการพัฒนาตามช่วงเวลาที่กำหนด เป็นพื้นที่ที่มีทุนทางสังคม ทุนทรัพยากรธรรมชาติ และทุนด้านผู้นำทางความคิดสูง สามารถใช้แนวทางการพัฒนาของชุมชนเป็นตัวตั้งในการประสานการทำงานร่วมกับหลายๆหน่วยงาน ให้การสนับสนุนที่สอดคล้องกับแผนงาน/แนวทางของชุมชน ซึ่งในช่วงปี 2551 - 2555 ได้วางยุทธศาสตร์ด้านการเชื่อมโยงแบบบูรณาการ ส่งเสริมประชาธิปไตยชุมชน ส่งเสริมสุขภาวะชุมชน การเรียนรู้ชุมชน พัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนายกระดับสถาบันครอบครัวสู่ความเข้มแข็ง และพลังงานทดแทนงานที่ขับเคลื่อนภายใต้เครือข่ายสินธุ์แพรทอง ได้แก่ สวัสดิการชุมชน สื่อสารชุมชน การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน พัฒนาครอบครัวต้นแบบ โรงเรียนผู้นำแถวที่ 1 แถวที่ 2 และแถวที่ 3 โรงเรียน อสม. โรงเรียนเกษตรกร การรวบรวมและผลิตสินค้า และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

             

ตำบลลำสินธุ์มี 9 หมู่บ้าน เนื้อที่ทั้งหมด 36,209 ไร่ เป็นพื้นที่ทำการเกษตร 17,154 ไร่ เป็นพื้นที่ป่าไม้ 19,055 ไร่ พื้นที่ทำกินมีเอกสารสิทธิ์โฉนดและ สปก. ประมาณ 65% ไม่มีเอกสารสิทธิ์ 35 % ได้มีการจัดทำข้อมูลเพื่อกันแนวเขตที่ดินทำกินกับเขตป่า และการจัดทำข้อมูลที่ตกสำรวจเพื่อเสนอออกโฉนดไปแล้วบางส่วน แต่ยังไม่ได้ทำข้อมูลแผนที่รายแปลงและข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินทั้งหมด จึงได้มีแผนที่จะทำข้อมูลแผนที่รายแปลงและการใช้ประโยชน์ในที่ดินทั้งหมด เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาที่ดินและวางแผนการเกษตร การสร้างฝาย 5 จุด การถอดบทเรียนพัฒนาการงานพัฒนาตำบลลำสินธุ์ และการได้มาซึ่งโฉนดของพื้นที่หมู่ 5 การจัดทำหลักสูตรงานพัฒนาเรื่องต่างๆ และการผลิตพลังงานทดแทนจากน้ำ 2 จุด รวมทั้งการจัดทำสื่อและศูนย์เรียนรู้

นอกจากนี้ในส่วนพื้นที่รูปธรรมตำบลอื่นๆ ในภาคใต้ ได้แก่

- ตำบลทุ่งโพธิ์ และ ตำบลนาหมอบุญ อำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่ติดกับ ที่ทำกินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติช่องกระโสมเดียวกัน สภาพปัญหาที่ดินมีทั้งปัญหาที่ดินในเขตป่าสงวน และที่ดินสาธารณะ แผนการแก้ไขปัญหาทั้งในส่วนของการทำข้อมูลแผนที่ให้ครอบคลุมทั้งตำบล การวางผังตำบล กองทุนที่ดิน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

- ตำบลฉลุง ตำบลกำแพงเพชร จังหวัดสงขลา ที่เน้นการพัฒนากองทุนที่ดิน ที่อยู่อาศัยโดยใช้ฐานสถาบันการเงินชุมชนเป็นหลักในการดำเนินการ และการจัดทำแผน วางผังการพัฒนาตำบล 

- ตำบลทรัพย์ทวี เป็นพื้นที่ฐานวัฒนธรรมไทดำที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานทำกินกว่า 50 ปี แต่ที่ดินทำกินอยู่ในเขตประกาศเป็นที่ดินสาธารณะ ได้มีการทำข้อมูลแผนที่ที่ดินส่วนที่เป็นปัญหาของพี่น้องไทดำ ซึ่งยังไม่ครอบคลุมทั้งตำบล แต่เมื่อปีที่ผ่านมาประสบภัยน้ำท่วมอย่างหนัก ทำให้ชาวบ้านได้มาใช้พื้นที่อาคารเรียนโรงเรียนที่ถูกยุบเลิกไปแล้ว ชุมชนจึงได้เริ่มปรับปรุงพื้นที่เป็นศูนย์รองรับช่วงน้ำท่วม มีแผนจัดหาเรือ ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และทำอาชีพเสริมในพื้นที่โรงเรียนร้าง จึงนำไปสู่การผลักดันเพื่อใช้ที่ดินดังกล่าวเพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์ร่วมกันของชุมชน

 

งานศึกษาวิจัย วิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการที่ดินโดยชุมชนท้องถิ่น

โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ “แนวทางการออกข้อบัญญัติ/เทศบัญญัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนงานพัฒนาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน” โดยความร่วมมือระหว่างสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) สถาบันพัฒนาท้องถิ่น คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน พื้นที่เป้าหมายหลัก ดำเนินงานในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ รวม 21 ตำบล 10 อำเภอ และพื้นที่เรียนรู้ ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดน่าน ซึ่งข้อค้นพบจากการวิจัยเกี่ยวกับแนวทางการออกข้อบัญญัติฯ เพื่อสนับสนุนงานพัฒนาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินที่จำเป็นต้องดำเนินการมี 8 ด้าน คือ

1) การสร้างความเข้าใจร่วมกันเพื่อทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน เพื่อสร้างและวางระบบการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่น ในเรื่องต่างๆ (เรื่องใดก็ได้ที่ชุมชนท้องถิ่นเห็นว่าตนเองมีความพร้อม มีความเชื่อมั่นว่าสามารถรับผิดชอบจัดการได้ และเป็นประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่น) ดังนั้นหากชุมชนท้องถิ่นต้องการที่จะลุกขึ้นมาจัดการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง (อย่างยั่งยืน) ด้วยตนเองแล้ว ความเป็นเนื้อเดียวกันในชุมชนท้องถิ่นจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น

2) การตั้งคณะทำงาน ควรมีทีมช่วยงานสนับสนุนหลายทีม ทั้งที่อยู่ภายในชุมชน และทีมสนับสนุนภายนอก ซึ่งคณะทำงานที่อยู่ภายในชุมชนจะเป็นทีมที่ประกอบด้วยคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี คุ้นเคยกับระบบเอกสาร หนังสือที่ค่อนข้างเป็นทางการ และกระบวนการในการประชุม ดังนั้น การตั้งคณะงานเพื่อสนับสนุนงานต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับชุมชนท้องถิ่นที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์ในด้านนี้ หากสามารถดำเนินการได้ภายในชุมชนท้องถิ่นก็จะทำการพัฒนาต่อยอดไปในทางด้านอื่นๆ ได้ด้วย

3) การจัดทำระบบฐานข้อมูล เนื่องจากการสร้างความรู้ความเข้าใจ การวิเคราะห์ชุมชนท้องถิ่นของตนหรือของเครือข่าย จำเป็นที่จะต้องมีข้อมูลและจะต้องเป็นข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน สามารถมีข้อมูลที่นำไปใช้ตอบคำถามหรือวางแผนในด้านต่างๆ ได้ และการจะมีข้อมูลเช่นนั้นได้ก็ต้องมีกระบวนการและวิธีการในการจัดทำข้อมูลที่มีลักษณะเพื่อการพัฒนาและการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่น

4) การสื่อสารสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ที่เกี่ยวข้อง จากการศึกษาวิจัยพบว่า ชุมชนต้นแบบที่สามารถผลักดันข้อบัญญัติท้องถิ่นได้ก่อนท้องถิ่นอื่นๆ เป็นเพราะภายในชุมชนมีเวที มีเทคนิค มีช่องทาง และผู้ที่ทำหน้าที่ในการสื่อสาร และที่สำคัญคือมีสาส์นหรือสาระ ซึ่งก็คือความคิด ความคืบหน้าของการทำงานในระยะต่างๆ ที่สื่อสารกันภายในชุมชนกันอย่างทั่วถึงต่อเนื่อง และที่ขาดไม่ได้คือ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารความคิดความเห็นต่างๆ ในลักษณะที่เป็นการสื่อสารสองทาง

5) การออกแบบและทดลองระบบการทำงานภายในชุมชน เป็นประเด็นที่ควรจะต้องดำเนินการในการทดลองเป็นอย่างยิ่ง และยิ่งต้องไปหักล้างกับส่วนราชการ หรือหน่วยงานที่มักจะขัดขวางก็ยิ่งจำเป็นที่จะต้องทำการศึกษารวบรวมข้อมูลต่างๆ ทุกแง่มุม เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าภายใต้ข้อบัญญัติของชุมชนท้องถิ่นที่ช่วยกันบัญญัติผลักดันออกมานั้น เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ เกิดความคุ้มค่าคุ้มทุน มีประสิทธิภาพประสิทธิผลอย่างไร และในประการสำคัญ การทดลองช่วยกันออกแบบและทดลองระบบการทำงานจะเป็นกิจกรรมสำคัญที่ทำให้สมาชิกภายในชุมชนมีบทบาทที่จะช่วยกันแบ่งปัน คิดค้น แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสามารถบูรณาการวิธีการต่างๆ นอกเหนือจากวิธีการของกฎหมายที่อยู่ในรูปของการออกคำสั่ง การสั่งการ การลงโทษ ไปสู่รูปแบบอื่นๆ ที่เหมาะสม ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของระบบกฎหมายภายใต้แนวทางการกระจายอำนาจ เพื่อการจัดการตนเองในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นโอกาสที่ชุมชนท้องถิ่นจะฟื้น ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการตนเอง ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ระบบกฎหมายและรัฐ (หรือกล่าวให้เฉพาะเจาะจงลงไปก็คือหน่วยงานของรัฐทั้งหลายที่ต้องเกี่ยวข้องกับชุมชนท้องถิ่น) กล้าที่จะเปิดโอกาสและการรับรองระบบการจัดการตนเองที่ดี

6) การสรุปประเมินผลระบบการทำงานและการประมวลผลเพื่อการจัดทำร่างข้อบัญญัติ เป็นการประเมินผลโดยมีคำถามหลักอยู่ที่ว่า “หากต้องตราข้อบัญญัติท้องถิ่น (สำหรับชุมชนท้องถิ่นของเรา) ในข้อบัญญัติท้องถิ่นควรจะต้องมีข้อบัญญัติครอบคลุมในเรื่องใดบ้าง” แล้วหลังจากนั้นก็ต้องนำประเด็นที่ได้จากการตอบคำถามดังกล่าวมาวิเคราะห์ในทางกฎหมายเพื่อแยกแยะว่า ประเด็นใดเป็นเรื่องที่ต้องบัญญัติเป็นข้อบัญญัติ ประเด็นใดเป็นเรื่องที่ต้องไปดำเนินการโดยวิธีอื่น เช่น การใช้กลไกภายในชุมชน เรื่องใดหรือประเด็นใดที่อยู่นอกอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะบัญญัติเป็นกฎหมายได้ เรื่องใดหรือประเด็นใดที่ควรจะเป็นรายละเอียดที่อาจจะต้องไปอยู่ในวิธีการปฏิบัติหรือคู่มือ ฯลฯ

7) การเตรียมการเพื่อจัดทำร่างข้อบัญญัติท้องถิ่น หากสามารถที่จะสื่อสารสร้างความเข้าใจในทิศทางและเป้าหมาย การมีระบบที่ทดลองและมีผู้เข้ามาร่วมทดลองในระบบอย่างกว้างขว้าง เช่น ทดลองวางระบบการป้องกันไฟ การทดลองระบบการตรวจป่า ฯลฯ ก็สามารถที่จะใช้จังหวะดังกล่าวจัดทำเป็นข้อตกลงร่วม หรือจะใช้พิธีกรรมทางความเชื่อเข้ามาประกอบการสร้างความร่วมมือเพื่อสร้างความผูกพันทางจิตใจภายใต้สำนึกความเป็นชุมชนท้องถิ่นร่วมกัน ในกรณีเช่นนี้ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งของการค่อยๆ พัฒนาเป็นข้อบัญญัติท้องถิ่นได้ โดยเริ่มต้นจากการทำสัญญาภายในชุมชนร่วมกันก่อนในระยะเริ่มต้น

8) กับดักของข้อบัญญัติท้องถิ่นที่ควรจะต้องระวัง เนื่องจากการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นซึ่งมีหลายส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐ ซึ่งหากไม่ระมัดระวังให้ดีจะมีโอกาสตกอยู่ในกับดัก หรือติดกับดักของระบบการเมืองและระบบราชการได้ เช่น เวทีการพิจารณาข้อบัญญัติท้องถิ่นกลายเป็นเวทีทางการเมือง การใช้แต่มาตรการเชิงลบโดยไม่คิดถึงทางออก ทางเลือกที่เป็นเชิงบวก ความกังวลเรื่องการใช้คำศัพท์ทางกฎหมายมากเกินไป และทำเรื่องที่เป็นทางการไม่ให้เป็นทางการ แปลงความไม่เป็นทางการให้สอดรับกับกระบวนการที่ต้องเป็นทางการ เป็นต้น

            นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบด้านเศรษฐกิจของรูปแบบการถือครองที่ดิน กรณีศึกษาเปรียบเทียบบ้านมั่นคงชนบทตำบลวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา และบ้านมั่นคงชนบทตำบลดอนยอ จังหวัดนครนายก ศึกษาโดยนายกรณ์พงศ์ ทองศรี นักศึกษาปริญญาโท ภาควิชาการวางแผนภาคและผังเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า รูปแบบการถือครองที่ดินแบบกรรมสิทธิ์ร่วมของชุมชนตำบลวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ทำให้ได้รับความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชน คือ การที่ชุมชนถือครองที่ดินร่วมกันแบบกรรมสิทธิ์ร่วม เป็นผลให้สมาชิกต้องร่วมกันวางแผนเพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินร่วมกัน ขณะเดียวกันหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนก็สามารถเข้าไปหนุนร่วมพัฒนาโครงการร่วมกับภาคประชาชนได้ ส่วนรูปแบบการถือครองแบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล สมาชิกส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับการทำกินเฉพาะแปลงส่วนตัว ภาครัฐและภาคเอกชนก็ไม่สามารถเข้าไปร่วมพัฒนาโครงการได้ และผลกระทบด้านภาคการผลิตที่สมาชิกร่วมกันวางแผนเพื่อใช้ที่ดินแบบเกษตรแปลงรวม ส่งผลให้มีสัดส่วนการลงทุนเพื่อประกอบอาชีพลดลงร้อยละ 17.50จึงมีข้อเสนอจากการศึกษาที่สำคัญคือ  ควรมีการศึกษาเรื่องกองทุนที่ดินหรือธนาคารที่ดิน เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนแก้ไขปัญหาที่ดิน สร้างความมั่นคงในการถือครองที่ดินให้เกษตรกรในชนบท และควรมีการประเมินผลทางเศรษฐกิจและสังคมในโครงการแก้ไขปัญหาที่ดินของหน่วยงานภาครัฐทั้งที่ดินเมืองและที่ดินชนบท เพื่อเปรียบเทียบผลที่ได้จากการศึกษาและนำผลที่ได้ไปใช้ในการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินและประยุกต์ใช้ เป็นต้น

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter