playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

c-kk-01-01-2011

 การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจนตามโครงการบ้านมั่นคง

     ระยะที่ 1

      พัฒนาการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยประเทศต่างๆในเอเชียเริ่มขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อประเทศต่างๆ ได้รับเอกราชมีแนวการแก้ไขปัญหา โดยรัฐเป็นหน่วยหลักประกอบกับความสำเร็จของการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของประเทศสิงคโปร์ด้วยการสร้างแฟลต  ทำให้เกิดการก่อตั้งการเคหะแห่งชาติขึ้นในหลายประเทศในช่วงปลายทศวรรษ 2510 เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ฮ่องกง ไทยศรีลังกา ฯลฯ นอกจากนี้บางประเทศเช่น ปากีสถาน ได้แก้ไขปัญหาด้วยการประกาศให้คนจนมีสิทธิในที่ดิน ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ หรือในกรณีของอินเดีย ได้มีกฎหมายควบคุมการเช่าที่ดินซึ่งถือเป็นช่วงที่รัฐเข้ามามีบทบาทในการจัดหาที่อยู่อาศัยให้ประชาชน แต่ความแตกต่างทางด้านเศรษฐกิจสังคมและระบบการจัดการที่ดินทำให้การแก้ไขปัญหาโดยรัฐในแนวทางนี้ทำได้ในระดับหนึ่ง มีการสร้างแฟลตและสร้างที่อยู่อาศัยสำเร็จรูปเกิดขึ้นจำนวนหนึ่ง
      สำหรับประเทศไทยแนวทางการก่อสร้างที่อยู่อาศัยของการเคหะแห่งชาติในช่วงแรกๆ คล้ายกับสิงคโปร์ แต่ก็ต้องยกเลิก ปรับเปลี่ยนแนวใหม่ ทั้งนี้ เนื่องจากการสร้างแฟลตมีข้อจำกัดหลายประการเช่น  ลงทุนสูงเข้าไม่ถึงคนจนไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและไม่ทันกับปัญหาคนจนในเมืองที่ขยายตัวเร็วกว่า

     ระยะที่ 2

       ช่วง ปี พ.ศ.2520-2530 หน่วยงานต่างประเทศเช่นธนาคารโลกสหประชาชาติได้ผลักดันแนวทางใหม่ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยแทนการสร้างแฟลตด้วยวิธีปรับปรุงชุมชนในที่เดิม(Slum Upgrading) และการก่อสร้างบางส่วน (Site & service) ด้วยการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคบนที่ดินแปลงว่าง หรือสร้างโครงสร้างบางส่วนให้ เช่น หลังคา  ห้องน้ำ  แล้วให้ผู้อยู่อาศัยต่อเติมหรือก่อสร้างบ้านเอง  ซึ่งมีอิทธิพลต่อแนวทางแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยของประเทศต่างๆ ในเอเชีย  ได้มีการพัฒนาแนวทางปรับปรุงชุมชนในที่เดิมและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาด้านสภาพแวดล้อมและสาธารณูปโภคพื้นฐานได้อย่างกว้างขวางและมีการยอมรับสถานภาพของชุมชนที่มีอยู่ในระดับหนึ่งขณะที่ชุมชนยังมีปัญหาเรื่องความมั่นคงในการอยู่อาศัย  ประเทศไทยได้รับแนวทางปรับปรุงชุมชนแออัดมาดำเนินการโดยการเคหะแห่งชาติทั้งในกรุงเทพมหานครและภูมิภาค  ด้วยการร่วมมือกับเทศบาลมาตั้งแต่ปี 2522  จนถึงปัจจุบัน
    ในช่วงปลายทศวรรษ 2520 ตลอดถึงช่วงกลางทศวรรษ 2530 เป็นช่วงที่เศรษฐกิจในเอเชียเริ่มเติบโตอย่างรวดเร็ว  ระบบตลาดเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาที่อยู่อาศัยมากขึ้นโดยเฉพาะการขยายตัวของภาคเอกชนซึ่งสามารถเข้าถึงระบบการเงินในตลาดและมีความคล่องตัวในการจัดหาที่ดินรวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอีกทาง
      กรณีพื้นที่กรุงเทพฯ  ภาคเอกชนมีบทบาทในการก่อสร้างที่อยู่อาศัยได้ประมาณ 80% ในแต่ละปี อย่างไรก็ตามที่อยู่อาศัยในตลาดยังไม่สามารถสนองความต้องการของคนจนได้เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วประมาณปีละ 10% ส่งผลให้ที่ดินมีราคาแพงและเกิดการไล่ที่รุนแรงมากขึ้นชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนเกิดการรวมตัวต่อสู้เพื่อแก้ไขปัญหา  แต่ยังเป็นไปอย่างกระจัดกระจาย

     ระยะที่ 3

       ในช่วงทศวรรษ 2530 (2530-2539) แนวความคิดเรื่องประชาธิปไตย  การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนแพร่หลายมากขึ้น  ทำให้เกิดการรวมตัวกันของชุมชนในพื้นที่ต่างๆ  เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาและจัดการที่อยู่อาศัย  โดยมีชุมชนเป็นแกนหลักในการกำหนดความต้องการ  รูปแบบที่อยู่อาศัย  ผังชุมชนที่สอดคล้องกับความสามารถในการจ่ายและความเป็นอยู่ของชุมชนโดยรัฐสนับสนุนด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นโดยการพัฒนาที่อยู่อาศัยเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาชุมชน  ที่ครอบคลุมถึงการพัฒนาด้านอื่นๆ  ของชุมชน เช่น การออมทรัพย์สวัสดิการ  ธุรกิจชุมชน
      จากองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นมานั้น  มีส่วนสำคัญต่อการก่อเกิดสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง หรือ พชม.
ที่ได้รับงบประมาณเพื่อดำเนินงานการพัฒนาที่อยู่อาศัยภายใต้  โครงการบ้านมั่นคงได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่14 มกราคม 2546 ในระยะแรก (ดำเนินการในปี2546) 2 ส่วนคือ
      1. ในช่วงปีแรกโครงการบ้านมั่งคงจะพัฒนาโครงการนำร่อง10ชุมชนซึ่งโครงการนำร่องทั้ง 10 ชุมชนนี้เลือกจากชุมชนที่มีปัญหาความไม่มั่นคงในการอยู่อาศัยจำเป็นต้องมีการปรับปรุง  มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน   ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อยมาก (ต่ำกว่า10,000บาทต่อเดือน)  ส่วนใหญ่เป็นโครงการในที่ดินของรัฐที่  มีข้อสรุปเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่ดินมีกระบวนการดำเนินงานต่อเนื่องและมีความร่วมมือของหลายฝ่ายอยู่แล้ว  มีความหลากหลายในรูปแบบการแก้ไขปัญหา   มีการกระจายตัวในภาคต่าง ๆ ซึ่ง คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการนำร่อง10โครงการแรกดังนี้
 

ลำดับ ชุมชน จำนวน หน่วย
1 โกลกวิลเลจ:นราธิวาส 310 หน่วย
2 เก้าเส้ง:สงขลา 450 หน่วย
3 เจริญชัยนิมิตรใหม่:กรุงเทพฯ 89 หน่วย
4 บ่อนไก่(คลองเตย):กรุงเทพฯ  202 หน่วย
5 บุ่งคุก:อุตรดิตถ์         124 หน่วย
6 คลองเตยล็อก 7-12 : กรุงเทพฯ   115 หน่วย
7 เก้าพัฒนา:กรุงเทพฯ 29 หน่วย
8 ร่วมสามัคคี:กรุงเทพฯ   90 หน่วย
9 คลองลำนุ่น:กรุงเทพฯ    49 หน่วย
10 แหลมรุ่งเรือง:ระยอง      67 หน่วย

รวมทั้งสิ้น

1,525  หน่วย

           ทั้งนี้รัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณรวม 126.63  ล้านบาทเพื่อปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคการบริหารจัดการและชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ย

ตารางเงินลงทุนรวมและแหล่งเงินในการจ่ายโครงการนำร่อง 10 โครงการ

45

หมายเหตุ *ชาวบ้านสมทบทุน 10% ของค่าก่อสร้างที่อยู่อาศัย 

     2. อนุมัติงบประมาณ 20 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการจัดขบวนการพัฒนาที่อยู่อาศัยในเมืองต่างๆ โดยยึดถือแนวทางชุมชนเป็นแกนหลัก และหน่วยงานต่าง ๆ ในท้องถิ่นเป็นผู้สนับสนุน   ซึ่งในเวลาต่อมา พชม. ได้รวมกับกองทุนพัฒนาชนบท และจัดตั้งเป็นสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter